พูนสุข เสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ระบุประเด็นสำคัญ ๖ ประเด็น ชี้คดี ม.๑๑๒

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๘

พูนสุข พูนสุขเจริญ นำเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมประชาชนโดยระบุประเด็นสำคัญ ๖ ประเด็น และหารือรายละเอียดตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ เพื่อเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุมทุกกลุ่มและทุกปัญหา พร้อมทั้งเสนอโครงสร้างคณะกรรมการนิรโทษกรรมที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์ประกอบหลัก 14 คน เพื่อกำหนดขอบเขตการพิจารณาแยกแยะคดีการเมืองออกจากคดีทั่วไป โดยชี้แจงความเข้าใจผิดเรื่องคดีมาตรา ๑๑๒ ว่าควรได้รับการนิรโทษกรรมเนื่องจากเป็นคดีอาญาและคดีการเมือง พร้อมยกเหตุผลประกอบเพื่อสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว

นางสาวพูนสุข พูนสุขเจริญ ผู้แทนผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติ

สวัสดีค่ะ เรียนท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกท่าน ดิฉัน นางสาวพูนสุข พูนสุขเจริญ จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เป็นตัวแทนของเครือข่ายนิรโทษกรรม ประชาชนมานำเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมประชาชน พ.ศ. .... ดิฉันมีประเด็น ใหญ่ ๆ ๖ ประเด็น จะมานำเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้

