ธิษะณา ชุณหะวัณ เสนอแนวทางแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองไทยโดยเน้นการปฏิรูปหน่วยงานด้านความมั่นคงให้ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย พร้อมทั้งผลักดันระบบยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านผ่านการนิรโทษกรรมและการตรวจสอบความจริง เพื่อรับรองการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน สาทรและราชเทวี พรรคประชาชน ท่านประธานคะ เป็นเวลากว่า ๒ ทศวรรษแล้วที่การเมืองไทยยังติดอยู่ในวังวนความขัดแย้งแบ่งขั้วทางการเมือง ตั้งแต่ ขั้วเสื้อเหลือง เสื้อแดง การชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่ม กปปส. นปก. นปช. รวมถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองของนิสิตนักศึกษาในปี ๒๕๖๓ ซึ่งความขัดแย้งเหล่านี้มักจบลงด้วยความรุนแรง การปราบปรามสังหารหมู่ประชาชน ล้อมปราบประชาชนและใช้นิติสงคราม แล้วสุดท้ายก็มีการรัฐประหารถึง ๒ ครั้ง ๒ ครา ที่อ้างว่าทำไปเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองและสร้างความสงบให้กับสังคมไทย จบลง ด้วยมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อลบล้างความผิดให้กับคณะรัฐประหาร พร้อมบอกให้ สังคมก้าวไปข้างหน้า ลืมความขัดแย้งไปเสีย ชัดเจนแล้วค่ะท่านว่าการก้าวข้ามความขัดแย้ง แบบที่ทำกันผ่านมาตลอดมานั้นไม่สามารถคลี่คลายความขัดแย้งในสังคมไทยได้ค่ะ ท่านประธาน ขอสไลด์ค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
สไลด์ที่ ๓ ท่านประธานคะ ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านหรือ Transitional Justice in Post Conflict Societies ประกอบไปด้วยกลไกต่าง ๆ ที่ใช้จัดการมรดกของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอดีตและ ความบอบช้ำทางสังคมและแนวคิดที่สำคัญ เนื่องจากโลกในยุคนี้เปลี่ยนผ่านมาในแนวคิด เสรีนิยมที่มีความเป็นประชาธิปไตยและเชื่อมั่นในความเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น ดังนั้นคุณค่า ของสิทธิมนุษยชนจึงกลายเป็นคุณค่าหลักที่สากลโลกยอมรับ ทำให้ความยุติธรรมในระยะ เปลี่ยนผ่านถูกนำมาเป็นวิธีคิด เป็นกลไกที่จะทำอย่างไรเมื่อประชาชนถูกรัฐละเมิดสิทธิ ได้รับความยุติธรรมได้รับการชดเชยเยียวยาจากภาครัฐ เครื่องมือและกลไกในการคืน ความยุติธรรมให้แก่ผู้เป็นเหยื่อของภาครัฐและการสร้างความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน มีอยู่ ๕ ประการดังต่อไปนี้ค่ะ
ประเด็นที่ ๑ คือการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีลงโทษผู้มีส่วนกระทำ ความผิด จะใช้ศาลภายในประเทศเป็นการตั้งศาลเฉพาะกิจขึ้นมาในกรณีพิเศษ อย่างเช่น กรณีในประเทศรวันดา ICTR International Criminal Tribunal for Rwanda ว่าในปี ๑๙๙๔ หรือว่าในยูโกสลาเวียในปี ๑๙๙๓ หรือประเทศเพื่อนบ้านของเราหลังยุคเขมรแดงก็มี การสืบสวนสอบสวนเป็นกรณีพิเศษเช่นเดียวกัน ในกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำการ ฆ่าประชาชนค่ะท่านประธาน
