วีรนันท์ อภิปรายร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพื่อประสานรอยร้าวสังคม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๘

วีรนันท์ ฮวดศรี อภิปรายร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง โดยชี้ว่านักโทษการเมืองเพิ่มขึ้นจาก 41 เป็น 51 คน และยกตัวอย่างคดีที่ตัดสินลงโทษหนัก เช่น คุณวิจิตรและคุณตัน เพื่อเรียกร้องให้เปิดโอกาสให้ได้รับการพิจารณาใหม่

นายวีรนันท์ ฮวดศรี ขอนแก่น

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วีรนันท์ ฮวดศรี ผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคประชาชน ขอร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติที่ เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรมประชาชน ด้วยเหตุผลดังนี้ วันนี้เป็นที่น่ายินดีครับท่านประธาน ที่มีร่างที่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรมประชาชนเข้ามาในสภาให้เราพิจารณาทั้งหมดถึง ๕ ร่าง ไม่ว่าจะเป็นร่างจากฟากรัฐบาล ๒ ร่าง ร่างจากฝ่ายค้าน ๒ ร่าง และร่างที่เข้าชื่อของ ภาคประชาชนอีก ๑ ร่าง นี่แสดงให้เห็นว่าพวกเรามีฉันทามติร่วมกันในหลักการที่ว่า ต้องมีการนิรโทษกรรมความผิดทางการเมืองให้กับประชาชนทุกสี ทุกฝักทุกฝ่าย เพื่อประสานรอยร้าวทางการเมืองและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมแม้จะแตกต่างกัน ในเชิงรายละเอียดเราก็ไปว่ากล่าวในชั้นกรรมาธิการต่อไป ท่านประธานครับ การนิรโทษกรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยในปัจจุบันที่เรากำลัง เผชิญปัญหา ไม่ว่าจะภายในประเทศทั้งเรื่องของยาเสพติด เศรษฐกิจชะลอตัว สังคมผู้สูงอายุ หรือปัญหาจากภายนอกประเทศยิ่งหนักยิ่งตึงเครียด ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลง ทางภูมิรัฐศาสตร์โลก การเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกใหม่หรือสงครามการค้าที่เรากำลัง เผชิญอยู่ ผมเชื่อว่าประเทศเราเดินหน้าเผชิญกับความท้าทายระดับโลกไม่ได้เลยหากเรายัง มัววนเวียนอยู่ในความขัดแย้งที่สืบเนื่องมาอย่างยาวนานและยังอยู่ในวังวนแบบนี้ ก็จริงอยู่ ที่การนิรโทษกรรมไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้ทันที แต่การนิรโทษกรรมเป็นเสมือนกุญแจ ดอกแรกที่จะเปิดประตู ที่จะเปิดหน้าต่าง ที่จะเปิดมิติให้ทุกความคิดความฝันให้ผู้ที่ติดคุก ผู้ที่อยู่ในเรือนจำหรือว่าผู้ที่เผชิญชะตากรรมที่ต้องคดีมาแล้วอยู่กับความเจ็บปวด อยู่กับ ความรู้สึกจมอยู่กับอดีตที่ไม่สามารถก้าวผ่านไปได้ วังวนของความขัดแย้งนี้วกวนกันมาเป็น เวลาเกือบ ๒๐ ปี นับตั้งแต่การชุมนุมปี ๒๕๔๘ หรือรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ เป็นต้นมา ท่านประธานครับ เราอาจจะยังไม่หายโกรธกันจากการนิรโทษกรรม แต่เราต้องให้อภัยกันก่อน เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ เราจะเผชิญความท้าทายใหม่ ๆ ของโลกไม่ได้หรอกถ้าเรา ไม่กล้าเผชิญกับความขัดแย้งที่เป็นอยู่และก้าวข้ามไปด้วยการให้อภัย สิ่งที่เป็นพยานบอกว่า ความขัดแย้งในสังคมยังดำรงอยู่ได้ดีที่สุดคือนักโทษทางการเมืองที่อยู่ในเรือนจำ ซึ่งเป็น กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งมากที่สุดในขณะนี้ เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้อภิปรายรายงานการศึกษาแนวทางการตรากฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งใน ขณะนั้นได้ยกตัวอย่าง ได้ยกตัวเลขของนักโทษที่ยังติดอยู่ในเรือนจำที่ยังถูกคุมขังอยู่ใน เรือนจำจากรายงานของศูนย์ทนาย ณ ห้วงเวลานั้น ๔๑ คน แต่พอมาถึงวันนี้ผ่านมา ๙ เดือน ข้อมูลล่าสุดก่อนอภิปรายวันนี้มีจำนวนนักโทษทางการเมืองในเรือนจำอย่างน้อย ๕๑ คน ทั้งที่ทุกวันนี้ไม่ได้มีการชุมนุมทางการเมือง แต่จำนวนนักโทษยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แสดงให้เห็นว่า เรายังไม่หลุดออกจากความขัดแย้งทางการเมือง เรายังไม่หลุดออกจากความขัดแย้ง ในอดีตเลยครับท่านประธาน ๕๑ คน แยกเป็นผู้ต้องขังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ อย่างน้อย ๓๒ คน เป็นผู้ต้องขังจากการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ในคดีอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับวัตถุระเบิด คดีวางเพลิง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ คดีละเมิด อำนาจศาลอย่างน้อย ๑๙ คน ผมขอยกตัวอย่างอย่างคุณวิจิตร (นามสมมุติ) ประชาชนจาก จังหวัดขอนแก่นวัย ๕๙ ปี เพิ่งถูกคำพิพากษาจำคุก ๑๐ ปี ฐาน พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ที่ผ่านมาจากมูลเหตุการณ์โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งคดีนี้ ของเขาเกิดขึ้นตั้งแต่หลังการรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ คือคดีเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว หรือวันที่ ๑ เมษายนที่ผ่านมาศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาคุณตัน (นามสมมุติ) อายุ ๒๕ ปี ประชาชน ชาวกรุงเทพฯ ให้จำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ในฐานความผิดคดีอาญา มาตรา ๑๑๒ และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์จากการ Comment เฟซบุ๊กของเขาตั้งแต่ ปี ๒๕๖๔ หรือเมื่อสด ๆ ร้อน ๆ ที่ผ่านมา เมื่อวานนี้คดีของคุณอานนท์ นำภา เพิ่งถูกตัดสินไปอีกคดี รวมจำนวนโทษที่ต้อง รับทั้งสิ้น ๒๙ ปี คนแบบนี้เขาเป็นอาชญากรรมร้ายแรงหรือครับ เขาเป็นอาชญากรหรือครับ เขาก่อ อาชญากรรมระดับชาติที่ต้องจับติดคุกติดตะราง ที่ถูกพรากความคิด ความฝัน เราควรจะ เปิดโอกาส ไม่ควรปิดกั้นความคิด ไม่ควรปิดกั้นความฝัน ไม่ควรปิดกั้นความปรารถนาดี ที่พวกเขาเหล่านี้มีต่อชาติบ้านเมือง สภาแห่งนี้ควรให้โอกาสทุกคนในการเข้าไปสู่กระบวนการ ในการรับการพิจารณาจากคณะกรรมการชุดใดชุดหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ปิดกั้นคดีใดคดีหนึ่ง เป็นการเฉพาะ ที่ผมยกตัวอย่างมาเมื่อสักครู่นี่คือส่วนหนึ่งของคนที่ถูกความขัดแย้งในอดีต พรากอิสรภาพ พรากความคิด พรากชีวิต พรากความฝัน ทั้งที่การแสดงออกนั้นมาจาก แรงจูงใจหรือมูลเหตุทางการเมือง แต่ตัวเขาติดคุกจริง ไม่ใช่แค่เขาที่ติดคุก ครอบครัว มิตรสหาย