จาตุรนต์ เสนอแก้กฎหมายงบประมาณ เน้น Pre-Budget Statement และ Zero-Based

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๔ กันยายน ๒๕๖๘

จาตุรนต์ ฉายแสง เสนอแนะให้ปรับปรุงระบบงบประมาณโดยเน้นการบูรณาการระหว่างยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีกับกฎหมายงบประมาณ เพื่อแก้ปัญหาความตายตัวและขาดประสิทธิภาพในการบริหารทางการคลัง พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐสภาตรวจสอบการใช้เงินนอกงบประมาณอย่างเข้มงวด และเสนอแนวคิดการทำ Pre-Budget Statement เพื่อให้รัฐบาลชี้แจงแผนงบประมาณล่วงหน้าก่อนเข้าสู่กระบวนการจัดทำงบประมาณประจำปี จาตุรนต์ ฉายแสง อภิปรายเรื่อง Zero-Based Budgeting และเสนอให้แก้ไขกฎหมายงบประมาณโดยลดอำนาจสำนักงบประมาณ เพิ่มความชัดเจนในยุทธศาสตร์นโยบาย แก้ปัญหาการใช้งบงบบูรณาการ และชี้ว่าการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นต้องไม่ทำให้ท้องถิ่นต้องมาขอรายละเอียดโครงการจากสภาผู้แทนราษฎร

นายจาตุรนต์ ฉายแสง แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมอาจจะ ขอเวลาท่านประธานเพิ่มอีกเล็กน้อยนะครับ เผอิญว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมมีความสนใจ มานาน เคยเสนอญัตติให้สภาพิจารณาแก้ไขปรับปรุงระบบงบประมาณ ซึ่งนานมากมาแล้ว ตอนที่เป็นรัฐมนตรีได้รับมอบหมายให้กำกับสำนักงบประมาณก็ได้รับมอบหมายให้ไปทำ วิธีทำงบประมาณแบบมียุทธศาสตร์ แต่ว่าเราทำกันโดยใช้อำนาจทางบริหาร อันนั้นเป็น การทำงบประมาณแบบมียุทธศาสตร์ครั้งแรกเมื่อประมาณ ๒๔ ปีก่อน แต่ว่าไม่ได้บรรจุอยู่ใน พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ซึ่งในรายงานของคณะกรรมาธิการที่เสนอและที่ท่านได้อธิบาย มีความก้าวหน้าในเรื่องนี้อยู่ก็คือได้มีการนำเอาเรื่องการกำหนดยุทธศาสตร์งบประมาณ เข้าไปอยู่ในพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ก็ต้องขอชื่นชมรายงานของทาง คณะอนุกรรมาธิการและของคณะกรรมาธิการที่ทำให้เราได้เห็นปัญหาของระบบงบประมาณ อย่างครอบคลุม ถ้าอ่านทั้งหมดเราก็จะเห็นปัญหาของระบบงบประมาณตลอดกระบวนการ คือตั้งแต่ การวางแผน การจัดทำ การใช้งบประมาณ การกำกับดูแล การติดตามตรวจสอบ แล้วก็ยังมีข้อเสนอที่ดีและเป็นประโยชน์ในหลาย ๆ เรื่อง รวมทั้งการแก้ไข พ.ร.บ. วิธีการ งบประมาณ ซึ่งมีการยกเป็นตัวอย่างบางมาตรา ผมก็เข้าใจว่าเราไม่ได้กำลังจะพิจารณา กฎหมายหรือร่างกฎหมาย แต่ว่าก็จะกล่าวถึงบ้างในตอนท้ายเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ความเห็น เราได้เห็นจากรายงานของท่านนี่เราได้เห็นภาพโครงสร้างงบประมาณของประเทศ ที่ค่อนข้างจะเรียกว่าค่อนข้างจะตายตัว ค่อนข้างจะแก้ไขปรับปรุงยาก ปรับเปลี่ยนยาก นะครับ เพราะว่ามีทั้งรายจ่ายประจำ ภาระดอกเบี้ย ภาระผูกพันต่าง ๆ มียุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีที่ต้องปฏิบัติตาม ก็เรียกว่าแทบไม่เหลือให้มีการบริหารทางการคลังได้ ซึ่งก็จะเป็น ปัญหาใหญ่ และในเรื่องนี้จะแก้ด้วยกฎหมายอย่างเดียวก็ไม่แน่ว่าจะทำได้ เพราะว่ามันเป็น ความจำกัดทางการคลังของประเทศไปแล้วจากการที่ปัญหาสะสมมายาวนาน เรื่องที่มีการใช้ เงินนอกงบประมาณภาระทางการคลังอื่น ๆ การใช้หนี้ การก่อหนี้ การดำเนินนโยบาย ที่ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบได้น้อย ซึ่งท่านได้พูดถึงเช่นการดำเนินโครงการของรัฐบาล ตามมาตรา ๒๘ ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ซึ่งก็หมายถึงเงินนอกงบประมาณ เงินของ รัฐวิสาหกิจหรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งจะมีการตรวจสอบได้น้อย เราเห็น ข้อบกพร่องในการจัดทำงบประมาณซึ่งท่านจะเน้นเรื่องความสามารถของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเน้นเรื่องความสามารถเรื่องการใช้ดุลยพินิจ เรื่องประสิทธิภาพประสิทธิผล แล้วก็ความโปร่งใส แต่ว่าเรื่องที่พูดถึงจุดอ่อนต่าง ๆ สิ่งที่พูดอธิบายน่าจะน้อยไปหน่อยก็คือ ปัญหาเรื่องการทำงบประมาณก็ดี ใช้งบประมาณก็ดี สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ เป็นไปตาม ยุทธศาสตร์และนโยบายรัฐบาลหรือไม่ ถึงแม้ว่าท่านจะไปเขียนปรากฏอยู่ในกฎหมาย แต่ว่า เวลาอธิบายมาก็จะเห็นถึงการเน้น เน้นในเรื่องที่มันเป็นในเชิงประสิทธิภาพ ความโปร่งใส ความบรรลุตามเคพีไอหรือไม่ ก็มีบางจุดที่ท่านพูดเช่นการตรวจสอบของสำนักงบประมาณ ว่าใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ แต่ก็ไม่ได้ไปถึงขั้นว่าสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งผมคิดว่าเป็นปัญหาหัวใจสำคัญของระบบงบประมาณของประเทศ ทีนี้ในเรื่องของ การตรวจสอบ ซึ่งท่านได้พูดถึงบทบาทของรัฐสภาว่ายังมีน้อย แล้วก็ความริเริ่มใหม่เรื่องหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากก็คือเรื่องที่ท่านเรียกว่า Pre-Budget Statement การที่จะให้ รัฐบาลมาชี้แจงยุทธศาสตร์ของงบประมาณ แต่ว่า ๙ เดือนนี้อาจจะไม่เหมาะสอดคล้องกับ สภาพการเมืองของประเทศไทย ให้มาชี้แจงสภาก่อนถึง ๙ เดือน แล้วก็ค่อยไปทำงบประมาณ ทีนี้ในข้อเสนอของท่านก็น่าสนใจอีกหลายข้อตั้งแต่เรื่อง Consolidated Budget นะครับ การทำงบประมาณแบบให้เห็นภาพรวมทั้งหมด เอาเรื่องนอกงบประมาณด้วย เอาเรื่องภาระ หนี้สินอะไรต่าง ๆ มาร่วม แล้วก็ให้เห็นภาพของงบประมาณโดยรวม อันนี้ก็เป็นความคิด ริเริ่มที่ดีที่น่าสนใจนะครับ การให้เสนอต่อสภาก่อน การให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน การคลังมีบทบาทมากขึ้นในการที่จะไปผลักดันให้การใช้งบประมาณเป็นไปตามนโยบาย รัฐบาล อันนี้ก็เป็นข้อเสนอที่ดี เพราะว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังยังมีบทบาท ในด้านนี้น้อยเกินไปนะครับ

