ภัณฑิล ชี้หนี้สาธารณะพุ่ง 1 ล้านล้าน-เงินนอกงบฯ 84% เป็นหลุมดำ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๔ กันยายน ๒๕๖๘

ภัณฑิล น่วมเจิม อภิปรายสนับสนุนรายงานโดยเน้นว่าการเมืองคือการจัดสรรทรัพยากร โดยเฉพาะเงิน เพื่อกำหนดทิศทางในการใช้ร่วมกันของประชาชน

นายภัณฑิล น่วมเจิม กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานครับ ภัณฑิล น่วมเจิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตวัฒนาและเขตคลองเตย พรรคประชาชน ขออภิปรายสนับสนุน รายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่เป็นประโยชน์นะครับ การเมืองคือการจัดสรรทรัพยากรของพวกเราทั้งหมดว่าใครจะได้อะไร เมื่อไร ที่ไหน อย่างไร หนึ่งในแกนสำคัญหลักก็คือเงิน นอกเหนือจากคน กติกาที่เราออกร่วมกันในที่นี้ เงินก็ถือเป็นทรัพยากรหลักที่จะกำหนดทิศทางว่าเราจะใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างไร ในประเทศของเรา ในบ้านของเรา

ประเด็นแรก เงินนอกงบประมาณมหาศาล ๓.๔๓ ล้านล้านบาท ที่บางที ก็มาแจ้งเพื่อทราบในกรรมาธิการงบประมาณ บางทีก็ไม่บอก นี่ยังไม่นับรวมเงิน นอกงบประมาณอีกคิดว่าอาจจะอีกหลายล้าน ๆ เหมือนกัน แล้วมันกลับมาสู่แผ่นดินจริง ๆ มากน้อยแค่ไหนครับ เราให้เงินตั้งต้นไปทำอะไรกันแล้วก็ตั้งตนเป็นรัฐอิสระส่งกลับมาคลัง สู่เงินแผ่นดินจริงแค่ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านเอง นี่คือหลุมดำของงบประมาณ คิดว่าให้เงินไปแล้ว แล้วยังกลับมาขออีกหลายหน่วยงาน มีเงินนอกงบประมาณก็กลับมาขออีก เราก็ต้องแยกว่า อันไหนที่คุณควรจะดำเนินการเองได้อยู่ได้ด้วยตนเองได้ และคุณก็ยังกลับมาขออีก อันนี้ เป็นปัญหาใหญ่เลยนะครับ เงินนอกงบประมาณคิดเทียบกับ ๓.๔ ล้านล้านบาท เงินนอก งบประมาณคิดเป็นประมาณ ๘๔ เปอร์เซ็นต์เยอะมากนะครับ ทั้ง ๆ ที่ก็มีเงินอุดหนุน ส่วนหนึ่ง และกระทรวงที่ได้เงินนอกงบประมาณสะสมสูง อย่างเช่น กระทรวงกลาโหม ๑๖,๐๐๐ กว่าล้านบาทเอาไปทำอะไรครับ ท่านต้องอยู่ได้ด้วยตนเอง ท่านมาขอท่านต้อง รายงานต่อสภาแห่งนี้ เป็นหมวดหนึ่งเลยที่จะต้องมีการปฏิรูปแล้วก็จัดการใหม่ ถัดมาวินัย การเงิน การคลังอ่อนครับ เป็นหนี้เป็นสิน หนี้พุ่งไม่หยุด ตามมาตรา ๒๘ อย่างเดียว ก็ ๑ ล้านล้านบาทแล้วครับ นี่ไม่รวมหนี้สาธารณะ ทำให้บางทีภาพมันดูหลอกประชาชนว่า เราไม่ได้เป็นหนี้เยอะขนาดนั้น แต่ตอนนี้คือมันไม่มีวินัยการเงิน การคลังเลย นี่ไม่พูดถึง ขอบเขตนิยามสาธารณะ ไม่ครอบคลุมเงินกู้ขององค์กรภาครัฐอื่น ๆ บางทีก็ไปใช้หน่วยงานอื่น ยืมเงินมา หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังอาจจะไม่ได้ค้ำประกันเงินกู้ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท หนี้ของกองทุนประกันสังคม นอกเหนือจากนี้ ยังมีภาระการคลังอื่น ๆ ที่จะต้องชำระมาตรา ๒๘ ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรปล่อยสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำ สนับสนุนนโยบายอุดหนุนสินค้าการเกษตร ยกตัวอย่างนี้เป็นนโยบายก็มีหนี้ ยอดค้างชำระอยู่ที่ ๑ ล้านล้านบาท กองทุนประกันสังคมพูดไปแล้ว อปท. อย่างยกตัวอย่าง เคยสูญเสียรายได้จากการที่รัฐบาลกลางใช้มาตรการลดภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้างก็ยังค้างอยู่ ไม่จ่าย ปีหนึ่งก็หลายหมื่นล้านบาท ยังไม่นับรวมยอดค้างชำระ อย่างเช่น กองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิง การไฟฟ้าไปลดค่าไฟฟ้าให้ พยุงราคาค่าไฟฟ้า อุดหนุนรัฐวิสาหกิจขาดทุนสะสม จำนวนมาก อย่าง ขสมก. ก็ยอดขาดทุนสะสมเป็นแสนกว่าล้านบาท ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของรัฐ ต้องอุดหนุนเงินตรงนี้นะครับ อันนี้ยังไม่รวมเลยเป็นปัญหาในหมวดของวินัยการเงิน การคลัง นะครับ เมื่อสักครู่เพื่อนกรรมาธิการก็ได้พูดไปแล้วงบฐานอดีตคือทำมาอย่างไรก็ยังจะทำ อย่างนั้น Work ไม่ Work อย่างไรก็จะทู่ซี้เอา Copy ของเดิมมาแล้ว Paste แล้วก็ปรับตัวเลข โน่น นี่ นั่น มันดีหรือครับของเก่าที่ทำมา ถ้าทำมาแล้วประเทศมันพัฒนาไปถึงไหนแล้ว เลิกทีเถอะระบบปรับนิดปรับหน่อย บวกโน่น บวกนี่ขึ้นไป ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยครับ ทั้ง ๆ ที่ยุทธศาสตร์มันควรจะเปลี่ยนไปใช่ไหมตามกาลเวลา ผลลัพธ์บางอันไม่ได้ดีเลยครับ ถามตัวชี้วัดผมเป็นกรรมาธิการงบประมาณถามตัวชี้วัดต่ำกว่าเดิม บางทีได้เงินมากกว่าเดิมอีก ประหลาดมากครับ ยังไม่พูดถึงเรื่องพวกตัวชี้วัด ผลสัมฤทธิ์ต่าง ๆ พวกอบรม สัมมนา ประชาสัมพันธ์ไม่ชัดเจนเลยแต่ละอย่าง บางทีเป็นเชิงปริมาณพาคนเท่าโน้นเท่านี้ไปถือว่า สัมฤทธิ์แล้ว เราควรจะถามว่าใช้เงินไปเท่านี้ผลผลิตทางเศรษฐกิจออกมาเท่านี้ ประชาสัมพันธ์ อย่างนี้คิดเป็นชิ้นงานเป็นโครงงานออกมา นี่คือสำเร็จแล้วหรือครับ คือมันไม่มีประสิทธิภาพเลย เรื่องธรรมาภิบาลนี่ไม่ต้องพูดถึง ต้องขอทราบล่วงหน้าสิว่ากรอบในการใช้งาน คือคำขอ มันเป็นอย่างไร ตอนนี้มันก็เป็นหลุมดำกว่าจะได้กันมา ไม่มีกรอบที่เรียกว่า Pre-Budget Statement ที่สภาต้องเห็นชอบร่วมกันก่อนอย่างที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านได้เกริ่นไปแล้วนะครับ ตัว Open Budget Index ก็มีปัญหา ด้านความโปร่งใสได้ ๖๐ จาก ๑๐๐ การมีส่วนร่วม ประชาชน ๒๘ จาก ๑๐๐ ขนาดจะขอ Live ขอในห้องประชุมยังยากเย็นแสนเข็ญกว่าจะเอา ข้อมูลออกมานะครับ อัตราการจัดเก็บภาษีของไทยก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แล้วยังจะใช้เงินกัน แบบนี้ ปัจจุบันจัดเก็บได้แค่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่ที่ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ปัญหาคำยื่นของบประมาณผมพูดไปแล้ว คือขอเผื่อ ๕.