คนรัก บุคคลเหล่านี้ก็ถูกพันธนาการไปพร้อมกับคนที่อยู่ในเรือนจำ ผมเชื่อ โดยสุจริตใจว่าถ้าเราไม่ทำอะไรเลยตัวเลขนักโทษทางการเมืองก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เราเดินไป ในอนาคตข้างหน้าอย่างมั่นคงได้อย่างไร หากเราถูกอดีตคอยกัดกินและพันธนาการเอาไว้ แบบนี้ นอกจากนี้ยังมีคดีทางการเมืองอื่น ๆ อีกหลักพันคดี ที่แม้ว่าหลายคดีจะสิ้นสุดไปแล้ว ได้รับโทษไปแล้ว หรือยังอยู่ในชั้นพิจารณาของศาล แต่พวกเขาเหล่านั้น คนที่ถูกจำคุก คนที่ผ่านพ้นคดีไปแล้วเหล่านั้นยังต้องการความยุติธรรม รวมไปถึงการคืนศักดิ์ศรีของ ความเป็นมนุษย์ รวมไปถึงการให้อภัยเพื่อที่พวกเขาเหล่านั้นจะได้ก้าวผ่านอดีต อันแสนเจ็บปวด ก้าวผ่านอดีตอันแสนโหดร้ายไปในอนาคตร่วมกับพวกเราทุกคน ส่วนสถิติ ที่ขึ้นสู่ศาลยุติธรรมตั้งแต่ ๒๕๔๘ ถึงกุมภาพันธ์ปี ๒๕๖๗ ไม่ว่าจะเป็นคดีความผิดต่อ พระมหากษัตริย์ มาตรา ๑๐๗ ถึง มาตรา ๑๑๒ มีจำนวนทั้งสิ้น ๑,๔๙๓ คดี คดีในหมวด ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ มาตรา ๑๑๓ ถึงมาตรา ๑๒๙ จำนวน ๑,๔๘๙ คดี มีความผิด เกี่ยวกับการก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง มาตรา ๒๑๕ ถึงมาตรา ๒๑๖ ๑,๑๐๑ คดี คดีความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ๗๕๔ คดี คดีความผิดขัดคำสั่ง คสช. ๓๘๕ คดี หรือคดี ความผิดว่าด้วยการรักษาความสงบ หรือความมั่นคงภายในราชอาณาจักรอีก ๒๕๕ คดี ความผิดว่าด้วย พ.ร.บ. ชุมนุมที่ถูกบังคับใช้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ อีก ๒๓๙ คดี ข้อมูลนี้เป็น ข้อมูลของรัฐ เป็นข้อมูลจากสำนักแผนงานและงบประมาณ สำนักงานศาลยุติธรรม ส่วนรายละเอียดของแต่ละกลุ่ม แต่ละปีก็อย่างที่ทางฝั่งของภาคประชาชนได้อภิปรายไปแล้ว คดีทางการเมืองหลายพันคดีนี้มีประชากรหรือประชาชนจากทุกพรรค ทุกสี ทุกฝ่าย ทุกความเชื่อที่ได้รับผลกระทบจากการเมือง การนิรโทษกรรมจึงเป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยรวมอย่างแน่นอนครับ อย่างที่ผมบอกไปแล้วไม่ใช่ว่าการนิรโทษกรรมจะยุติ ความบาดหมางระหว่างประชาชนได้ทันที เรายังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมากมาย สร้างความ ยุติธรรมลบรอยบาดแผลให้เกิดขึ้นหรือสร้างความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านให้ได้มากที่สุด ผมไม่รู้หรอกว่าประชาชนแต่ละฝักแต่ละฝ่ายจะยกโทษให้อภัยกันได้มากขนาดไหน การออกกฎหมายนิรโทษกรรมเป็นการยุติความขัดแย้งจากรัฐ รัฐต้องเริ่มต้น เริ่มจากการ ใจกว้างไม่ปิดกั้นประชาชน ไม่ปิดกั้นประเภทคดี เปิดโอกาสให้ทุกคน และพวกเราที่อยู่ ในรัฐสภาแห่งนี้ต้องเป็นฝ่ายเริ่ม วันนี้การตัดสินใจครั้งสำคัญผมถือว่าอาจจะเป็นโอกาส ท้าย ๆ ของพวกเราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ที่จะได้มีโอกาสพิจารณา ออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการนิรโทษกรรม ผมขอวิงวอนไปยังเพื่อนสมาชิกอย่าปิดกั้น อย่าปิด โอกาส เปิดใจ หลับตาและใช้หัวใจในการร่วมลงมติเพื่อรับหลักการของพรรคประชาชน และภาคประชาชน ขอบคุณท่านประธานครับ