พนิดา อภิปรายหนุนร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม แก้ความขัดแย้งทางการเมือง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๘

พนิดา มงคลสวัสดิ์ อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและเรียกร้องให้ยุติวงจรความอยุติธรรม โดยเสนอให้มีคณะกรรมการนิรโทษกรรมกลั่นกรองรายกรณีอย่างโปร่งใสและเป็นอิสระ เพื่อคืนโอกาสให้ผู้ถูกดำเนินคดีจากเหตุการณ์ทางการเมือง

นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ สมุทรปราการ

เรียนประธานที่เคารพ ดิฉัน พนิดา มงคลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต ๑ อำเภอเมือง ตำบลท้ายบ้าน ปากน้ำ บางเมือง บางโปรง บางด้วน พรรคประชาชน ดิฉันขอมีส่วนร่วม ในการอภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ของอดีตพรรคก้าวไกลที่นำเสนอโดย คุณชัยธวัช ตุลาธน พร้อมเพื่อนสมาชิกและร่างนิรโทษกรรมประชาชนของภาคประชาชน ที่ร่วมลงชื่อกันเข้ามากว่า ๓๐,๐๐๐ รายชื่อที่เข้ามาในสภาวันนี้ ร่างนิรโทษกรรม มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศในการที่จะพาสังคมก้าวข้ามขีดจำกัด ทางความเห็นต่างที่สร้างความขัดแย้งรุนแรงในสังคมมาอย่างยาวนาน เพื่อเสนอให้เป็น ทางเลือกที่สร้างสรรค์และเป็นจริงได้ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและกำลัง เผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ ๆ เช่นทุกวันนี้ ในปัจจุบันประเทศของเรากำลังติดหล่ม อยู่ในวงจรของความอยุติธรรมที่ถูกสั่งสมมาอย่างยาวนาน มีประชาชนจำนวนมากที่ถูก ดำเนินคดีจากเหตุการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาตั้งแต่เกิดรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ จนถึงปัจจุบัน มีผู้ต้องหาทางการเมืองที่ยังไม่ได้รับการเยียวยาและยังไม่ได้รับ ความยุติธรรมอย่างแท้จริง หลายคนอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดี หลายคนถูกจับกุมคุมขัง หรือแม้แต่ปัจจุบันยังมีคนไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวโดยที่คดียังไม่ถูกพิพากษาเป็นที่ สิ้นสุดว่ามีความผิดด้วยซ้ำ สิ่งที่เราต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมาก็คือปัญหานี้ไม่สามารถ ปล่อยให้ค้างคาอยู่อย่างไร้ทิศทางได้อีกต่อไป การนิ่งเฉยไม่ใช่ความเป็นกลางคือการปล่อยให้ ความอยุติธรรมติดค้างอยู่ในระบบ ยัดเยียดให้เงียบและบังคับให้ลืม ซึ่งจะไม่มีทาง พาประเทศไทยไปสู่ความปรองดองที่แท้จริงได้เลย ดิฉันอยากชวนทุกท่านในที่นี้กลับมา ตั้งโจทย์ร่วมกันว่าประเทศจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร หากเรายังไม่สามารถรับมือกับเรื่องนี้ได้ อย่างมีวุฒิภาวะ มีเสียงเรียกร้องจากนานาชาติให้เราทบทวนกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชน ในบ้านเราอยู่ตลอดเวลา สังคมที่เราอยากเห็นคือสังคมที่ทุกคนสามารถมีสิทธิติดคุกได้จาก การใช้เสรีภาพในการแสดงออกหรือไม่ สามารถมีคนที่โดนตัดสินจำคุก ๕๐ ปีได้จากการ โพสต์เฟซบุ๊กหรือเปล่า การนิรโทษกรรมทุกคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมืองไม่ใช่การลบล้าง ทุกอย่างโดยไม่รับผิดชอบ แต่การนิรโทษกรรมคือการกล้าที่จะรับฟัง คืนโอกาสให้กับผู้ที่ ตกเป็นเหยื่อของกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยว เพื่อให้เราสามารถปิดบทหนึ่งของความ ขัดแย้งลงได้อย่างมีศักดิ์ศรีและเรียนรู้เพื่อที่จะไม่ให้มันเกิดซ้ำขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดี ที่มีบทลงโทษรุนแรงผิดสัดส่วน และมีการใช้ในลักษณะเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งผู้เห็นต่าง ทางการเมืองโดยไร้การกลั่นกรองที่โปร่งใสมาตลอด ร่างของพรรคประชาชนจึงเสนอให้มี คณะกรรมการนิรโทษกรรมกลั่นกรองรายกรณีอย่างรอบคอบ ที่มีความเป็นอิสระ โปร่งใส มาแยกแยะระหว่างการกระทำที่มีเจตนาจริงกับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการกล่าวหาอย่าง ไม่เป็นธรรม หรือเพียงแสดงออกโดยสุจริตและอยู่ภายใต้บริบททางการเมืองที่บีบคั้น ในเวลานั้น ที่สำคัญดิฉันไม่อยากให้มองว่าเรื่องนี้เป็นคดีทางการเมืองที่เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองที่ทำให้ประเทศมันติดหล่มมาหลายทศวรรษแล้ว ดิฉันย้ำว่าผู้ที่ถูกดำเนินคดีเหล่านี้มีเหตุมาจากเหตุการณ์ทางการเมือง มีลักษณะเป็นคดี นโยบายที่ความหนักเบาหรือการบังคับใช้กฎหมายจะแปรผันไปตามวิสัยทัศน์ของผู้นำ ณ เวลานั้น ๆ ซึ่ง ณ เวลานี้แม้สภาวะทางการเมืองของเราอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวังไว้ แต่อย่างน้อยมันก็เป็นการเมืองหลังยุครัฐประหารแล้ว ซึ่งดิฉันคิดว่าสิ่งที่เราควรจะทำร่วมกัน ก็คือการสร้างบรรยากาศแห่งความหวัง เดินหน้าไปแสวงหาฉันทามติใหม่ของสังคมไทย ให้ทุกฝ่ายที่เคยขัดแย้งกันยอมรับกัน ยอมรับที่จะอยู่ร่วมกันได้ การนิรโทษกรรมทางการเมือง เป็นส่วนสำคัญ เป็นประตูบานแรกที่จะนำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้งในสังคม

อีกประเด็น การนิรโทษกรรมไม่ใช่เรื่องใหม่ ประเทศไทยเราใช้กลไก การนิรโทษกรรมในการแก้ไขความขัดแย้งรุนแรงในสังคมมาแล้ว อย่างที่เพื่อนสมาชิก หลายท่านก็เคยได้อภิปรายไว้ แม้แต่การใช้กับคดีที่อัตราโทษสูงมากกว่าคดีอาญาบางมาตรา ที่หลายท่านแสดงความกังวลออกมาว่าหากรวมเข้าไปในการนิรโทษกรรมแล้วอาจจะเป็น การสร้างความขัดแย้งใหม่ แต่ดิฉันมองว่าการเลือกนิรโทษกรรมเป็นบางคดี โดยที่ไม่นับรวม ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดที่มีแรงจูงใจทางการเมืองในห้วงเวลาเดียวกันเข้าไปด้วยนั้น จะเป็นปัญหามากกว่า มันอาจจะสงบชั่วคราว แต่ในระยะยาวไม่ส่งผลดีต่อสังคมเรา อย่างแน่นอน และไม่สามารถสร้างสันติสุขในสังคมเราได้อย่างแท้จริง อย่างที่พวกเราทั้งหมด ในที่นี้คาดหวังว่าจะสร้างมันร่วมกันได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของคนไม่กี่คน แต่ทุกคน ที่กำลังถูกดำเนินคดีทางการเมืองคือยอดภูเขาน้ำแข็ง พวกเขาคือตัวแทนของคนอีก หลายคนที่มีความคิด ความเชื่อในแบบเดียวกัน มีเหตุที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง ในสถานการณ์เดียวกัน พวกเราทั้งหมดในที่นี้สามารถที่จะทำให้มันจบลงได้ เพื่อให้ทุกฝ่าย ได้ใช้โอกาสนี้ในการปรับจูนเข้าหากัน ดิฉันขอยืนยันว่าพวกเราเสนอเรื่องนี้ด้วยความ ปรารถนาดีต่อประเทศ เพราะความขัดแย้งที่ลุกลามจากอดีตจนมาถึงปัจจุบันต้องมีสักวัน ที่จะต้องหยุดแล้วเริ่มต้นใหม่อย่างมีเหตุ มีผล