สมนึก จงมีวศิน นำเสนอรายงานผลการศึกษา ๕ เรื่องเกี่ยวกับผลกระทบจากการใช้บังคับ พ.ร.บ. อีอีซี รวมถึงข้อกังวลเรื่องการขาดการมีส่วนร่วมในการจัดทำผังเมือง การยกเว้นข้อกำหนดที่ดินเพื่อตั้งนิคมอุตสาหกรรม และความแตกต่างในการจ่ายค่าชดเชยระหว่างโครงการท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุด สมนึก จงมีวศิน ระบุสถิติการลักลอบทิ้งของเสียและปัญหาความไม่สมดุลระหว่างผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรมกับผู้รับบำบัดในพื้นที่อีอีซี พร้อมเสนอข้อสังเกตให้เร่งแก้ไขข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ห้ามสร้างนิคมอุตสาหกรรมใหม่ และกำหนดให้มีศูนย์บำบัดกากของเสียพร้อมประกันภัยด้านสิ่งแวดล้อม สมนึก จงมีวศิน เสนอข้อเสนอแนะ ๗ ข้อเพื่อปรับปรุงกฎหมายและนโยบาย รวมถึงข้อสังเกตต่อหน่วยงานรัฐหลายแห่ง โดยเน้นการจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม การกำหนดกลไกรับเรื่องร้องเรียนภาคประชาชน และการเร่งรัดการประเมินผลของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พร้อมเรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ ๔/๒๕๕๙ และเร่งจัดทำผังเมืองรวมระดับอำเภอ รวมถึงเสนอแนะให้กรมโยธาธิการและผังเมืองดำเนินการตามข้อเสนอแนะดังกล่าว สมนึก จงมีวศิน เสนอแนะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยเรียกร้องให้เร่งรัดการมีส่วนร่วมของชุมชนในการประเมินผลกระทบโครงการ กำหนดขอบเขตรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากขยะและกิจการน้ำมัน รวมถึงเสนอให้ทบทวนคำสั่ง คสช. ที่ ๔/๒๕๕๙ เพื่อควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับยกเว้น และเพิ่มบทลงโทษสำหรับการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม สมนึก จงมีวศิน เสนอแนะให้เร่งปรับปรุงมาตรฐานควบคุมมลพิษทางอากาศและศึกษาขีดความสามารถรองรับพื้นที่ พร้อมเรียกร้องให้ออกกฎหมายรายงานการปล่อยสารพิษ (PRTR) บังคับใช้โดยด่วน และเสนอให้กรมเจ้าท่าชะลอโครงการท่าเทียบเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดเฟสที่ ๓ จนกว่าประชาชนประมงพื้นบ้านจะได้รับค่าชดเชยที่เป็นธรรม
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายสมนึก จงมีวศิน ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการที่จัดทำรายงานผลการศึกษาชุดนี้ขึ้นมา ก็จะมีรายละเอียดเป็นไปตามสไลด์ ขออนุญาตนำสไลด์ขึ้นนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
จะเป็นรายงานผลการศึกษา ขอสไลด์ หน้าถัดไป ซึ่งมีการศึกษาทั้งหมดอยู่ ๕ เรื่อง
๑. เป็นเรื่องของผลกระทบจากการใช้บังคับพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก พ.ศ. ๒๕๖๑ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า พ.ร.บ. อีอีซี
๒. เป็นเรื่องของการศึกษาผลกระทบจากแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน
๓. เป็นการศึกษาผลกระทบจากการพัฒนาโครงการ โครงสร้างพื้นฐานหลัก
๔. เป็นเรื่องการศึกษาผลกระทบจากการบริหารจัดการของเสีย น้ำเสีย และมลพิษในพื้นที่อีอีซี
๕. เป็นปัญหาผลกระทบจากการบริหารอุบัติภัยกรณีน้ำมันรั่ว
ในแต่ละเรื่องทางกรรมาธิการมีข้อคิดเห็น ดังนี้
๑. ผลกระทบจากการใช้บังคับพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ในวัตถุประสงค์ข้อ ๔ เรื่องการจัดทำผังเมือง ทางประชาชนเสียสิทธิยื่นคำร้องทบทวนแก้ไข ผังเมือง และในการจัดการผังเมืองครั้งนั้นไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลและขาดการมีส่วนร่วม อย่างมีความหมาย
๒. ที่ทำการศึกษาจะเป็นเรื่องของผลกระทบจากแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งพบว่าการยกเว้นในข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ข้อ ๑๔ ที่ดินประเภท ชบ. หรือชุมชน ชนบท และข้อที่ ๑๕ ที่ดินประเภท สก. หรือส่งเสริมเกษตรกรรม สามารถตั้งโรงงาน อุตสาหกรรมได้จำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็น ชบ. หรือชุมชนชนบท ซึ่งเป็นสีเหลือง ไข่ไก่ สามารถตั้งนิคมอุตสาหกรรมได้ด้วย
๓. เป็นเรื่องผลกระทบจากการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐาน จากในรูป จะเห็นว่าจะมีโครงการ ๒ โครงการ ตามที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้นำเสนอไป โครงการซ้ายมือคือโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ ๓ ที่จังหวัดชลบุรี ส่วนทางด้านภาพขวามือ เป็นโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ ๓ ๒ โครงการนี้จะมีความแตกต่างกันในเรื่องของการจ่ายค่าชดเชยเยียวยา ซึ่งการจ่าย ค่าชดเชยเยียวยาในฝั่งซ้ายมือจะเป็นธรรมมากกว่าฝั่งขวามือนะครับ
๔. จะเป็นการศึกษาเรื่องผลกระทบจากการบริหารจัดการของเสีย กากของเสีย น้ำเสีย และมลพิษ ซึ่งพบว่าสถิติการลักลอบทิ้งของเสียจากอุตสาหกรรม ตั้งแต่ ปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๔ มีมากถึง ๓๒๒ ครั้งทั่วประเทศไทย โดยจะพบมาในจังหวัดของอีอีซี เช่น จังหวัดระยองและจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นการทิ้งกระจายตามพื้นที่สาธารณะ ชุมชน หรือบ่อฝังกลบ และ ณ สิ้นปี ๒๕๖๖ มีผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรมรวมทั้งสิ้น ๘,๐๑๕ ราย แต่กลับมีผู้รับบำบัดกำจัดกากอุตสาหกรรมเพียง ๗๐๓ ราย หรือคิดว่าผู้ก่อกำเนิดมากกว่า ผู้กำจัดถึง ๑๑.๔ เท่าตัว ใน ๓ จังหวัดอีอีซี
สไลด์หน้านี้จะอธิบายถึงข้อมูลจำนวนกากอุตสาหกรรมทั้งอันตรายและ ไม่อันตราย ทั้งในเขตนิคมอุตสาหกรรม และนอกนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี ในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ จะพบว่ามีส่วนเกินจากขีดความสามารถในการกำจัดของพื้นที่อีอีซีเอง ทั้งสิ้นตกอยู่ที่ ๓,๒๖๔,๔๒๙ ตันต่อปี ดังนั้นพื้นที่อีอีซีมีขีดความสามารถในการบำบัดกำจัด กากอุตสาหกรรมทั้งในนิคมและนอกนิคม รวมแล้วมีขีดความสามารถบำบัด กำจัดได้เพียง ๒,๗๖๖,๒๒๙ ตันต่อปี ส่วนเกินที่เกิดขึ้นกำจัดไม่หมดจะต้องขนออกไปกำจัดนอกพื้นที่ อีอีซี โดยมีทั้งกากอุตสาหกรรมไม่อันตรายและกากอุตสาหกรรมอันตราย รวมทั้งสิ้น ๓,๒๐๐,๐๐๐ กว่าตันต่อปี ดังนั้นทางคณะกรรมาธิการจึงมีข้อสังเกต ดังต่อไปนี้
๑. ข้อสังเกตต่อคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ควรเร่งรัด แก้ไขประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ ที่ดินข้อ ๑๔ และข้อ ๑๕ ไม่ให้มีนิคมอุตสาหกรรมหรือโรงอุตสาหกรรมเข้าไปอยู่ในเขตพื้นที่ เหล่านี้ได้
๒. ข้อสังเกตต่อสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก
ข้อ ๑ ควรกำหนดให้นิคมอุตสาหกรรมที่จะขอเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจ พิเศษตามกฎหมายของอีอีซี หรือ พ.ร.บ. อีอีซี ที่ผมกล่าวมาจะต้องจัดให้มีศูนย์รับบำบัด หรือกำจัดกากของเสียอุตสาหกรรมจากอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในเขตนิคมอุตสาหกรรม อย่างน้อย ๑ แห่ง ๑ ที่
ข้อ ๒ ควรกำหนดให้โรงงานอุตสาหกรรมทุกแห่งที่จะขอส่งเสริมลงทุนในเขต เศรษฐกิจพิเศษจะต้องจัดทำประกันภัยด้านสิ่งแวดล้อม
ข้อ ๓ ควรจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมด้วย
ข้อ ๔ ควรกำหนดให้มีกลไกการรับเรื่องร้องเรียนของภาคประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบจากการดำเนินงานในเขตส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ข้อ ๕ ควรเร่งให้มีการดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์ การบังคับใช้ พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งปัจจุบันได้มีการดำเนินการ แล้วนะครับ
ข้อ ๖ ควรดำเนินการจัดเก็บข้อมูลการจ้างงานทั้งแรงงานที่ถือสัญชาติไทย และแรงงานต่างด้าวในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ
ข้อ ๗ ควรจัดให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ โดยเฉพาะ การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางการเงิน และผลกระทบทางเศรษฐกิจของโครงการลงทุน ขนาดใหญ่ โดยหน่วยงานภายนอกหรือ Third Party ที่น่าเชื่อถือแล้วไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยตรงกับโครงการใหญ่ของรัฐ
ข้อสังเกตต่อกรมโยธาธิการและผังเมือง
๑. ควรยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๔/๒๕๕๙ โดยเร่งด่วนที่สุด ซึ่งก็ได้ทราบว่าสภานี้ได้ผ่านมาวาระสามไปแล้ว ก็เป็นข่าวที่ดีอย่างยิ่งครับ
๒. ควรเร่งรัดกระบวนการจัดทำผังเมืองรวมระดับอำเภอรวม ๓๐ ผัง ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด ณ ปัจจุบันนี้เดือนกันยายน ๒๕๖๘ ผังทั้ง ๓๐ ผังนี้ก็ยังไม่ได้รับ การจัดทำออกมา
ข้อสังเกตต่อการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จะมีอยู่ประมาณ ๓ ข้อ
๑. ให้พิจารณาศึกษาเพิ่มเติมขอบเขตของผู้ได้รับผลกระทบและต้องเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ ๓ ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งระบบอ่าว
๒. ดำเนินการตั้งคณะทำงานพิจารณาการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาที่ เป็นธรรมให้กับประชาชนผู้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน ซึ่งได้รับผลกระทบจากโครงการ ก่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ ๓
๓. ควรจัดทำรายงานทบทวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่เราเรียกกันว่า Post EHIA Evaluation ซึ่งในข้อที่ ๑ และข้อที่ ๒ ทางการนิคมอุตสาหกรรมก็ได้มีการดำเนินการจัดทำอยู่ในขณะนี้ครับ
ข้อสังเกตต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ สผ.
๑. ในการจัดทำการศึกษารายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรืออีเอชไอเอของโครงการใด ๆ ในพื้นที่ชายฝั่งควรกำหนดให้ผู้ที่เป็นเจ้าของโครงการ และบริษัทที่ปรึกษาในการจัดทำร่างรายงานจะต้องสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชน รอบรัศมีโครงการ
๒. ควรกำหนดให้โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนที่ผลิตจากเชื้อเพลิงขยะ ทุกขนาดต้องจัดทำรายงานอีไอเอและโรงงานรับ Recycle กากของเสียอุตสาหกรรม ทุกขนาดต้องจัดทำรายงานอีเอชไอเอ
๓. ควรกำหนดให้กิจการประเภทโรงกลั่นน้ำมันหรือท่าเรือที่มีทุ่นรับน้ำมัน หรือจุดขนถ่ายน้ำมันจะต้องจัดทำรายงานทบทวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ Post EIA Evaluation
ข้อสังเกตต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ควรเร่งรัดกำกับดูแลการดำเนินคดีต่อการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่สาธารณะ ทั้งคดีอาญา คดีแพ่ง และการออกคำสั่งทางปกครองให้สิ้นสุดโดยเร็ว
ข้อสังเกตต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมควบคุมมลพิษ
๑. ควรตรวจสอบและทบทวนมาตรการควบคุมให้โรงงานอุตสาหกรรม ทุกประเภทที่ได้รับยกเว้นจากคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔/๒๕๕๙
๒. ควรตรวจสอบทบทวนมาตรการการควบคุมให้โรงงานอุตสาหกรรม และคลังสินค้าทุกประเภทที่ได้รับอนุญาตดำเนินการ โดยการแก้ไขข้อกำหนดการใช้ ประโยชน์ที่ดิน แผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งพื้นที่อีอีซีที่อยู่ในข้อที่ ๑๔ และข้อที่ ๑๕
๓. ควรเร่งสร้างเครือข่ายร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
๔. ควรเสนอรัฐบาลให้ยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ ๔/๒๕๕๙ ที่ได้รับยกเว้น กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง
๕. ควรเพิ่มบทลงโทษต่อผู้กระทำความผิดทางแพ่งและอาญาในกรณีที่มีการ ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ต่าง ๆ
๖. ควรกำหนดให้โรงงานประเภท ๑๐๕ คือคัดแยก และ ๑๐๖ Recycle ประเภทอุตสาหกรรมทุกชนิด และทุกขนาดจะต้องจัดทำรายงานอีเอชไอเอ
๗. ควรกำหนดให้มีกองทุนรวมโดยใช้หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย
ข้อสังเกตต่อกรมควบคุมมลพิษ
๑. ควรเร่งพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐานการควบคุมการระบายมลพิษ ทางอากาศในรูปแบบของอัตราการระบายหรือ Loading และศึกษาขีดความสามารถ การรองรับการระบายมลพิษของพื้นที่ที่เรียกว่า Carrying Capacity
๒. ควรเป็นผู้ออกกฎหมายว่าด้วยการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อย และเคลื่อนย้ายสารพิษที่เราเรียกกันว่า PRTR หรือร่างพระราชบัญญัติการรายงานการปล่อย และการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมออกมาบังคับใช้โดยด่วน
ข้อสังเกตต่อกรมควบคุมมลพิษและกรมเจ้าท่า
ควรร่วมกันตามกฎหมายใหม่ในรูปแบบของ Oil Pollution Act หรือ พระราชบัญญัติมลพิษทางน้ำมัน ซึ่งเคยใช้ในประเทศอเมริกาแล้วประสบความสำเร็จ
ข้อสังเกตต่อกรมเจ้าท่า
ควรชะลอการอนุมัติโครงการท่าเทียบเรือที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ กรมเจ้าท่าออกไปก่อน จนกว่าประชาชนผู้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านได้รับผลกระทบจาก การก่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด เฟสที่ ๓ ในจังหวัดระยองจะได้รับค่าชดเชย เยียวยาที่เป็นธรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับผลการศึกษาทั้งข้อสังเกตแล้วก็ข้อคิดเห็น ก็มีด้วยกันประมาณนี้ครับ ขอบคุณครับ