รังสิมันต์ โรม เสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเพื่อขจัดความขัดแย้งทางการเมือง โดยตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดกรณีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขออนุญาตท่านประธาน ในการนำเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่บุคคลซึ่งได้กระทำความผิดอันเนื่องมาจาก เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง พ.ศ. .... ซึ่งท่านชัยธวัช ตุลาธน เสนอร่างดังกล่าว แต่เนื่องจากเหตุผลความเป็นไปอย่างที่เราทุกคนทราบว่าท่านชัยธวัช ตุลาธน ไม่สามารถ ที่จะอยู่ในสภาแห่งนี้เพื่อนำเสนอร่างด้วยตัวเองได้จากการยุบพรรคก้าวไกล ผมในฐานะที่มี รายชื่อเป็นลำดับที่ ๒ ในฐานะผู้เสนอจึงต้องเสนอร่างนี้ด้วยตัวเองนะครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ สำหรับร่างกฎหมายฉบับนี้มีหลักการที่สำคัญนั่นก็คือให้มีกฎหมายว่าด้วย นิรโทษกรรมแก่บุคคลซึ่งได้กระทำความผิดอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมือง โดยเหตุผลที่มีการเสนอกฎหมายฉบับนี้นั่นก็คือโดยที่ได้ปรากฏความขัดแย้งทางการเมือง อันเป็นเหตุให้มีการเดินขบวนและชุมนุมประท้วงทางการเมืองของประชาชน ตลอดจนมีการ กระทำอื่นใดไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางกายภาพหรือการแสดงความคิดเห็นอันเนื่องมาจาก เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงนับตั้งแต่มีการชุมนุมประท้วงของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ การยึดอำนาจรัฐโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ และการยึดอำนาจรัฐ โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ สืบเนื่องจนถึง ปัจจุบันอันนำไปสู่การกล่าวหาและดำเนินคดีกับประชาชนจำนวนมาก ทั้งนี้เมื่อได้คำนึงว่า บรรดาการกระทำต่าง ๆ ของประชาชนนั้นได้กระทำไปเพื่อแสดงออกซึ่งความคิดเห็น ทางการเมืองอันเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนจึงสมควรให้มีการนิรโทษกรรม ประชาชนในกรณีดังกล่าวเพื่อขจัดความขัดแย้งที่ยังคงปรากฏอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ องค์กรในกระบวนการยุติธรรมใช้และตีความการกระทำความผิดแต่เพียงตามองค์ประกอบ ทางกฎหมาย โดยไม่ได้คำนึงถึงมูลเหตุจูงใจของการกระทำอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ ความขัดแย้งทางการเมือง ดังนั้นภายใต้โครงสร้างแห่งระบบกฎหมายปกติตามที่รัฐธรรมนูญ กำหนดไว้จึงไม่สามารถขจัดความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำรงอยู่ได้ เพราะการแสดงออก ของประชาชนอันมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองนั้นมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความขัดแย้ง ทางการเมือง จึงจำเป็นต้องจัดตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดการกระทำความผิดเพื่อ การนิรโทษกรรม เพื่อให้วินิจฉัยกรณีการกระทำความผิดอันผู้กระทำได้กระทำไปโดยมีเหตุ จูงใจทางการเมือง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้
ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่ผมจะได้ลงรายละเอียดเนื้อหา ผมคิดว่า ผมมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ที่ประชุมแห่งนี้ในการอภิปรายถึง Concept ถึงความเข้าใจ ถึงแรงจูงใจของเราว่าสาเหตุที่เราต้องนำเสนอพระราชบัญญัติฉบับนี้มีว่าอย่างไร และหลังจากนั้นผมก็จะใช้โอกาสเดียวกันในการที่จะอภิปรายถึงเนื้อหาสาระว่ามีรายละเอียด อย่างไร เพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมาพวกเราถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ที่น่ากลัว พวกเราถูกตราหน้า ว่าเป็นบุคคลที่ไม่จงรักภักดี มีจุดประสงค์เพื่อล้มล้างสถาบัน ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะเป็น ข้อพิสูจน์ที่ยืนยันว่าถ้าพวกเราต้องการให้ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลา นมนานได้จบลง เพื่อที่จะฟื้นฟูหลักนิติรัฐและสร้างความเป็นธรรมในสังคม เราไม่เชื่อว่า ความขัดแย้งทางการเมืองจะเกิดขึ้นและจบลงด้วยการไปจับกุมคนที่เห็นต่างทางการเมือง เราไม่เชื่อว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่มีสาเหตุสำคัญจากการรัฐประหารในหลาย ๆ ครั้ง และมีประชาชนออกมาลุกขึ้นต่อต้านการใช้กฎหมายใด ๆ ก็แล้วแต่ที่ไปจับกลุ่มคนที่เห็นต่าง ทางการเมืองแบบนี้ เราไม่เชื่อว่ามันจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงสถาพรให้กับประเทศชาติ บ้านเมืองและระบอบการการเมืองการปกครองของเราต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่ากฎหมายฉบับนี้เราพยายามที่จะเปิดกว้างให้มากที่สุด ดังท่านประธานได้เห็นว่าในสาระสำคัญของเหตุผลที่เราได้มีการยื่นกฎหมายฉบับนี้นั้น รวมไปไกลถึงตั้งแต่การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ และหลังจากนั้นอย่างที่เราทราบดีว่ามีการชุมนุมอีก หลาย ๆ ครั้ง เราเห็นคล้าย ๆ กับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่อาจจะพูดทั้งส่วนที่เหมือน กับเราและต่างกับเราว่าถึงที่สุดเราไม่ต้องการให้ประชาชนที่ออกไปชุมนุมทางการเมือง หรือมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองต้องเจอนิติสงคราม หรือถูกกระบวนการทางกฎหมาย ในการที่จะเล่นงานในรูปแบบต่าง ๆ เราเชื่อว่าคนเหล่านั้นมีความหวังดีต่อประเทศชาติ แม้ว่าสุดท้ายอาจจะมีอุดมการณ์ความคิดความเชื่อที่แตกต่างกัน ไม่ใช่แค่แตกต่างกัน จากประชาชนหลาย ๆ ฝ่ายในสังคมเวลานั้น แต่แม้กระทั่งในวันนี้กับผมเองก็อาจจะมี ความคิดความเชื่อที่แตกต่างกัน แต่ทำไมเราถึงต้องเสนอกฎหมายที่ครอบคลุมถึงคน ทุก ๆ กลุ่ม เพราะถึงที่สุดเราเชื่อว่าประตูบานนี้ที่จะเปิดกว้างให้มีการนิรโทษกรรม จำเป็นต้องเปิดกว้างให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่อยากจะ เริ่มต้นการนิรโทษกรรมด้วยการเลือกปฏิบัติต่อคนกลุ่มใด นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่สามารถที่จะระบุข้อกล่าวหาต่าง ๆ อย่างชัดเจนที่ลงไป ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ เพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมาที่มีการใช้นิติสงครามในการ เล่นงานประชาชนผู้เห็นต่างทางการเมือง เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่ามันมีกระบวนการ ในการใช้เครื่องมือทางกฎหมายหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่หนักที่สุดคือ มาตรา ๑๑๒ ไปจนถึงแม้กระทั่ง พ.ร.บ. ความสะอาด พ.ร.บ. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับในเรื่อง ของการควบคุมเครื่องเสียง ทุกรูปแบบสามารถใช้ในการที่จะกลั่นแกล้งประชาชนที่เห็นต่าง ทางการเมือง แม้กระทั่งการไม่พกบัตรประชาชนก็สามารถเป็นหนึ่งในมาตรการที่เจ้าหน้าที่รัฐ สามารถใช้ในการกลั่นแกล้งคนที่เห็นต่างทางการเมืองได้ ดังนั้นการที่จะมาระบุมาตราใด ข้อหาใดเอาไว้อย่างเฉพาะเจาะจงนี่ เราเห็นแล้วว่าระยะเวลาของความขัดแย้งที่มัน กินเวลานานนี่มันยากมาก ๆ ที่จะมีการระบุอย่างเฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นข้อกล่าวหาใด มาตราใด หรือ พ.ร.บ. ใด ดังนั้นเมื่อพิจารณาถึงหลักคิดนี้สิ่งที่พรรคประชาชนเราได้พยายาม สะท้อนผ่านร่างนี้ก็คือการนิรโทษกรรมทางการเมืองจะไปได้ไกลแค่ไหน จะทำสำเร็จได้มาก แค่ไหน จะมีใครได้รับการนิรโทษกรรมอยู่บ้าง สำคัญก็คือบรรยากาศทางการเมือง การพูดคุยเจรจากันของฝ่ายต่าง ๆ วันนี้เราต้องยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาว่าความคิด ในการที่จะมีคนกลางมาหาทางออกเป็นอัศวินขี่ม้าขาวเพื่อที่จะคลี่คลายปัญหาทางการเมือง มันไม่สามารถเกิดขึ้นได้ วันนี้เราต้องยอมรับว่าภายใต้การพูดคุยว่าจะต้องมีคนที่จะมาหา ทางออกให้กับเรามันไม่เคยเกิดขึ้นอีกแล้ว มันผ่านจุดนั้นและมีการถกเถียงเรื่องนี้มาอย่าง ยาวนานและมันได้พิสูจน์จนถึงปัจจุบันว่าหากเราปล่อยสถานการณ์แบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ มันไม่จบ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องเปิดประตูให้กว้างที่สุดและกำหนดเงื่อนไข ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายสามารถที่จะได้รับ การนิรโทษกรรมอย่างมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งสำหรับเงื่อนไขที่เราพรรคประชาชน เห็นว่า หากจะไม่ให้มีการนิรโทษกรรมมันจึงต้องกำหนดเงื่อนไขที่ได้พูดไปแล้วคือน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของต้องเป็นการกระทำของบรรดาของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ในเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงตลอดจนการสลายการชุมนุม ไม่ว่าจะได้กระทำการ ในฐานะเป็นผู้สั่งการหรือผู้ปฏิบัติ และไม่ว่าจะกระทำในขั้นตอนใด ๆ อันเป็นการกระทำที่ เกินสมควรกว่าเหตุ หรือ ๒. เป็นการกระทำความผิดต่อชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา เว้นแต่เป็นการกระทำโดยประมาท พูดง่าย ๆ ก็คือว่าที่เราต้องมีการกำหนดข้อยกเว้นเหล่านี้ ก็เพราะเราเห็นว่าหากปล่อยเอาไว้มันก็คือการที่เราไปนิรโทษกรรมให้กับคนที่กระทำ การละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือประการที่ ๓ นั่นก็คือเป็นการกระทำความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ นี่คือสิ่งที่เราพยายามที่จะกำหนดข้อยกเว้นของคนที่จะไม่ได้รับ การนิรโทษกรรม ในแง่ของระยะเวลา ผมได้บอกไปแล้วว่าเราเริ่มต้นตั้งแต่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเราต้องยอมรับครับท่านประธานว่าความขัดแย้ง ทางการเมืองนี่เราจะไปขีดเส้นไม่ได้หรอกว่ามันจะต้องจบลงแล้วในปี ๒๕๖๕ เราไปขีดเส้น ไม่ได้หรอกว่าการเสริมสร้างสันติสุขนี่ถ้าขีดเส้นเอาไว้แค่ปี ๒๕๖๕ ถือว่าจบแล้ว สังคมจะมี สันติสุขแล้วหลังจากที่กฎหมายทำนองนี้ผ่าน มันเป็นไปไม่ได้ครับ เพราะจนถึงวันนี้ยังมีคน จำนวนมาก คนที่เห็นต่างทางการเมืองยังถูกดำเนินคดีต่อไปอีกเรื่อย ๆ ยังมีการพิพากษา จำคุกกับคนที่เห็นต่างทางการเมืองต่อไปเรื่อย ๆ ดังนั้นเราไม่สามารถที่จะเสริมสร้างสันติสุขได้ ถ้าเรายังปล่อยให้สถานการณ์บ้านเมืองของเราเป็นแบบนี้ต่อไป เราต้องยอมรับว่า ความขัดแย้งทางการเมืองนี่มันไม่ได้มาเลือกหรอกว่าต้องเป็นข้อหาอะไร ความขัดแย้ง ทางการเมืองคือมันคือความเห็นต่างทางการเมือง ซึ่งทุก ๆ ประเทศมันเกิดขึ้นได้ มันไม่มา เลือกหรอกว่าความขัดแย้งทางการเมืองนี่คุณจะมาบอกว่าถ้าอย่างนั้นอย่านิรโทษกรรม มาตรา ๑๑๒ คุณเลือกแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ คนจำนวนมากที่ถูกดำเนินคดีด้วยข้อหามาตรา ๑๑๒ คนเหล่านั้นเขาล้วนมีความมุ่งหมาย ทางการเมืองและปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมืองทั้งสิ้น แต่การตั้งข้อหาหลาย ๆ ครั้ง เราต้อง ยอมรับกันตรงไปตรงมาว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐนี่หลายครั้งไม่ได้มีการเลือก ไม่ได้มาดูข้อเท็จจริง ไม่ได้มาดูในรายละเอียด ไม่ได้มาดูในพยานหลักฐาน และที่สำคัญคือไม่ได้มาดูว่าสิ่งที่ตัวเอง ดำเนินการไปนี่ให้ความเป็นธรรมกับเขาแล้วหรือยัง สุดท้ายความขัดแย้งนี้ก็เกิดขึ้นเรื่อย ๆ และท่านประธานลองพิจารณาว่าตั้งแต่ที่มีความขัดแย้งแบบนี้ประเทศชาติบ้านเมืองของเรา ใกล้เคียงแล้วหรือยังในการที่จะทำให้เกิดความสงบสุขหรือสันติสุขในบ้านเมือง ดังนั้นเมื่อไร ก็ตามที่เราคิดกรอบกฎหมายนี้โดยคิดหวังแค่เพียงว่าจะช่วยเหลือแค่พวกพ้องตัวเอง เราไม่มี ทางสร้างสันติสุขได้ครับ เราก็แค่ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ ซึ่งเป็นปัญหาใหม่ของ ความขัดแย้งต่อไปของสังคมใน พ.