ส่วนเรื่อง Zero-Based Budgeting การตั้งงบประมาณแบบฐานศูนย์ อันนี้ ก็เป็นความคิดที่พูดกันมาไม่น้อยกว่า ๒๕ ปีแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นความคิดที่ดีอยู่ น่าสนใจอยู่ เพียงแต่ว่าในสภาวะการคลังแบบปัจจุบันของประเทศ ท่านจะทำ Zero-based budgeting เริ่มจากฐานศูนย์มันจะยากมาก เพราะมันจะมีภาระผูกพัน มีเงินต้องจ่ายตามกฎหมาย มีอะไรเต็มไปหมด ก็เป็นความคิดริเริ่มที่ดี แต่ว่าเวลาทำจริง ๆ จะทำกันได้แค่ไหนอย่างไร ยังจะเป็นปัญหาอยู่ ส่วนการทำงบประมาณอย่างที่เมื่อสักครู่ท่านณัฐพงษ์ได้ชี้แจงบอกว่า ต่อไปนี้จะให้ทำงบประมาณกันแบบที่ไม่ใช่ให้สำนักงบประมาณมาตัด คือไม่ใช่เสนอเยอะ ๆ อันนี้ผมจะเข้าใจดีว่าเมื่อก่อนกรมต่าง ๆ กระทรวงต่าง ๆ รวมทั้งกระทรวงแล้วมันจะเกิน เช่นว่าขอมา ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท สำนักงบประมาณให้ไป ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ก็หมายความว่า สำนักงบประมาณเป็นคนตัดทั้งนั้น อันนี้คือที่ท่านพูดชี้แจง เราก็ทราบปัญหานี้กันมานานแล้ว และท่านบอกว่าจะแก้กฎหมายให้หน่วยรับงบประมาณต้องตั้งงบประมาณรายจ่าย ให้สอดคล้องและไม่เกินกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายขั้นสูงตามยุทธศาสตร์การจัดสรร งบประมาณรายจ่ายประจำปี หมายความว่าต้องให้กระทรวง กรมต่าง ๆ ไปกดวงเงิน งบประมาณที่ขอลงมาให้อยู่ในกรอบยุทธศาสตร์เพื่อไม่ให้สำนักงบประมาณต้องตัด ก็เป็น เจตนาดี แต่ว่าในทางปฏิบัติในทางความเป็นจริงมันจะทำได้แค่ไหน เพราะว่ามันก็จะมี รายจ่ายตามกฎหมาย มีรายจ่ายที่ผูกพัน มีรายจ่ายอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่จะต้องทำ แล้วก็ ไม่อยู่ในยุทธศาสตร์งบประมาณ ไม่ได้อยู่ในเรื่องที่จะทำให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล แต่มันเป็นเรื่องจำเป็น เพราะฉะนั้นหน่วยงานต่าง ๆ ก็จะมีแนวโน้มเสนอของบประมาณ มาเกินกว่าวงเงินที่เขาจะได้รับอย่างมหาศาลมาตลอด แล้วก็เรื่องหนึ่งที่ท่านบอกว่าไม่อยาก ให้สำนักงบประมาณมีอำนาจมากแบบที่ผ่านมาซึ่งก็เป็นความจริง ตั้งแต่พวกเราสนใจเรื่อง การทำงบประมาณกันมาหลายสิบปีมานี้ก็พูดปัญหานี้ซ้ำ ๆ อยู่ว่าผู้มีอำนาจจริง ๆ คือสำนัก งบประมาณ แล้วก็คือ ผอ. สำนักงบประมาณ กระทรวงต่าง ๆ ผมอยู่ในเหตุการณ์ที่ว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงมาบอกว่าจะต้องเอาหนังสือที่จะของบประมาณส่งไปสำนักงบประมาณ ให้รัฐมนตรีเซ็น ผมเป็นเลขานุการ มาถึงผมบอกว่าจะรีบเอาไปให้รัฐมนตรีเซ็น ผมถามว่า Deadline วันไหน เขาบอกว่า Deadline เมื่อวานนี้ ก็หมายความว่ารัฐมนตรีจะไม่ได้ พิจารณาอะไรเลย ที่เสนองบประมาณไปหน่วยงานต่าง ๆ ไปคุยกับสำนักงบประมาณ แล้วก็ รวบรวม รวบรวมแล้วก็เสนอไปที่สำนักงบประมาณ และสำนักงบประมาณก็ไปตัด ท่านก็พยายามจะแก้ไขปัญหานี้บอกว่าให้ตั้งในมาตรา ๓๐ ภายใต้บังคับมาตรา ๓๓ แต่ว่า ในทางความจริงมันจะทำได้แค่ไหน คือที่เสนอนี่หลายเรื่องเป็นเรื่องดี เป็นความตั้งใจที่ดี แต่ว่าเวลาจะทำกันจริง ๆ ก็ดูว่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แล้วก็อีกนิดเดียวก็คือว่าความจริง อย่างเรื่องกฎหมายนี้ถ้าเสียดายท่านที่อภิปรายทั้งหมดอยู่ในพรรคเดียวกัน อยู่พรรคประชาชน ถ้าท่านตั้งรัฐบาลกันและท่านเป็นรัฐมนตรีกันเสียเลย เสนอ พ.ร.