๘ ล้านล้านบาท ขอเผื่อคือขอเผื่อ ถูกต่อรอง ถูกตัด ก็จะมากันและในชั้นอนุกรรมาธิการ อันนี้มันใช่วิธีการทำงบประมาณ มันต้องเรียงลำดับและความจำเป็นเร่งด่วน ไม่ใช่ขอมาก็เผื่อใจไว้ครึ่งหนึ่งที่จะต้องถูกหั่น มันเป็นการทำแบบเล่นขายของไปนิดหนึ่งนะครับ ข้อมูลการเข้าถึงเทียบไม่ทัดเทียมกับ ฝ่ายราชการ คือเขามีข้อมูลเยอะมาก แต่เขาไม่บอก มาบอกเอาวัน ๒ วัน ๓ วัน ๑ สัปดาห์ ล่วงหน้าก่อนที่จะพิจารณาทำให้การตัดสินใจมันแป๊บเดียวครับ เข้ามาและเอกสารก็เป็น ตั้ง ตั้ง ตั้ง แล้วก็อ่านกันล่วงหน้าวันต่อวัน นี่ล่ะครับเงิน ๓.๔ ล้านล้านบาท และมาพิจารณา กันแบบหยาบมากครับ กรุณาให้ข้อมูลมาก่อน แล้วก็เปิดระบบสักทีเถอะครับ ไม่ใช่เป็น ระบบแบบหลังเขาอ่านจากเอกสาร ความจริงมันเชื่อมเอพีไอได้ให้ข้อมูลมัน Machine Variable เอามาวิเคราะห์อะไรกันก่อนได้ จะหวงไว้ทำไมครับ กักไว้จนนาทีสุดท้ายเพื่อให้ แบบถูกจับผิดได้น้อยที่สุด นี่คือแบบ Mindset ของข้าราชการครับ ถ้าเผื่อเรารู้ล่วงหน้าเยอะ ประหยัดไปมากกว่านี้ได้เยอะมากครับ ยกตัวอย่างสภาของเรา อย่างไรก็อย่างนั้นครับ Zero Based Budgeting ก็สำคัญครับ ไม่ใช่อย่างที่ผมบอกนี่คือ Solution เลยเลิกครับ ถือว่าของเก่า มันผิดทั้งหมด ที่ทำมานี่มันผิด เริ่มต้นใหม่ครับ ดูจากความจำเป็นก่อนครับ แล้วก็ PBO อันสุดท้ายเรามีสำนักงานงบประมาณของรัฐสภาเองควรทำให้เขาเข้มแข็ง ไม่ใช่ไปพึ่งจมูก คนอื่นหายใจไปยืมสำนักงบประมาณของรัฐบาลซึ่งเขาก็ไม่ได้บอกความจริงเราทั้งหมด เกณฑ์ในการประเมินคัดกรองคำขอว่าจัดสรรอย่างไร ไม่เคยบอก คิดว่าทำอย่างไร ก็ได้ให้มันผ่าน ๓.๔ ล้านล้านบาท ภายใน ๒ เดือนนี้ทำอย่างไรให้มันผ่าน ถาม Comment อะไรไม่เคยตอบ สรุปหัวข้อที่เสนอมาผมว่าชัดเจนแล้วก็ตรงประเด็น เลิกทำงบประมาณ แบบยอดรวม ควรจะเอาเงินนอกงบประมาณกลับเข้ามาร่วมให้ได้เยอะที่สุด ทำให้ PBO เป็นอิสระ มีอำนาจเข้าถึงข้อมูลเต็มที่ เลิกแบบ Incremental เสียที ทำแบบฐานศูนย์ เริ่มต้นกันใหม่ ของเก่าไม่ใช่ของที่ดี มันแย่ครับประเทศเราเป็นแบบนี้ แล้วก็เงินท้องถิ่น ๓๕ เปอร์เซ็นต์ พยายามเพิ่มให้ได้ เมื่อเขามีเงินของตัวเองเขาก็จะเลิกขอ แล้วก็จัดการตัวเอง ให้ได้ แล้วก็เรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลให้มันโปร่งใส แล้วก็ต้องตรงไปตรงมาครับ ต้องขันน็อต วินัยการคลังเราจะใช้เงินมือเติบอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้ครับ สุดท้ายก็เป็นภาระลูกหลาน ขอบคุณครับ