ศ. นี้ ดังนั้นท่านประธานด้วยความเคารพ ผมทราบดีว่า ตัวร่างกฎหมายของพรรคประชาชนไม่เป็นที่สบายใจของหลายฝ่าย ไม่เป็นที่สบายใจของ เพื่อนสมาชิกจำนวนมาก แม้ว่าเราจะเขียนกว้าง ๆ แล้วไม่ได้ระบุเอาไว้ว่ามีกฎหมายไหนบ้าง ที่จะต้องนิรโทษกรรม แต่หลาย ๆ ฝ่ายก็พยายามที่จะบอกว่าต้องรวมถึงมาตรา ๑๑๒ แน่นอน ดังนั้นจะไม่มีทางโหวตให้กับร่างของพรรคประชาชน การติดกรอบแค่นี้จะทำให้ สังคมไทยของเราคลี่คลายความขัดแย้งได้จริง ๆ หรือครับ วันนี้เราพยายามที่จะไม่มานั่งคิด ว่ามีข้อหาอะไร แต่เราพยายามที่จะเอาความขัดแย้งเป็นตัวตั้ง แล้วหาทางในการคลี่คลาย ถ้าสุดท้ายท่านทั้งหลายติดกรอบว่าจะต้องมีมาตรานั้นได้ มาตรานี้ไม่ได้ สุดท้ายเราจะ เดินหน้ากันได้อย่างไร สุดท้ายเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะมีประชาชนทุก ๆ คนที่อยู่ในความ ขัดแย้งเขาจะได้รับการนิรโทษกรรมไปด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ พวกเราจึงพยายาม นำเสนอว่าวิธีการในการที่จะนิรโทษกรรมจึงต้องกำหนดกรอบกว้าง ๆ สถานการณ์ ทางการเมืองจะเป็นตัวกำหนด แล้วเราก็ Design ให้มีสิ่งที่เรียกว่าคณะกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการในรูปแบบที่พรรคประชาชนเสนอ ผมยอมรับว่าเป็นคณะกรรมการที่ไม่ได้ เหมือนกับคณะกรรมการชุดอื่น ๆ เพราะเราพยายามให้มีตัวแทนของประชาชนผ่าน สภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนในซีกของฝ่ายรัฐบาลและตัวแทนในซีกของฝ่ายค้าน ที่ผสมไปกับการมีตัวแทนจากศาล ที่ผสมปนเปไปกับตัวแทนจากฝ่ายอัยการ เพราะเราเห็นว่า วันนี้การที่จะสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม การที่จะพิจารณาว่านิรโทษใครได้หรือไม่ได้ สุดท้ายต้องอาศัยตัวแทนจากหลากหลายฝ่าย เราเข้าใจและเราทราบดีในส่วนนี้ ดังนั้น อยากให้ทุกท่านสบายใจว่าถ้ากฎหมายของพรรคประชาชนผ่านไปได้ มันไม่ได้หมายความว่า พรรคประชาชนเป็นคนไปจิ้มว่าใครจะได้รับการนิรโทษ พรรคประชาชนไม่ได้เป็นผู้กำหนดว่า นายคนนี้จะได้รับการนิรโทษหรือไม่ แต่จะเป็นเรื่องของคณะกรรมการชุดนี้ที่มีตัวแทน ทั้งศาล มีสภา มีรัฐบาลอยู่ข้างใน และผมคิดว่านี่คือความเป็นธรรม อย่างที่ผมได้เรียนกับ ท่านประธานไปแล้วว่าวันนี้มันไม่มีคนกลาง แต่สิ่งที่เราต้องการคือโต๊ะแห่งการพูดคุยที่มี คนทุกฝ่ายมาคุยกันว่าเราจะหาทางออกเรื่องนี้กันได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้เราจึง Design กลไก แบบนี้ นอกจากนั้นครับท่านประธานเรายังได้มีการกำหนดเนื้อหาสาระว่าสำหรับบางท่าน ที่มีการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าจะไม่เข้าสู่กระบวนการนิรโทษกรรม ถ้าผมจำไม่ผิดท่านประธาน มีแกนนำการชุมนุมบางท่านในอดีตเขายืนยันว่าเขาไม่ต้องการ นิรโทษกรรม ร่างของพรรคประชาชนก็กำหนดช่องทาง กำหนดช่องทางให้ท่านสามารถ สละสิทธิ สละสิทธิในการที่จะเข้าสู่กระบวนการนิรโทษกรรม เพื่อที่ท่านจะได้พิสูจน์ ในกลไกศาล ร่างของเราพยายามคิดถึงคนทุก ๆ กลุ่มตรงนี้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้อง Design กฎหมายแบบนี้ ดังนั้นท่านประธานเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาผมอยากจะในเวลา ช่วงสุดท้ายนี้ในการขอร้อง ในการขอร้องต่อเพื่อนสมาชิกทุก ๆ ท่าน ผมทราบดีว่าพวกท่าน ทั้งหลายอาจจะมีความคิดหลาย ๆ อย่างต่อพวกผม แต่ท่านต้องเข้าใจว่าทุก ๆ ครั้งที่มี การดำเนินคดีกับคนที่เห็นต่างทางการเมือง ยิ่งพวกท่านใช้ข้อหาที่รุนแรงมากเท่าไร ใช่ครับ ท่านทำสำเร็จคือท่านได้ความกลัว แต่ผมอยากจะเรียนด้วยความเคารพว่าด้านกลับของ ความกลัว คือความอันตราย สังคมนี้ไม่สามารถอยู่กันได้ด้วยความกลัวอีกแล้ว สังคมนี้ ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยการเห็นคนที่เห็นต่างทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นลูกหลาน คนใน ครอบครัวต้องถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาที่มันรุนแรงเพียงเพราะเขาแค่อยากเห็นสังคมที่ดีกว่า ทุก ๆ ครั้งที่มีคำพิพากษาคน ๆ หนึ่ง ครอบครัวของเขา เพื่อนของเขา เพื่อนในโรงเรียน เขาจะคิดอย่างไรครับ เขาจะคิดอย่างไรกับกระบวนการยุติธรรมของเรา เขาจะคิดอย่างไร เขาจะรู้สึกหรือว่าทุกครั้งที่มีการดำเนินคดีแบบนั้นนี่คือความเป็นธรรมแล้ว เขาจะรู้สึกหรือครับ คนในครอบครัวจะรู้สึกหรือครับว่าสังคมเรียบร้อยแล้ว สังคมดีงามแล้ว เราเป็นประเทศ ที่ Civilize แล้ว เพียงเพราะคนที่เห็นต่างทางการเมืองเขาถูกพิพากษาให้จำคุก เราอยากได้ สังคมแบบนั้นจริง ๆ หรือครับ หรือเราจะยอมรับความจริงกันตั้งแต่วันนี้ว่าสังคมนี้ ถ้าจะเดิน ต่อไปกันในข้างหน้ามันถึงเวลาแล้วที่เอาคนที่เห็นต่างทางการเมือง คนที่ปรารถนาดี ต่อประเทศชาติให้เขาได้ออกข้างนอกเรือนจำแล้วมาใช้ชีวิตปกติ ให้สังคมนี้ได้เริ่มต้นกันใหม่ คิดหาหนทางด้วยกระบวนการปกติ ทำไมเราไม่ใช้โอกาสแบบนี้ ท่านประธานครับ ถ้าวันนี้ ผมอยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร ผมจะไม่แปลกใจเลย ผมจะไม่แปลกใจเลยที่เราจะได้เห็นผู้มีอำนาจที่บ้าอำนาจ แล้วใช้อำนาจในการที่จะรังแก คนที่เห็นต่างทางการเมือง แต่วันนี้เราผ่านการเลือกตั้ง มันจะมีสักเสี้ยวหนึ่งของหัวใจเรา บ้างได้ไหมที่เราจะได้คิดว่าเราสงสารลูกของอานนท์ เราสงสารครอบครัวอีกหลาย ๆ ครอบครัว เราสงสารคนอีกจำนวนมากที่เขาเรียนมหาวิทยาลัยแล้วอีกนิดเดียวเขาจะเรียนจบ แล้วเขาสามารถที่จะใช้ความรู้ความสามารถนั้นเพื่อประเทศชาติ แต่สุดท้ายเขาต้อง กลายเป็นคนที่ลี้ภัย เราจะใช้โอกาสนี้ ของการมีเสี้ยวหนึ่งของหัวใจในการทำให้ประเทศนี้ มันดีกว่านี้ได้ไหม เราคิดแบบนี้บ้างได้ไหม มันอีกนิดเดียวท่านประธาน มันอีกนิดเดียวที่เรา จะทำสำเร็จ ทำให้กฎหมายฉบับนี้คลี่คลายปัญหาความขัดแย้งของบ้านเมืองนี้ มันอีกนิดเดียว กระดิ่งมันตั้งอยู่ตรงหน้าของเราอีกแค่นิดเดียว แต่ขออย่าตั้งแง่กันได้ไหม ด้วยความเคารพครับ ผมอยากให้ช่วงเวลาที่เหลือพวกเราได้ทบทวน ผมทราบดีว่าทุกท่าน ในพรรคก็คงจะมีธงทางการเมืองมาแล้ว แต่ผมอยากให้พวกท่านทบทวน เพราะนี่คือ ทางออกของสังคมไทยจริง ๆ ขอบคุณครับ