บ. วิธีงบประมาณ จะมี น้ำหนักกว่าการที่ท่านชวนเราให้ไปร่วมกันเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ อันนี้ก็พูด ไม่ใช่พูดเสียดสีอะไรนะ พูดตามข้อเท็จจริง ส่วนที่อยากจะฝากก็คือว่าที่ท่าน ยกตัวอย่างมาในสิ่งที่จะแก้ นอกจากเรื่องยุทธศาสตร์นโยบายมันไม่อยู่ในเนื้อหาของรายงาน เท่าที่ควร มันไปปรากฏอยู่ในตัวร่างที่เป็นตัวอย่าง อีกเรื่องสองเรื่องก็คือว่าท่านบอกว่าที่มาของงบประมาณมาหลายทาง ท่านต้องการแก้ไข ปัญหานั้นมีพูดถึงเรื่องงบบูรณาการด้วย งบบูรณาการท่านไม่ได้แตะเท่าไร ความจริง งบบูรณาการมันเกิดขึ้นประมาณปี ๒๕๖๐ ถ้าจำไม่ผิด ปี ๒๕๖๐ หรือ ปี ๒๕๖๑ พ.ร.บ. วิธีงบประมาณ และเวลาทำจริง ๆ มันไม่ได้บูรณาการในเชิงยุทธศาสตร์นโยบายเท่าที่ควร มันกลายเป็นฝ่ายปฏิบัติหาทางทำอย่างไรให้ของบได้ แล้วก็บูรณาการกันโดยหน่วยงานที่มี อำนาจมาก ๆ และเวลาเงินเหลือก็กลายเป็นไม่เข้าหน่วยงานนั้น สามารถเกลี่ยได้ตาม ผู้บริหารก็คือนายกรัฐมนตรี กับ ผอ. งบประมาณ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้แก้ ส่วนเรื่องที่ท่าน อาจจะยังไม่สะท้อนความเข้าใจก็คือเรื่องที่ว่าด้วยการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เพราะว่าในกฎหมายวิธีงบประมาณที่ท่านไม่ได้พูดถึง ในเรื่องการจัดงบประมาณ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน พ.ร.บ. ล่าสุดมันมีปัญหามาก ก็คือทำให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นกลายเป็นมาของบประมาณจากสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรไปพิจารณา โครงการในรายละเอียด ในเงินอุดหนุนทั้งทั่วไป ทั้งเฉพาะกิจของท้องถิ่น ไปถามเขาว่าทำไม ทำเสาไฟฟ้า ทำไมไม่ทำถนน ทำไมอันนี้แพงไป ทำไมไม่ซื้ออันนั้นที่ถูก ๆ อันนี้มันผิด เจตนารมณ์ของการกระจายอำนาจหมด คืองบไปท้องถิ่น ถ้าจะมาสภา มันมาได้แบบเดียวคือ จะวางหลักเกณฑ์ในการอุดหนุนทั่วไปอย่างไร เช่นว่ามีหลักเกณฑ์ว่าประชากรเท่าไร ประชากรหนาแน่นไหม ไม่มีความจำเป็นพื้นฐานของประชาชนได้รับการดูแลแก้ไขไหม แล้วสำนักงบประมาณจัดให้ไปตามหลักเกณฑ์นี้หรือไม่ ส่วนจะไปทำอะไรต้องให้ท้องถิ่น ไปขอความเห็นชอบจากสภาท้องถิ่นและให้เขาอนุมัติกันไป โดยไม่ใช่ให้สภาผู้แทนราษฎร มาดูรายละเอียด เพราะว่าอันนี้มันเป็นเรื่องการกระจายอำนาจแล้ว เป็นการปกครองตนเอง ตามหลักของรัฐธรรมนูญ อันนี้ในรายงานนี้ท่านไม่ได้สะท้อนว่าเห็นปัญหานี้ ส่วนปัญหาอื่น อีกหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง ผมก็เข้าใจว่าท่านไม่ได้มีโอกาสศึกษา เพราะว่ารายงานนี้ ท่านเสร็จมาตั้งแต่วันที่ ๙ มกราคม ๒๕๖๘ แต่อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้วเป็นเรื่องที่ท่าน ได้เสนอปัญหาทำให้เราเห็นปัญหาและมีข้อเสนอดี ๆ หลายเรื่องที่จะเป็นประโยชน์ รวมทั้ง ไปอยู่ในข้อสังเกตที่จะเป็นประโยชน์ แต่ว่าหลายเรื่องเหมือนกันที่คงจะต้องมีการแลกเปลี่ยน กันเพิ่มเติมต่อไปนะครับ บางอย่างก็ต้องอาศัยเรื่องของประสบการณ์ เรื่องของการมี ประสบการณ์เข้ามาแลกเปลี่ยนกันนะครับ และมันก็น่าจะนำไปสู่ทางออกทางแก้แก้ปัญหา ในเรื่องระบบงบประมาณของประเทศได้ดีขึ้น ขอบคุณครับ