ประเด็นแรก เกี่ยวกับสถานการณ์และสถิติในคดีการเมือง ดิฉันขอเริ่มต้น จากการวาดภาพให้เห็นก่อนว่ากลุ่มความขัดแย้งที่เรากำลังคุยเรื่องนิรโทษกรรมกันอยู่นี่ กินระยะเวลายาวนานถึง ๒๐ ปี แล้วก็มีกลุ่มบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากคดีความ ทางการเมือง ๔ กลุ่มใหญ่ ๆ ด้วยกัน กลุ่มแรกจะเป็นผู้ชุมนุมของพันธมิตร เสร็จตั้งแต่ ปี ๒๕๔๘ แล้วก็มีการออกมาชุมนุมเรียกร้องขับไล่รัฐบาลจนเกิดรัฐประหารขึ้นในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แล้วก็ยังมีความเคลื่อนไหวอีกเล็กน้อยหลังจากนั้น กลุ่มนี้มีคนที่ถูก ดำเนินคดีประมาณ ๒๐๐ คน กลุ่มที่ ๒ เป็นผู้ชุมนุมตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ จนปี ๒๕๕๓ ต่อมา ก็เป็น นปช. แล้วก็จนเกิดการสลายการชุมนุมในปี ๒๕๕๓ แล้วก็เริ่มมีคดี มาตรา ๑๑๒ เล็กน้อย ผู้ชุมนุมช่วงนี้ประมาณ ๑,๑๐๐ คน แต่ว่าข้อมูลของ ศปปส. จะระบุว่าประมาณ ๑,๗๐๐ คน จนกระทั่งปี ๒๕๕๗ กลุ่มที่ ๓ กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. ในปี ๒๕๕๗ จนต่อมาเกิด การรัฐประหาร วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และมีการประกาศให้พลเรือนขึ้นศาลทหาร มีคดีความผิดตามประกาศคำสั่ง คสช. และความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง รวมถึงคดี มาตรา ๑๑๒ ก็เป็นหนึ่งในประเภทคดีที่ขึ้นสู่การพิจารณาคดีของศาลทหาร รวมถึงก่อนการ ทำประชามติเราก็ยังมีการดำเนินคดีกับผู้ที่ออกมารณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็รวมถึงกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง กลุ่มคนอยากเลือกตั้งนี่เรียกร้อง การเลือกตั้งในปี ๒๕๖๑ เพื่อการเลือกตั้งปี ๒๕๖๒ เชื่อไหมคะท่านประธานว่าปัจจุบัน ปี ๒๕๖๘ แล้วยังมีกลุ่มคนอยากเลือกตั้งคดี UN 62 ยังถูกดำเนินคดีอยู่จนถึงทุกวันนี้ กลุ่มนี้ เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นช่วง กปปส. และยุค คสช. มีคนที่ถูกดำเนินคดีประมาณ ๒๐๐ บวก ๒,๔๐๐ แล้วก็อาจจะบวกมากกว่านั้นอีก ตัวเลขนี้คือตัวเลขขั้นต่ำ ท่านประธานคะ กลุ่มที่ ๔ คือกลุ่มที่ถูกดำเนินคดีตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๖๓ เป็นต้นมา ศูนย์ทนายความเราให้ความช่วยเหลือ กับประชาชน แล้วก็มีผู้ที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองอย่างน้อยจนถึงวันนี้ ๑,๙๗๗ คน ต้องบอกว่าคดีจำนวนมากเกิดในช่วงของสถานการณ์การประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เนื่องจาก สถานการณ์โควิด ซึ่งกลุ่มนี้ถ้ามองดูเฉพาะคดี พ.ร.ก. ฉุกเฉินจะมีประมาณ ๑,๔๐๐ คน แต่ว่าคดีที่มีมากเป็นจำนวนรองลงมาจากคดี พ.ร.ก. ฉุกเฉินคือคดี มาตรา ๑๑๒ ประมวล กฎหมายอาญา กลุ่มนี้มีคนที่ถูกดำเนินคดีประมาณ ๒๘๑ คน จากทั้งหมด ๑,๙๗๗ คน ทั้งหมดรวม ๆ ๔ ช่วงเวลาจริง ๆ แล้วไม่ถึงหมื่น อาจจะบวกไปได้อีกเล็กน้อย แต่ว่าถ้าไปดู ตัวเลขสถิติของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรม ซึ่งเป็นตัวเลขจากหน่วยงานอาจจะเป็นตัวเลขที่มากกว่านี้ ก็ต้องบอกว่าตัวเลข จากหน่วยงานอาจจะมีความคลาดเคลื่อนอยู่เพราะว่าไม่ได้ดูมูลเหตุจูงใจของการกระทำ แล้วก็เนื่องจากช่วงระยะเวลายาว การไปดูฐานฐานเดียวแล้วกว่าในช่วงเวลา ๒๐ ปี ก็อาจจะ เป็นตัวเลขที่เกินจริง ยกตัวอย่างเช่นคณะกรรมาธิการส่งจดหมายไปถาม แล้วก็มีระบุ ฐานความผิด แล้วก็ถามว่ามีสถิติเท่าไรบ้าง แล้วหนึ่งในประเภทนั้นมีคดีจราจร คดีจราจร ที่เกิดขึ้นในรอบ ๒๐ ปี ไม่ใช่คดีทั้งหมดของคดีการเมือง อันนี้เป็นเหตุผลต่อมาว่าทำไม เราจะต้องดูตัวเลขให้ดี ๆ แต่ว่าไม่ว่าตัวเลขไหนจะสำคัญ ตัวเลขที่สำคัญที่สุด ณ วันนี้มีผู้ถูกจองจำอยู่ในเรือนจำจาก คดีความทางการเมือง ๕๑ คน เชื่อไหมคะท่านประธาน ถ้าร่างนิรโทษกรรมประชาชนไม่ได้ ไปต่อ คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในเรือนจำจะอยู่ในเรือนจำต่อไป จะไม่ได้ออกจากเรือนจำ มีเพียง กลุ่มคนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์ไป แต่คนที่ได้รับความทุกข์ทรมานต้องถูกขังอยู่ ในเรือนจำในปัจจุบันจะไม่ได้ออกนะคะ

ประเด็นที่ ๒ ดิฉันขอลงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ประชาชน พ.ศ. .... ประการแรก เราเสนอระยะเวลาในการนิรโทษกรรมตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จนถึงวันที่พระราชบัญญัติบังคับใช้ อย่างไรก็ตามเราเห็นว่ามีการชุมนุม ก่อนหน้านั้นตั้งแต่ ปี ๒๕๔๘ ซึ่งถ้าจะมีการแก้ไขในเชิงของระยะเวลานี้คิดว่าประชาชน ก็ไม่ได้มีปัญหาในการที่จะแก้ไขเพื่อให้ครอบคลุมทุกคน เพราะว่าเราคิดว่าการออก พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นแก้ไขความขัดแย้ง เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญ ก็คือการรวมทุกกลุ่มทุกฝ่ายเข้ามา ทุกปัญหาเข้ามา แล้วแก้ไขไปด้วยกัน

ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม บุคคลที่ควรได้รับ นิรโทษกรรมเราเสนอว่าควรจะต้องเป็นประชาชน และเรายกเว้นเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับ เหตุการณ์การชุมนุม การประท้วง ตลอดจนการสลายการชุมนุม ไม่ว่าจะกระทำในขั้นตอน ใด ๆ แล้วก็หากว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่นั้นกระทำเกินกว่าเหตุ หรือว่าการกระทำของ เจ้าหน้าที่นั้นเป็นความผิดตามมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๓ ประมวลกฎหมายอาญาก็คือ การล้มล้างการปกครองนั่นเอง หรือกรณีที่การทำรัฐประหาร ดิฉันขออธิบายนิดหนึ่งเดี๋ยวท่าน เจ้าหน้าที่รัฐ จะโกรธเกรี้ยวว่าทำไมร่างของประชาชนไม่รวมเจ้าหน้าที่รัฐล่ะ ที่เรายกเว้น เรายกเว้นแบบมีเงื่อนไขว่าถ้าเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการเกินกว่าเหตุ ถ้าท่านเจ้าหน้าที่ ปฏิบัติตามคำสั่ง ปฏิบัติการไปตามเหตุผลสมควร ใช้กำลังอย่างได้สัดส่วนในการกระทำที่ ท่านต้องการจะป้องกันเหตุจะเกิดขึ้นแล้วนี่ ท่านย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องการให้เจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติเกินกว่าเหตุได้รับก็คือเขายัง สามารถถูกตรวจสอบได้ต่อไป เราไม่ต้องการให้เกิดการยกเว้นความรับผิดหรือว่าเกิดการ กระทำที่ลอยนวล รวมถึงการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๑๓ ที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็น คนกระทำ เพราะว่าถ้าเป็นประชาชนเราก็ยังมองว่าถึงแม้ว่าจะเป็นประชาชนเราก็ควรจะ ได้รับการนิรโทษกรรมเหมือนกัน เพราะว่าประชาชนไม่ได้มีความสามารถหรือไม่ได้มีกำลังที่ จะไปล้มล้างการรัฐประหารหรือล้มล้างการปกครองใด ๆ ได้ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเราจะ บอกว่าเราไม่รวมคดีมาตรา ๑๑๓ ของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ในความจริงก็คือว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้รับ การนิรโทษกรรมไปหมดแล้วตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ฉบับถาวร การรัฐประหาร ทั้ง ๒ ครั้ง ปี ๒๕๔๙ กับปี ๒๕๕๗ นี่ บุคคลที่ได้รับนิรโทษกรรมมาตลอดในระยะเวลา ๒๐ ปีที่ผ่านมา ก็คือเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่เคยมีประชาชนคนไหนที่ได้รับการนิรโทษกรรม ประชาชนเป็นฝ่ายที่ต้องเจ็บปวด ประชาชนเป็นฝ่ายที่จะต้องบาดเจ็บ ประชาชนเป็นฝ่ายที่ จะต้องถูกจองจำอยู่ตลอดมา

