กฤช ยื่นรายงานศึกษาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ชี้ปัญหากระทบสิ่งแวดล้อม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๔ กันยายน ๒๕๖๘

กฤช ศิลปชัย นำเสนอรายงานการศึกษาปัญหาการใช้กฎหมายและการแก้ไขผลกระทบด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยชี้ให้เห็นถึงการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่อาจกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามข้อเสนอแนะ

นายกฤช ศิลปชัย กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม กฤช ศิลปชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ต้องขอบอกว่าในฐานะที่เป็น สส. ในพื้นที่อีอีซีนะครับ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา แล้วก็ ได้อยู่กับการพัฒนาพื้นที่อีอีซีมาอย่างต่อเนื่อง แล้วก็ได้รับทราบถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นว่า การพัฒนาอีอีซี มันมีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้นบ้าง แล้วก็มีข้อดีข้อเสียที่เกิดขึ้นอย่างไรในพื้นที่บ้าง คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้มีมติให้ศึกษารายงาน ฉบับนี้ขึ้นผ่านการตั้งคณะอนุกรรมาธิการ แล้วก็วันนี้เป็นสิ่งที่น่ายินดีครับที่รายงานของ คณะกรรมาธิการฉบับนี้ได้นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ต้องนำเรียนท่านประธาน ไปยังเพื่อนสมาชิกว่าอาจจะมีบางข้อมูลที่เป็นข้อมูลที่ทางสภาผู้แทนราษฎรของเรา ได้มีการดำเนินการแก้ไขไปแล้ว อย่างเช่นเรื่องของคำสั่ง คสช. ต่าง ๆ เนื่องจากรายงาน ฉบับนี้เราได้ศึกษาแล้วเสร็จในช่วงประมาณปลายปี ๒๕๖๖ ก็เพิ่งจะได้นำเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรครับ ท่านประธานที่เคารพครับ รายงานฉบับนี้มีที่มาจากเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออกนะครับ ชื่อเดิมก็คือโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๙ ต่อมาได้มีคำสั่ง คสช. ที่ ๒/๒๕๖๐ คำสั่ง คสช. ที่ ๒๘/๒๕๖๐ และคำสั่ง คสช. ที่ ๔๗/๒๕๖๐ เพื่อผลักดันระเบียง เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก จนกระทั่งได้มีการออกพระราชบัญญัติเขตพิเศษ ภาคตะวันออก พ.ศ. ๒๕๖๑ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ครอบคลุมพื้นที่ ๓ จังหวัด ก็คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ได้กำหนดให้มีแผนการใช้ที่ดินในภาพรวม แผนโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๒ อย่างไรก็ดีในระหว่างการจัดทำผังเมือง เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ประชาชนและภาคประชาสังคมได้พยายามทักท้วงไปยัง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ในประเด็นการเปลี่ยน ผังเมืองบางพื้นที่จากพื้นที่เกษตรกรรมไปเป็นพื้นที่เพื่อการอุตสาหกรรม หรือกำหนดให้ที่ดิน ประเภทชนบทสามารถประกอบกิจการโรงงานได้ เช่น โรงงานกำจัดของเสียอันตราย และโรงไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งอาจกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนอาจได้รับความเสียหาย ในหลายพื้นที่ ตลอดจนปัญหากระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่ขาดการมีส่วนร่วม อย่างมีนัยสำคัญตามหลักวิชาการผังเมือง ดังนั้นเครือข่ายชุมชนและตัวแทนภาคประชาชน หลายพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกก็ได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกในฐานะที่ออกประกาศเรื่องแผนผังการใช้ประโยชน์ ที่ดินและผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ทั้งนี้พระราชบัญญัติ และหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้กำหนดให้กฎหมายที่มีการบังคับใช้แล้วต้องมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ภายในระยะเวลา ๕ ปี ซึ่ง สกพอ. จะต้องจัดทำรายงานประเมินผลสัมฤทธิ์พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก พ.ศ. ๒๕๖๑ ภายในปี ๒๕๖๗ คณะกรรมาธิการจึงได้จัดทำรายงานพิจารณา ศึกษาปัญหาการใช้กฎหมายและการแก้ไขผลกระทบด้านทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมในเขตพัฒนาพื้นที่พิเศษภาคตะวันออก เพื่อส่งข้อคิดเห็นและข้อสังเกตไปยัง คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ท่านประธานครับ เดี๋ยวผมคงจะไม่ได้ลงในรายละเอียดมาก ซึ่งเดี๋ยวจะให้ท่านสมนึก จงมีวศิน ได้ลงรายละเอียดในประเด็นสำคัญ ๆ ที่คณะกรรมาธิการคิดว่าเป็นเรื่องที่อยากจะ นำเสนอต่อท่านประธานแล้วก็เพื่อนสมาชิก โดยกรรมาธิการเราได้ศึกษาอยู่ในหลายประเด็น ประเด็นหลัก ๆ ก็จะมีเรื่องของการใช้ประโยชน์ผังเมือง ที่เราอาจจะเคยพบเห็นว่าวันดีคืนดี ก็มีโรงงานของเสียอันตราย โรงงาน Recycle ไปตั้งอยู่ข้าง ๆ สวนเกษตรกรของพี่น้อง ใน ๓ จังหวัดอีอีซีของเรา มีการพัฒนาโครงการใหญ่ ๆ เช่น โครงการพัฒนาท่าเรือ อุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ ๓ โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ ๓ ที่อาจจะมี การจัดทำรายงานที่ไม่ครบถ้วนทำให้เกิดผลกระทบกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะ ผู้ประกอบอาชีพประมงที่ต้องอยู่บริเวณชายฝั่งแล้วก็ใช้พื้นที่ทะเลชายฝั่งในการทำมาหากิน ปัญหาการจัดการกากของเสียอันตรายที่เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณโดยไม่ได้วางแผนในการรองรับ การกำจัดกากอุตสาหกรรมที่จะเพิ่มขึ้นส่งผลให้เราเห็นตามหน้าสื่ออยู่ตลอดเวลาว่า มีการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง มีการบุกจับ บุกตรวจโรงงานที่ทำไม่ถูกต้อง อย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่สำคัญที่สุด การศึกษารายงานการศึกษาฉบับนี้เราได้รับฟังความ คิดเห็นอย่างรอบด้าน ศึกษาอย่างละเอียดทั้งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากภาคประชาชน จากภาคประชาสังคมอย่างครบถ้วนและได้มีข้อคิดเห็นและข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ต่อ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อในกรณีนี้เผื่อในอนาคตที่จะมีการใช้อีอีซี Model ไปพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ที่จะเป็น SEC ด้วยก็ได้ศึกษาแล้วก็เผื่อจะได้นำไปเป็นประโยชน์ในการ ทำงานของรัฐบาลต่อไป อันดับต่อไปก็ขอเชิญท่านที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการได้นำเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรครับ