จุรินทร์ ยืนยันจุดยืนนิรโทษกรรมเฉพาะคดีการเมือง ไม่เห็นด้วยทุจริต-ม.112

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๘

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ยืนยันจุดยืนพรรคประชาธิปัตย์คัดค้านนิรโทษกรรมคดีทุจริต คดีความผิดต่อพระมหากษัตริย์ และคดีอาญาร้ายแรง โดยยกเหตุผลว่าเคยเป็นประธานวิปฝ่ายค้านเมื่อปี ๒๕๕๖ ต่อต้านร่างกฎหมายสุดซอยที่นำไปสู่การยึดอำนาจ และชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยไม่ต้องการนิรโทษกรรมคอร์รัปชัน

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ กราบเรียนกับท่านประธานถึงจุดยืนของกระผมและ พรรคประชาธิปัตย์ว่ากระผมมีจุดยืนต่อการนิรโทษกรรม ๒ ประการ ประการที่ ๑ กระผม เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง ซึ่งเป็นการกระทำความผิดโดยทั่วไป เช่น การเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกถึงความคิดเห็นในทางการเมือง ซึ่งเป็น การใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในวิถีทางประชาธิปไตย เป็นต้น แต่ในประการที่ ๒ กระผมไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๑๐ และมาตรา ๑๑๒ ซึ่งกระผมเคยแสดงความเห็นในสภานี้มาแล้วครั้งหนึ่ง การกระทำความผิดตามมาตรา ๑๑๐ มาตรา ๑๑๒ ก็คือการกระทำความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ ต่อพระราชินี ต่อองค์รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมการกระทำความผิด ในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมทั้งไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมคดีอาญาร้ายแรง เช่นการฆ่าคนตายโดยเจตนา เป็นต้น ความจริงเหมือนที่พวกเราเคยพูดกัน ประเทศไทย เคยมีการนิรโทษกรรมมาแล้วหลายครั้งอย่างน้อยที่ได้มีการบันทึกไว้ ๒๓ ครั้ง แต่ว่า ส่วนใหญ่เป็นคดีทางการเมือง ครั้งสำคัญที่สุดที่พวกเราจดจำกันได้ก็คือการออกคำสั่ง ที่ ๖๖/๒๓ ซึ่งเป็นการนิรโทษกรรมการกระทำความผิดในคดี ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ซึ่งมีการ นิรโทษกรรมในปี ๒๕๒๑ ๒ ปีต่อมา แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่เรามีการนิรโทษกรรมการกระทำ ความผิดจากการทุจริตคอร์รัปชัน และการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๑๒ สำหรับกรณี การกระทำความผิดในคดีทุจริตคอร์รัปชันซึ่งต้องถือว่าเป็นมะเร็งร้ายสำหรับประเทศ ที่เกาะกินประเทศของเรามาต่อเนื่องยาวนาน แม้จนกระทั่งมาถึงทุกวันนี้นั้น ความจริงได้มี ความพยายามที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมการกระทำความผิดฐานทุจริตประพฤติมิชอบ มาแล้วครั้งหนึ่ง ท่านประธานคงจำได้ ในปี ๒๕๕๖ กระผมสามารถพูดได้เต็มปาก เพราะขณะนั้นกระผมทำหน้าที่ประธานวิปฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พระราชบัญญัติ นิรโทษกรรมฉบับนั้นเป็นที่รู้จักกันดีว่าถ้าเป็นพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่ได้รับการตั้งชื่อ ว่าฉบับสุดซอย ซึ่งเนื้อหาสำคัญก็คือการนิรโทษกรรมคดีการกระทำความผิดจากการทุจริต คอร์รัปชันนั่นเอง แต่สุดท้ายก็ไปต่อไม่ได้และกลายเป็นมูลเหตุหนึ่งของการยึดอำนาจ ในเวลาต่อมาในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เพราะฉะนั้นการนิรโทษกรรมคดีทุจริตประพฤติมิชอบจึงกลายเป็นของแสลงสำหรับสังคมไทย และถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่สะท้อนว่าประเทศไทยไม่ต้องการเห็นการนิรโทษกรรม การกระทำความผิดจากการทุจริตคอร์รัปชัน สำหรับการนิรโทษกรรมการกระทำความผิด ตามมาตรา ๑๑๒ นั้น ความจริงก็ได้มีความพยายามมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ต้องยอมรับ ความจริงว่าถ้าเราตั้งเป้าหมายว่าเราจะนิรโทษกรรมเพื่อสร้างสังคมสันติสุข สร้างสังคม ปรองดอง อันนี้เป็นดาบสองคม เพราะอีกคมหนึ่งแทนที่จะสร้างสังคมปรองดองอาจจะ นำไปสู่ความแตกแยกของสังคมครั้งใหญ่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งก็ได้ในเรื่องนี้ และที่สำคัญที่สุด ท่านประธานคงจำได้ว่าในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเราไม่เคยมีการนิรโทษกรรมการกระทำ ความผิดตามมาตรา ๑๑๐ และมาตรา ๑๑๒ มาก่อน รวมทั้งล่าสุดในสภาผู้แทนราษฎร ของเราชุดนี้ เราเพิ่งมีการพิจารณาผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทาง การนิรโทษกรรม ซึ่งกรรมาธิการชุดนี้นำมาขอความเห็นจากที่ประชุมใหญ่แห่งนี้ และได้เสนอ ๓ ทางเลือกต่อการนิรโทษกรรมการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๑๐ และมาตรา ๑๑๒ โดยกำหนดไว้เป็น ๓ แนวทาง ๑. ไม่มีการนิรโทษกรรม ๒. นิรโทษกรรม แบบมีเงื่อนไข ๓. นิรโทษกรรมแบบไม่มีเงื่อนไข วันนั้นกระผมได้อภิปรายไว้ รวมทั้ง เพื่อนสมาชิกหลายท่านว่าเกรงว่าถ้าผลการศึกษากรรมาธิการเป็นเช่นนี้และสภาลงมติ เห็นชอบก็อาจจะถูกนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการนำไปสู่การนิรโทษกรรมการกระทำความผิด ตามมาตรา ๑๑๐ มาตรา ๑๑๒ ในอนาคตได้ สุดท้ายสภานี้ลงมติครับ ผลการลงมติ สภาไม่เห็นชอบกับผลการศึกษา รวมทั้งข้อสังเกตซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ โดยลงมติ ๒๗๐ เสียง ไม่เห็นชอบ ต่อ ๑๕๒ เสียง สะท้อนว่าสภานี้ก็เคยมีความเห็นชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับ การนิรโทษกรรม นอกจากคดีทุจริตแล้วก็เป็นการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๑๐ มาตรา ๑๑๒ ด้วย สำหรับวันนี้ได้มีการเสนอพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมกลับเข้ามาสู่สภา โดยมีชื่อแตกต่างกันไป ซึ่งผมไม่เสียเวลาในการที่จะไล่เลียงชื่ออีกแล้ว รวมกันทั้งสิ้น ๕ ฉบับ ด้วยกัน ความจริงถ้าไปดูอย่างตกผลึก เนื้อหาแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม ๕ ฉบับที่ว่านี้ กลุ่มที่ ๑ ก็คือ ไม่นิรโทษกรรมคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ไม่นิรโทษกรรมการกระทำความผิดตาม มาตรา ๑๑๒ ไม่นิรโทษกรรมการกระทำความผิดอาญาร้ายแรงอย่างที่ผมกราบเรียน ส่วนกลุ่มที่ ๒ เนื้อหาก็แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญ ๆ กับกลุ่มที่ ๑ ขอสรุปกราบเรียนกับท่านประธานแต่เพียงว่าจุดยืนของกระผมและประชาธิปัตย์ยังยืนยัน ใน ๒ ข้อ ก็คือ ๑. สนับสนุนการนิรโทษกรรมการกระทำความผิดในคดีการเมืองทั่วไป และจุดยืนที่ ๒ ก็คือไม่สนับสนุนการนิรโทษกรรมการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๑๐ มาตรา ๑๑๒ การกระทำความผิดฐานทุจริตและประพฤติมิชอบ และการกระทำความผิด ในคดีอาญาร้ายแรง หากพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมทั้ง ๕ ฉบับนี้ ฉบับใดเข้าข่ายกรณี ที่ผมกราบเรียนไป กระผมและพรรคประชาธิปัตย์พร้อมให้การสนับสนุน ขอบคุณ ท่านประธานครับ