ประเด็นที่ ๓ ของตัวร่างกฎหมาย ในส่วนของการกระทำที่ได้รับการนิรโทษกรรม เนื่องจากว่าการนิรโทษกรรมครั้งนี้เป็นครั้งแรก ประเทศไทยเคยมีกฎหมายนิรโทษกรรม ออกมาแล้ว ๒๓ ฉบับ แต่ว่าไม่มีครั้งไหนเลยที่มีการนิรโทษกรรมคดีที่มีความยาวถึง ๒๐ ปี ส่วนใหญ่ก็คือเป็นการนิรโทษกรรมเฉพาะเหตุการณ์ เฉพาะวันที่ไป เพราะฉะนั้นการนิรโทษกรรม ครั้งนี้เราจึงเสนอ ๒ ประเภทกลุ่มของกระทำด้วยกัน กลุ่มแรก เราเห็นว่าเป็นคดีการเมือง โดยแท้เลย แล้วก็ควรจะได้รับนิรโทษกรรมในทันที เพราะว่าเขาได้รับ Effect แล้วก็จริง ๆ แล้ว ไม่มีปัญหาที่จะต้องมาพิจารณาอีกว่านี่คือคดีการเมืองหรือไม่ใช่คดีการเมือง มี ๕ ประเภทคดีด้วยกันที่เราจะเสนอว่าควรจะได้รับนิรโทษกรรมทันที ก็คือ ๑. คดีความผิด เกี่ยวกับประกาศคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ๒. คือคดีของพลเรือนที่ถูก ดำเนินคดีในศาลทหารตามประกาศคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ๓. คือคดี ฐานความผิดตามมาตรา ๑๑๒ ประมวลกฎหมายอาญา ดิฉันขออธิบายนิดหนึ่งพอพูดถึงคดี มาตรา ๑๑๒ ปัญหาของคดีมาตรา ๑๑๒ ที่ผ่านมาในการบังคับใช้ มีทั้งปัญหาในการที่ไม่ได้ รับสิทธิในการประกันตัว เวลาต่อสู้คดีในศาล ศาลก็บ่ายเบี่ยงไม่เรียกพยาน หรือแม้กระทั่ง ตัดพยาน ปัจจุบันมีหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย ศาลไม่ได้สั่งพิจารณาโดยลับเท่าไรแล้ว เดี๋ยวนี้ แต่ว่าศาลสั่งว่าห้ามนำข้อมูลไปรายงาน ศาลสั่งให้ไปฟังคำพิพากษาในห้องเวรชี้ที่ไม่มี คนเข้าได้ ศาลใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อจะทำให้ผลสุดท้ายเป็นการพิจารณาลับอยู่ดี นี่คือ ปัญหาที่เกิดขึ้นและเรายังเผชิญอยู่ในทุกวันนี้ ท่านประธานคะ คดี ๑๑๒ คน มีคนที่ถูกขังอยู่ ในเรือนจำ ๓๒ คน จาก ๕๑ คน สมมุติที่ประชุมแห่งนี้เห็นว่าทุกคดีไม่มีปัญหาเลย สามารถ นิรโทษกรรมได้หมด มีเพียงคดีเดียวเท่านั้นที่ไม่สมควรได้รับการนิรโทษกรรม ทุกวันนี้ ๕๑ คน อยู่ในเรือนจำ ๓๒ คน คือส่วนใหญ่ของ ๕๑ คนด้วยซ้ำ แปลว่าอะไร แปลว่า ท่านนิรโทษกรรมไป ๖๒ เปอร์เซ็นต์ยังอยู่ในเรือนจำ ท่านกำลังนิรโทษกรรมให้กับ คนส่วนน้อย คดีประเภทที่ ๔ ที่เราเสนอให้มีการนิรโทษกรรมเลยก็คือคดีความผิด พระราชกำหนด ตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ปี ๒๕๔๘ คดีประเภทที่ ๕ เป็นคดีการออกเสียง ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๙ และประเภทที่ ๖. ก็คือคดีที่มีความเกี่ยวโยงกับข้อ ๑ ถึง ข้อ ๕ ที่กล่าวมา อันนี้คือกลุ่มแรกที่เราเห็นว่าเป็นคดีการเมืองแล้วก็ควรจะได้รับการ นิรโทษกรรมทันที กลุ่มที่ ๒ เราเสนอว่าไม่ต้องมีฐานความผิดล็อก เราเสนอว่า มีคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาว่าคดีไหนเป็นคดีการเมืองหรือคดีไหนไม่ใช่คดีการเมือง ท่านประธาน ถ้าดูจากฐานความผิดอย่างเดียวดิฉันเกรงว่าเราจะเป็นการจำกัดและมันอาจจะ ทำให้คดีบางประเภทตกหล่นไป ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างเทียบเคียง ถ้าพิจารณาเฉพาะ ฐานความผิดเทียบกับร่างของท่านวิชัย สุดสวาสดิ์ มีฐานความผิดรวมกัน ๒๐ ฐานด้วยกัน แต่ถ้าสมมุติดูคดีความของศูนย์ทนายความ คดีความตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ จนถึงปัจจุบัน มีฐาน ความผิดทั้งหมด ๓๔ ฐานความผิด แน่นอนเรื่องนี้ไม่ใช่แค่คดีมาตรา ๑๑๒ จะไม่ถูกรวมไปแล้ว แต่ยังมีคดีอีกหลายฐานความผิดที่จะไม่ถูกรวมเข้าไป ดิฉันอยากชี้ให้เห็นประเด็นนี้ด้วย เพราะฉะนั้นเราจึงเสนอว่าไม่ต้องมีฐานความผิดล็อกสำหรับกลุ่มประเภทคดีที่ ๒ แต่ให้มี คณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา คณะกรรมการที่จะพิจารณาขึ้นมาจะพิจารณาอะไร ก็พิจารณาว่าคดีนั้นเกิดขึ้นจากการชุมนุมทางการเมืองหรือว่าคดีที่เกิดจากการแสดงออก ทางการเมืองหรือเปล่า หรือเป็นคดีที่มีมูลเหตุจูงใจ หรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้ง ทางการเมือง หรือว่าเป็นการแสดงออกที่สืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง

ประเด็นต่อมา คนที่จะมาพิจารณาก็คือคณะกรรมการนิรโทษกรรม ซึ่งทาง ประชาชนเสนอเป็น ๒ องค์ประกอบหลักด้วยกันก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ ประชาชนผู้ที่ถูกดำเนินคดี เราไม่ได้เสนอศาล เราไม่ได้เสนออัยการเข้ามาเป็นองค์ประกอบ คนที่จะพิจารณาว่าคดีอะไรควรจะเป็น คดีอะไรคือเกิดจากการชุมนุมทางการเมือง คนที่จะ พิจารณาได้ดีที่สุดดิฉันคิดว่าเป็นท่านสมาชิกทั้งหลายที่นั่งอยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ เราไม่ได้ มีศาล มีอัยการเข้ามา เพราะว่าหน้าที่ของคณะกรรมการไม่ใช่การพิจารณาว่าคดีไหนถูก คดีไหนผิด แต่เป็นการพิจารณาว่าคดีไหนคือคดีการเมือง คดีไหนไม่ใช่คดีการเมือง ถ้าท่านกังวลว่าฐานความผิด ๑ ๒ ๓ ๔ มันควรจะไม่รวม หรือคดีมาตรา ๑๑๒ มันควรจะ ไม่รวม นั่นให้เป็นการตัดสินใจ ขออภัยค่ะ คดีมาตรา ๑๑๒ รวมอยู่แล้ว แต่ว่าสุดท้ายแล้วต่อ ให้เราไม่มีฐานความผิดล็อกในกลุ่มที่ ๒ ก็ตาม แต่ว่าสุดท้ายแล้วเป็นการตัดสินใจของ ท่านสมาชิกเป็นส่วนใหญ่อยู่ดี เพราะตัวคณะกรรมการเราเสนอว่าองค์ประกอบส่วนใหญ่ ๑๔ คน มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนั้นเราเสนอว่าอำนาจของคณะกรรมการนอกจากการนิรโทษกรรมดูว่าคดีไหน เป็นการเมืองแล้วอาจจะไม่ต้องดูรายคดีก็ได้ เพราะว่าบางเหตุการณ์ก็สามารถระบุ เป็นเหตุการณ์ไปได้เลย ท่านก็มีอำนาจดูเป็นรายเหตุการณ์ ดูเป็นรายบุคคลหรือว่ารายคดีได้ ซึ่งอันนี้ก็จะช่วยทำให้คณะกรรมการสามารถทำงานได้ไวขึ้น