เปิดทางให้เราได้ทบทวนความผิดพลาดของรัฐ ในอดีตและฟื้นฟูหลักนิติธรรมในอนาคต เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่ามาหลายปีที่ผ่านมาสังคมมีการ ตั้งคำถามกับกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายมั่นคงอย่างมาก สถิติของผู้ที่ ถูกดำเนินคดีทางการเมืองเพิ่มขึ้นสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดิฉันเองเคยได้มีโอกาสเสนอให้ ฝ่ายบริหารได้ใช้อำนาจในการอำนวยความยุติธรรมเบื้องต้นให้กับประชาชนที่ถูกดำเนินคดี ในระหว่างที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นการยุติ การคุกคามประชาชน เจ้าหน้าที่ต้องกลั่นกรองคดีไม่ปล่อยให้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีกันมั่ว หรือยัดข้อหาที่รุนแรงเกินจริงไม่ได้สัดส่วน คืนสิทธิประกันตัวหรือชะลอฟ้อง หากแต่ สถานการณ์ทางการเมืองก็ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องโดยไร้การเหลียวแล มิหนำซ้ำยังทวีคูณ ขึ้นเรื่อย ๆ ยังมีผู้ที่ถูกโดนเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ อยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นที่นี่ เวลานี้รัฐสภาคือที่พึ่งสุดท้าย ดิฉันขอให้ทุกท่านในที่นี้อย่าปิดประตูของ ความเป็นไปได้ อย่าปิดโอกาสในการเยียวยาผู้ที่ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม อย่าปล่อยให้ การนิรโทษกรรมเป็นเรื่องของคนบางกลุ่มเท่านั้น เพราะเราทุกคนในที่นี้ ในสภาแห่งนี้ไม่ได้ มีหน้าที่แค่รักษากฎหมาย แต่ต้องฟื้นศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมของรัฐคืนให้กับ ประชาชนด้วย วันนี้เราอาจจะไม่ได้เห็นตรงกันในทุกเรื่อง ในทุกประเด็น แต่ดิฉันเชื่อว่า เราเห็นตรงกันในหลักใหญ่ใจความสำคัญว่ากระบวนการยุติธรรมต้องมีทางออกให้กับผู้คน การเมืองไทยต้องมีทางกลับบ้านให้กับทุกฝ่าย เราจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศทางการเมือง แห่งความปรองดอง เพราะเราอยู่กับความขัดแย้งมานานเกิน ๒ ทศวรรษแล้ว การนิรโทษกรรม จะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้คนที่เคยเห็นต่างทางการเมืองกันอย่างรุนแรงเกิดกระบวนการ การหันหน้ามาคุยกันได้ มันคือการเปิดประตูสู่การสร้างความเข้าใจระหว่างคนทุกฝ่ายได้ ดิฉันเชื่อว่าในอนาคตเราก็คงไม่มีทางเห็นด้วยกันหมด แต่มันก็ใช้กระบวนการประชาธิปไตย ทางปกติได้ในการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองลงที่ละเปลาะ หากเราไม่ใช้โอกาส สำคัญครั้งนี้ในการแก้ปัญหาในสิ่งที่เราเห็นตรงกันว่ามันเป็นปัญหาใหญ่ในสังคม มันอาจจะ สะสมรอวันปะทุกลายเป็นความขัดแย้งครั้งใหญ่ในสังคมไทยในวันข้างหน้า ไม่มีสันติภาพใด มาจากการจำคุกคนเห็นต่าง และไม่มีความมั่นคงใดตั้งอยู่บนความอยุติธรรมซ้ำซากของรัฐ ดิฉันขอเสนอให้ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมของพรรคประชาชนและร่างของภาคประชาชน รวมถึงร่างของทุกพรรคที่เสนอเข้ามาได้ร่วมเข้าพิจารณาในลำดับต่อไปอย่างเปิดกว้าง และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของการจบความขัดแย้งด้วยกระบวนการยุติธรรม ที่โปร่งใส และไม่ปล่อยให้ความอยุติธรรมกลายเป็นสิ่งผิดปกติในบ้านเมืองเราอีกต่อไปค่ะ ขอบคุณค่ะ