ประเด็นที่ ๒ คือการแสวงหาความเป็นจริง เราต้องตั้งคณะกรรมการค้นหา ความจริงหรือที่เขาเรียกว่า Truth Commission บางประเทศอาจจะไม่ได้หยุดแค่การค้นหา ข้อเท็จจริง แต่แสวงหาแนวทางการปรองดองภายในชาติ ซึ่ง Model ที่เราได้ยินบ่อย ๆ ที่เพื่อนสมาชิกก็พูดไปก่อนหน้านี้คือ Model ของเนลสัน แมนเดลา (Nelson Rolihlahla Mandela) ในประเทศแอฟริกาใต้ที่ให้น้ำหนักกับกลไกแสวงหาข้อเท็จจริงโดยตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมา สามารถเรียกพยานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นคู่ขัดแย้งเพื่อสืบหาข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้น และอะไรคือสาเหตุของความรุนแรง และใครมีส่วนร่วมต่อการละเมิดทำผิดค่ะ
ประเด็นที่ ๓ คือการชดเชยเยียวยา โดยอาจจะให้มีการชดเชยเยียวยา ผ่านกฎหมายหรือคำสั่งของรัฐบาล เช่นเมื่อสังคมโดนปกครองด้วยระบอบเผด็จการก็มักจะ เกิดเหตุอาชญากรรมแห่งรัฐ อย่างเช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อย่างเช่น อาชญากรรม ต่อมนุษยชาติ เช่นการบังคับสูญหายหรือการสังหารหมู่ เป็นต้น มีคนเสียชีวิตหรือต้อง ถูกจำคุกอย่างไม่เป็นธรรมโดยการใช้กฎหมายปิดปากประชาชนเพียงเพราะพวกเขามี ความคิดเห็นต่างจากภาครัฐ รัฐควรคืนความยุติธรรมให้คนเหล่านั้น และแน่นอนไม่ใช่แค่การ แสวงหาความจริงแต่ต้องชดเชยทุกสิ่งที่เหยื่อเสียไปค่ะ
ประเด็นที่ ๔ คือผ่านกระบวนการยุติธรรม และหน่วยงานความมั่นคง ไม่ว่า จะเป็นผู้นำที่บ้าอำนาจ เผด็จการขนาดไหน ผู้นำก็ไม่สามารถปกครองคนเดียวได้ ไม่ว่า จะเป็นฮิตเลอร์ (Hitler) กัดดาฟี (Gaddafi) สตาลิน (Stalin) ก็ล้วนแต่มีแขนขาในการ ปกครอง หนึ่งในนั้นคือศาลที่ตีความกฎหมายรองรับการใช้อำนาจรัฐอย่างบิดเบือนของ เผด็จการ มีส่วนให้นโยบายหรือกฎหมายที่มีการละเมิดสิทธิเกิดขึ้นได้ รวมถึงหน่วยงาน ด้านความมั่นคง เพราะเป็นกลไกหลักที่ใช้ความรุนแรงในการปราบปรามพี่น้องประชาชน ที่ออกมาชุมนุมประท้วง สิ่งสำคัญคือการปฏิรูปหน่วยงานด้านความมั่นคงที่ต้องทำให้กลไก ทหาร พี่น้องทหาร พี่น้องตำรวจ เข้าใจในหลักสิทธิมนุษยชนและหลักมนุษยธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะให้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย ไม่ใช่กลไกที่ยังรับใช้อำนาจเผด็จการ
ประเด็นที่ ๕ ก็คือประเด็นนิรโทษกรรม ซึ่งต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง หรือ Political Will ของทางการเมืองทั้ง ๓ อำนาจ คือตุลาการ บริหาร และนิติบัญญัติ ร่วมกัน ระบบความยุติธรรมในด้านเปลี่ยนผ่านเป็นกลไกที่สำคัญที่สากลโลกยอมรับ จะสามารถช่วยรับรองประเทศไทยเปลี่ยนผ่านจากระบอบเผด็จการไปสู่ระบอบ ประชาธิปไตยเต็มใบได้มากยิ่งขึ้น เรายังสามารถเสริมสร้างหลักนิติธรรม วางรากฐานด้วย กฎหมายและสถาบันองค์กรที่ป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย นานาประเทศ อย่างแอฟริกาใต้ อาร์เจนตินา ชิลี หรือว่าฟิลิปปินส์ ก็จะมีการดำเนินการหลัก ๆ เช่นนี้ ๑. จัดตั้งให้มีการพิจารณาคดีเพื่อกวาดล้างเจ้าหน้าที่ออกจากตำแหน่ง ดำเนินคดีผู้ละเมิด สิทธิมนุษยชน ๒. การปรองดองซึ่งหาแนวทางฟื้นฟูโดยเน้นไปที่การเสริมสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างคู่ขัดแย้ง และ ๓. ให้อภัยซึ่งกันและกันโดยการนิรโทษกรรมแล้วมาเริ่มต้นกันใหม่ ปรับโครงสร้างทางสังคมและสถาบันใหม่ให้ประเทศเดินหน้าต่อ เราจำเป็นที่มองที่หลักการ เป้าหมายของการดำเนินพิจารณาคดีทางการเมืองว่าให้มีการตรวจสอบความจริง รับโทษ ทางกฎหมาย หากเราศึกษาใช้ระบบยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านต้องมีพิจารณาหลักฐาน และข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายค่ะ