ประเด็นที่ ๓ ดิฉันขอชี้แจงเกี่ยวกับความเข้าใจผิดเกี่ยวกับมาตรา ๑๑๒ ประมวลกฎหมายอาญา คดีมาตรา ๑๑๒ เป็นคดีอาญา แล้วก็เป็นคดีการเมือง คดีมาตรา ๑๑๒ เป็นคดีอาญาเช่นเดียวกับทุก ๆ ฐานความผิดที่เรากำลังจะนิรโทษกรรม ขณะนี้ ข้อโต้แย้งที่บอกว่าคดีมาตรา ๑๑๒ เป็นคดีอาญา ไม่ใช่คดีการเมือง ถ้าเราใช้ตรรกะนี้ แปลว่าไม่มีคดีไหนควรจะได้รับการนิรโทษกรรมเลย เพราะว่าทุกคดีที่เรากำลังจะนิรโทษกรรม ขณะนี้คือคดีอาญา คดีมาตรา ๑๑๒ มีหลักฐานว่าเป็นคดีการเมือง ดูได้จากอะไร ดูได้จาก การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติยึดอำนาจเมื่อปี ๒๕๕๗ และประกาศให้คดีมาตรา ๑๑๒ เป็นหนึ่งในประเภทคดีที่ต้องขึ้นศาลทหาร ถ้าฝั่งการเมืองหรือคนที่ยึดอำนาจรัฐประหาร ไม่ต้องการควบคุมคดีมาตรา ๑๑๒ เป็นคดีอาญาทั่วไปทำไมจะต้องพิจารณาคดีมาตรา ๑๑๒ ในศาลทหาร ท่านประธานคะ ไม่ใช่หลักฐานชิ้นเดียว แต่แถลงการณ์นายกรัฐมนตรี ฉบับลงวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ยังประกาศว่าจะบังคับใช้กฎหมายทุกบท ทุกมาตรา กับผู้ชุมนุม ทั้ง ๆ ที่ความจริงทุกบท ทุกมาตราก็ใช้อยู่แล้ว ที่ไม่ใช้อยู่มาตราเดียวในขณะนั้น ในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ก็คือมาตรา ๑๑๒ ท่านประธานคะ คดีมาตรา ๑๑๒ เป็นคดี ความมั่นคง เช่นเดียวกับมาตรา ๑๑๖ เช่นเดียวกับมาตรา ๑๑๓ ล้มล้างการปกครองซึ่งมีอยู่ ในทุก ๆ ร่างเหมือนกันใน ๔ ฉบับ เพราะฉะนั้นข้อกล่าวอ้างว่าคดีมาตรา ๑๑๒ เป็นคดี ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงและไม่สามารถนิรโทษกรรมได้ก็ไม่เป็นจริงเช่นเดียวกัน สุดท้าย ที่เกี่ยวกับคดีมาตรา ๑๑๒ คดีมาตรา ๑๑๒ มีโทษรุนแรง ใช่ค่ะ คดีมาตรา ๑๑๒ มีโทษ ๓-๑๕ ปี แต่คดีมาตรา ๑๑๓ มีโทษประหารชีวิต ถ้าเราสามารถนิรโทษกรรมคดีมาตรา ๑๑๓ ได้ ดิฉันไม่เข้าใจว่าเราจะไม่สามารถนิรโทษกรรมคดีมาตรา ๑๑๒ ที่มีโทษสูงสุด ๑๕ ปีได้ ที่ดิฉัน จะขอนำเสนอมี ๖ ประเด็น ตอนนี้เราถึงประเด็นที่ ๔ แล้ว

ประเด็นที่ ๔ มาตรา ๑๑๒ ในทางสากล ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ มาตรา ๑๑๒ เป็นประเด็นที่อ่อนไหว ในสังคมไทยมาตรา ๑๑๒ คือประเด็นที่อ่อนไหว จนกระทั่งแค่รับมติจากรายงานของคณะกรรมาธิการ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลายท่านก็ไม่กล้ารับข้อสังเกตจากตัวรายงานของคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางในการ ตรานิรโทษกรรม แต่ว่าในทางสากลไม่ว่าเราจะไปคุยกับสหประชาชาติ ไม่ว่าเราจะไปคุยกับ รัฐสภายุโรป ไม่ว่าเราจะคุยกับสหรัฐอเมริกา จริง ๆ กลไกสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ หลายกลไกมีความเห็นมาหลายครั้งแล้ว ข้อสรุปเดียวกันว่าการควบคุมตัวตามมาตรา ๑๑๒ เป็นการควบคุมตัวไม่ชอบ เป็น Arbitrary Detention ขัดต่อข้อ ๙ ของกติการะหว่าง ประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อสังเกตล่าสุดอาจารย์พอล (Paul) ถูกดำเนินคดีมาตรา ๑๑๒ ปัจจุบันท่านอาจารย์พอล (Paul) คดีสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว แล้วก็ อาจารย์พอล (Paul) ก็ได้ออกนอกประเทศไทยไปแล้ว ท่านประธานเชื่อไหมคะ คดีตั้งแต่ ปี ๒๕๖๓ เป็นต้นมา ๙๙ เปอร์เซ็นต์ อัยการสั่งฟ้อง เราประชาชนคนไทยถูกเลือกปฏิบัติ มาตลอด เราไม่ได้รับแม้กระทั่งความเป็นธรรมโดยปกติที่มันควรจะเกิดขึ้น ท่านประธานคะ ร่างกฎหมายฉบับนี้ที่รวมคดีมาตรา ๑๑๒ อาจจะมีหลายท่านไม่เห็นด้วย แต่ถ้าพูดถึงจุดยืน ในทางสิทธิมนุษยธรรม คดีมาตรา ๑๑๒ ควรจะเป็นคดีประเภทแรกด้วยซ้ำที่ได้รับ การนิรโทษกรรมเพราะว่าไม่ควรจะเป็นความผิดเลยนะคะ