ชลธิชา แจ้งเร็ว อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและฟื้นฟูหลักนิติธรรม โดยชี้ให้เห็นปัญหาการใช้ "นิติสงคราม" และคดีมาตรา ๑๑๒ ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงเรียกร้องให้รัฐสภาผ่านกฎหมายดังกล่าวเพื่อยกระดับภาพลักษณ์ไทยในเวทีโลก
ขอบคุณท่านประธาน เรียนท่านประธาน ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคประชาชน ขอร่วม อภิปรายเพื่อสนับสนุนร่างการผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมแก่พ่อแม่ พี่น้องประชาชนทุกท่าน หลายทศวรรษแล้วจริง ๆ ที่ประเทศไทยเราติดหล่มความขัดแย้งทางการเมือง แล้วปล่อย ให้มีการใช้นิติสงครามเป็นเครื่องมือในการประหัตประหารศัตรูทางการเมืองกัน และสิ่งนี้ ที่ยิ่งทำให้ประชาชนสูญสิ้นความศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรม เชื่อไหมว่านับตั้งแต่ ปี ๒๕๕๗ เป็นต้นมา นิติสงครามถูกใช้ในการทำร้ายประชาชนหนักขึ้นเรื่อย ๆ มีหลายเคสหลายกรณีมาก ๆ ที่ตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาเรื่องนี้ที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การที่ประชาชนจำนวนมากถูกดำเนินคดีทางการเมืองเพียงเพราะลุกขึ้นมาขับไล่ คณะรัฐประหาร คสช. หรือการรณรงค์โหวต No ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญโดยคณะรัฐประหาร การเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง และรวมไปถึงการชุมนุมของคนหนุ่มสาวในช่วงปี ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา หลังรัฐประหารพลเรือนจำนวนมากต้องขึ้นศาลทหารในคดีทางการเมือง แล้วก็ พบเจอกับปัญหาว่าศาลทหารไม่ให้ประกันตัว ไม่ให้สิทธิอุทธรณ์คดีแก่จำเลย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ก็ล้วนแล้วแต่ขัดกับหลักการที่ตุลาการต่างไปพร่ำสอนกันเอาไว้ว่าต้องสันนิษฐาน ไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษา มีหลายคดีโดยเฉพาะในคดีมาตรา ๑๑๒ ที่ถูกศาลลงโทษให้จำคุกหลายสิบปีเพียงเพราะการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ หรือการขึ้นเวทีปราศรัย ไม่ว่าจะเป็นกรณีของคุณอัญชัญ และล่าสุดทนายอานนท์ นำภา ที่เมื่อวานนี้ศาลก็ตัดสินจำคุกรวมกันไปแล้วมากกว่า ๒๙ ปีด้วยกัน เชื่อไหมคะท่านประธาน ว่าโทษของพวกเขาเหล่านี้สูงกว่าคดีฆ่าคนตาย คดีข่มขืนที่เป็นภัยต่อชีวิต ภัยต่อทรัพย์สิน ของผู้คนในสังคมยิ่งนัก ที่น่าตกใจอย่างยิ่งคือนับตั้งแต่การชุมนุมของคนหนุ่มสาวในช่วง ปี ๒๕๖๓ เป็นต้นมา มีเด็กลูกหลานของเราซึ่งเป็นอนาคตของประเทศชาติที่เรามักจะอ้างกัน ว่านี่คืออนาคตของประเทศชาติกว่า ๒๘๖ คน ที่ถูกดำเนินคดีจากการออกมาชุมนุม การแสดงออกทางการเมือง และในจำนวนนี้มีมากกว่า ๒๐ คนด้วยกันที่ถูกดำเนินคดีด้วย มาตรา ๑๑๒ ที่ดิฉันกล่าวมาข้างต้นช่วยยืนยันกับเราว่ากระบวนการยุติธรรมและหลักการ นิติธรรม Rule of Law มีปัญหาแค่ไหนกับคดีทางการเมือง ท่านประธาน ทันทีที่ ประเทศไทยเราถูกจัดประเมินคะแนนหลักนิติธรรมที่ต่ำสุดในรอบเกือบ ๑๐ ปี ในช่วง ปี ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา โดย World Justice Project ท่านทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมก็ได้ตั้งเรื่องของหลักนิติธรรมให้กลายเป็นวาระแห่งชาติ ดิฉันจึงอยากเสนอ ให้รัฐสภาแห่งนี้ใช้การผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรม เพื่อเป็นการฟื้นคืนภาพลักษณ์ไทย ในเวทีโลก สร้างความเชื่อมั่นในเวทีโลกว่าเราจะยึดหลัก Rule of Law อย่างแท้จริง ตามนโยบายของท่านรัฐมนตรีกระทรวงว่าการกระทรวงยุติธรรม เหตุผลที่ดิฉันกล้ากล่าว เช่นนี้ เพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมาเวทีโลกต่างก็ออกมาแสดงความห่วงกังวลต่อการใช้ กฎหมายฟ้องปิดปากประชาชนที่เห็นต่างของไทย ปัญหาในกระบวนการยุติธรรมที่ล้มเหลว ซึ่งล้วนแล้วแต่ก็ขัดกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ไทยอาสาเข้าไปเป็นรัฐภาคี เอาไว้ ดิฉันขอยกตัวอย่างท่าทีของนานาชาติต่อเรื่องนี้ ประเด็นแรกเลยคือท่าทีของผู้รายงาน พิเศษ UN ในด้านต่าง ๆ และกลไกของ UN ในมิติต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวที UPR ซึ่งรัฐบาลไทยจะต้องไปรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในทุก ๆ ๔ ปีแล้วก็มักจะถูก ตั้งคำถามจากนานาประเทศและมีข้อเสนอมากมายให้ไทยหยุดดำเนินคดีทางการเมือง กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นคดีมาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๖ รวมไปถึง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ เป็นต้น ซึ่งเสนอนี้ก็คือการนิรโทษกรรมประชาชนนั่นเอง ยิ่งตอนนี้ประเทศไทยเราได้ตำแหน่งเก้าอี้ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติหรือ UNHRC นั่นเอง ซึ่งไทยก็ไปให้คำมั่นสัญญา เอาไว้ในระหว่างการเลือกตั้งว่าจะยกระดับสิทธิมนุษยชนของไทย แล้วก็จะรับฟังความเห็น ของผู้รายงานพิเศษของ UN กลไกต่าง ๆ ของ UN แต่เชื่อไหมคะว่าที่ผ่านมารัฐบาลไทย กลับนิ่งเฉยกับข้อเสนอต่าง ๆ เหล่านี้มาโดยตลอด ดิฉันจึงคิดว่าครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญจริง ๆ ที่รัฐสภาไทยจะต้องพิสูจน์ให้เวทีโลกเห็นว่าเรามีความเหมาะสมกับเก้าอี้คณะมนตรี สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในครั้งนี้ แล้วเราได้เก้าอี้นี้มาไม่ใช่เพราะเราไป Lobby ไปแลกตำแหน่งกันมา แล้วพวกเราทำได้โดยการผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชน คืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่ถูกฟ้องปิดปาก อีกเวทีหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน และเกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศที่รัฐบาลไทยก็มักจะไปอวดอ้างว่ากำลังเร่งเจรจา เพื่อปิด Deal ให้ทันภายในปีนี้ นั่นก็คือเอฟทีเอ Thai EU เดือนมีนาคมที่ผ่านมารัฐสภา EU ได้มีมติประณามการส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ให้แก่รัฐบาลจีน แต่ว่าในมตินั้นมีอีก ๑ ประเด็น ที่ถูกพูดถึง แล้วก็เป็นเรื่องสำคัญด้วยเช่นเดียวกันก็คือการเรียกร้องให้หยุดดำเนินคดี ทางการเมือง โดยเฉพาะในมาตรา ๑๑๒ และรัฐสภา EU เองก็ยังได้กำชับไปยัง คณะกรรมาธิการยุโรปว่าในระหว่างกระบวนการเจรจาเอฟทีเอของไทยกับ EU ก็ต้องมีเรื่อง สิทธิมนุษยชนของไทยอยู่ด้วย เพราะมันเป็นคุณค่าที่สำคัญของ EU ท่านประธานคะ อีก ๑ กรณีที่สำคัญไม่แพ้กันที่จะสะท้อนให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า สถานการณ์ Rule of Law ของบ้านเราจากการดำเนินคดีเสรีภาพในการแสดงออกนั้น ส่งผลกระทบที่เลวร้ายแค่ไหน นั่นก็คือการเจรจาภาษีกับสหรัฐอเมริกา เมื่อไม่กี่วันก่อน เราเพิ่งจะทราบข่าวว่าสหรัฐก็ประกาศยืนยันว่าอัตราภาษีการนำเข้าของไทยจะยังคงเดิม ก็คือ ๓๖ เปอร์เซ็นต์ แน่นอนว่าเรื่องนี้มันมีหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ ของโลกที่กำลังขับเคี่ยวกันอย่างจริงจัง ปัญหาเรื่องของการสวมสิทธิ แต่เราก็ต้องยอมรับกัน อย่างตรงไปตรงมาว่าที่ผ่านมาเราเริ่มกระบวนการเจรจาที่ล่าช้ามากกว่าหลาย ๆ ประเทศ และเหตุผลหนึ่งในนั้นก็เพราะว่ามีการดำเนินคดี มาตรา ๑๑๒ กับนักวิชาการชาวอเมริกัน คืออาจารย์พอล แชมเบอร์ส (Paul Chambers) ซึ่งทำให้กระทรวงต่างประเทศของ สหรัฐอเมริกาก็ได้ออกมาประณาม ออกมาแสดงท่าทีห่วงกังวลที่มีมาอย่างยาวนานต่อการ บังคับใช้ มาตรา ๑๑๒ ของประเทศไทย แล้วกรณีการดำเนินคดีกับนักวิชาการชาวอเมริกัน แม้แต่อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ก็ยังออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบโดยตรง ต่อการเจรจาภาษีกับสหรัฐอเมริกา โชคดีหลังจากนั้นไม่นานอัยการสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้ ดิฉันอยากย้ำว่าเมื่อเราเริ่มต้นกระบวนการเจรจาที่ล่าช้าก็ทำให้คณะเจรจาจะถูกบีบด้วย Deadline ที่ไล่เข้ามา แล้วสุ่มเสี่ยงอย่างมากที่เราจะต้องไปเสนอ Deal ที่อาจจะกระทบกับ ภาพรวมของคนไทย ดิฉันก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะมีสติในระหว่างกระบวนการเจรจา สุดท้ายค่ะท่านประธาน เรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องภายในประเทศอีกต่อไป โดยเฉพาะ อย่างยิ่งหมวกของเก้าอี้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของ UN ที่เราไปสัญญาเอาไว้ในเวทีโลก สิ่งนี้คือสัญญาว่าสถานการณ์ประเด็นเรื่องของสิทธิมนุษยชนไทยคือเรื่องของทุก ๆ คน คือเรื่องของประชาคมโลกที่เขาให้ความสำคัญ และนี่คือเวลาที่เราจะกลับไปทบทวน จุดบกพร่องในกระบวนการยุติธรรมของบ้านเราโดยให้การนิรโทษกรรมเป็นประตูบานแรก ที่จะฟื้นคืนหลักการ Rule of Law เพื่อฟื้นคืนภาพลักษณ์ไทยในเวทีโลก ทำให้นานาชาติ มีความเชื่อมั่นกล้าที่จะกลับมาลงทุนในบ้านเราอีกครั้ง วันนี้ดิฉันก็ขอฝากความหวัง ด้วยใจบริสุทธิ์ไว้กับรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ซึ่งก็บอกตามตรงว่ามีพี่น้อง เสื้อแดงหลายคน หรือผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยอีกหลายคนที่ยังถูกคุมขัง ที่ยังถูกดำเนินคดีอยู่ ดิฉันก็หวังว่าการจองจำชีวิตของผู้คนที่เห็นต่างทางการเมืองด้วยความบกพร่องของ กระบวนการยุติธรรมจะต้องถูกปลดล็อกด้วยการนิรโทษกรรม ขอบคุณค่ะ