แนวทางของร่างกฎหมายของพรรคประชาชนได้เอาแนวทางความยุติธรรม ในช่วงเปลี่ยนผ่านหรือ Transitional Justice แบบสากลมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบท ของประเทศไทยเพื่อหาทางออก แก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดมาในบ้านเรา โดยเป้าหมายก็คือทำให้สังคมกลับมาปรองดอง ลดความขัดแย้ง หาทางออกให้กับคนที่มี ความเห็นต่างทางการเมือง แล้วสร้างระบบยุติธรรมที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทราบดีว่าบริบท ของประเทศไทยก็ไม่ได้เหมือนกับในทุกมิติในแต่ละประเทศที่ดิฉันกล่าวมาก่อนหน้านี้ แต่เราก็สามารถพัฒนาขึ้นบนหลักการคืนความยุติธรรมให้กับเหยื่อ สร้างความปรองดอง ให้กับผู้ถูกกระทำ
ประเด็นที่ ๑ จากการนิรโทษกรรมที่มีมาก่อน เคยมีมาก่อนถึง ๒๓ ครั้ง ที่ท่านเพื่อนสมาชิกได้พูดไปโดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ในบทเฉพาะกาล มาตรา ๒๗๙ ก็มีการนิรโทษกรรมให้กับคณะรัฐประหาร ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ก็สะท้อน ให้เห็นว่าเมื่อผู้มีอำนาจทางการเมืองต้องการที่จะลบล้างความผิด รักษาเสถียรภาพ ของตนเองก็ใช้กลไกนิรโทษกรรมมาได้ แต่ทำไมภาคประชาชนถึงต้องเผชิญกับแรงต้านทาน อย่างมหาศาลจากผู้มีอำนาจจนกว่าคำว่านิรโทษกรรมกลายเป็นคำที่ถูกทำให้เลือนราง ที่นักการเมืองหลายคนไม่เอ่ยถึง ไม่สนใจ หรือมีข้อยกเว้นในบางมาตราที่ทุก ๆ ท่านพูดมา ก่อนหน้านี้ ดิฉันขอให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจงเชื่อมั่นอย่างหนักแน่นว่าการนิรโทษกรรม ทางการเมืองในครั้งนี้ต้องครอบคลุมให้มากที่สุดถึงประชาชนทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ จากการดำเนินคดีจากการเห็นต่างทางความคิดหรือทางการเมืองโดยสุจริตและ สิทธิขั้นพื้นฐาน ดังที่เราได้เห็นในประวัติศาสตร์การนิรโทษกรรม เรามีการนิรโทษกรรม มาแล้ว ๒๓ ฉบับ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกและข้อหามาตรา ๑๑๒ ก็ยังมีการนิรโทษกรรมในวันที่ ๖ ตุลาคม ความขัดแย้งจะยุติได้ด้วยการนิรโทษกรรมซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการคืนความยุติธรรม ในระยะเปลี่ยนผ่าน คืนความเป็นมนุษย์ให้กับความขัดแย้งทางการเมืองทุกฝ่าย หากพรรคเพื่อไทยร่วมมือกับเราการนิรโทษกรรมฉบับนี้จะผ่านโดยแน่นอนค่ะท่านประธาน ดิฉันจึงอยากเรียกร้องไปยังพรรคที่เคยเป็นพรรคที่เป็นประชาธิปไตย ที่อ้างว่าเป็นพรรค ที่เป็นประชาธิปไตย หากพวกท่านยังมีจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้หลงเหลืออยู่บ้าง ดิฉันหวังว่า ท่านจะมีความกล้าหาญพอที่จะโหวตกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับของพรรคประชาชน ขอบพระคุณค่ะ