ชลธิชา แจ้งเร็ว สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. การรายงานและเปิดเผยการปลดปล่อยมลพิษ (PRTR) เพื่อสร้างฐานข้อมูลระดับประเทศที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และบังคับให้ภาคธุรกิจต้องรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และความปลอดภัยของชุมชน
ขอบคุณท่านประธาน เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปทุมธานี จากพรรคประชาชน ขอร่วมอภิปรายเพื่อสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. การรายงาน และเปิดเผยการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษหรือกฎหมาย PRTR ทั้ง ๒ ฉบับ ทั้งจาก ภาคประชาชนแล้วก็ที่สำคัญก็คือจากพรรคประชาชน ท่านประธานคะ อย่างที่เราทราบกันดี ว่าสภาพปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันก็มีความซับซ้อนแล้วก็ทวีความรุนแรงมากขึ้น ดิฉัน เชื่อว่าวิธีการแก้ไขปัญหาแบบเดิม ๆ ด้วยวิธีการเดิม ๆ ไม่สามารถที่จะช่วยเราแก้ไขปัญหา ได้อย่างยั่งยืน ดังนั้นแล้วดิฉันคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหาวิธีการที่เราจะต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ที่ต้นทาง ไม่ใช่เฉพาะการแก้ปัญหาที่ปลายทางเท่านั้น กฎหมาย PRTR ฉบับนี้จึงเป็น เครื่องมือสำคัญเพราะจะเป็นกฎหมายที่ทำให้ประเทศไทยเรามีฐานข้อมูลระดับประเทศ เกี่ยวกับการปล่อยมลพิษจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นจากโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า เหมืองแร่ หรือว่าภาคเกษตรกรรม โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดทำให้เป็น Open Data ที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงแล้วก็นำไปใช้ได้ ขณะเดียวกันภาครัฐก็สามารถที่จะมีข้อมูล ที่ถูกต้องเพียงพอในการใช้เพื่อวางแผนในเชิงของนโยบาย แล้วก็ที่สำคัญคือใช้ในการแก้ไข ปัญหาในเรื่องของผลกระทบแล้วก็มลพิษที่ส่งผลกระทบต่อพ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ ดิฉันจึง ขอสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือในมาตรา ๘ ที่กำหนดให้ ผู้ประกอบการต้องส่งรายงานอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี และเผยแพร่โดยกรมควบคุมมลพิษที่ภาครัฐแล้วก็ประชาชนทุกคนจะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ด้วยผลประโยชน์อย่างที่ดิฉันได้กล่าวไปข้างต้นนี้ มากไปกว่านั้นดิฉันคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ ยังถือว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญเรื่องของธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนที่สะท้อนหลักการสากลว่า ภาคธุรกิจเองก็มีความรับผิดชอบต่อสังคม และที่สำคัญภาคธุรกิจเองก็ต้องเคารพต่อเรื่องของ สิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกัน ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของการแสวงหาผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียว เท่านั้น โดยหากมีการบังคับใช้กฎหมาย PRTR ควบคู่ไปกับการกำกับ ดูแล การขออนุญาต จัดตั้งโรงงานเหมืองแร่ โรงไฟฟ้า หรือกิจการเกษตรกรรมอย่างเข้มงวดมากขึ้นก็จะทำให้เกิด ระบบที่เราสามารถใช้ในการป้องกันเหตุ แล้วก็ที่สำคัญก็คือการเปิดเผยความเสี่ยงต่อ สิ่งแวดล้อมได้อย่างโปร่งใสมากขึ้น กรณีโรงงานผลิตพลุที่จังหวัดนราธิวาสซึ่งส่งผลกระทบ อย่างมากต่อชุมชนและประชาชนในพื้นที่ เป็นบทเรียนสำคัญแล้วที่สะท้อนให้เห็นถึง ความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยจะต้องมีกฎหมาย PRTR ฉบับนี้ที่กำหนดให้มีการรายงาน แล้วก็เปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษอย่างรอบด้านและเป็นระบบ โดยเราจะสามารถ ตรวจสอบความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้นทาง แล้วก็ที่สำคัญชุมชนเองก็จะมีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล และที่สำคัญยังสามารถใช้ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นในการร้องเรียนไปที่หน่วยงานของรัฐ ก่อนที่จะเกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าว กฎหมาย PRTR ฉบับนี้จึงไม่เป็นเพียงเฉพาะแค่ เครื่องมือทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นเกราะป้องกันให้กับประชาชน และที่สำคัญข้อมูล ที่โปร่งใสจะบังคับให้ภาคธุรกิจต้องดำเนินธุรกิจของพวกเขาโดยคำนึงถึงเรื่องของ ความรับผิดชอบ เปิดโอกาสให้กับรัฐแล้วก็ชุมชนสามารถเข้ามาตรวจสอบร่วมกันได้ ลดโอกาสที่โรงงานเถื่อนหรือกิจการที่หลบเลี่ยงกฎหมายจะซุกซ่อนความเสี่ยงไว้ใต้พรม แล้วสุดท้ายประชาชนแล้วก็ชุมชนคือคนที่ต้องแบกรับความเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านั้น เมื่อข้อมูล เกี่ยวกับการปล่อยมลพิษถูกเปิดเผยแล้วก็ตรวจสอบได้ ภาคธุรกิจเองก็ต้องปรับตัวให้มีความ รับผิดชอบมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ก็จะสอดคล้องไปกับหลักการชี้แนะว่าด้วยเรื่องของธุรกิจกับ สิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติหรือว่า UNGP ซึ่งประเทศไทยเองก็เข้าไปร่วมรับในหลักการนี้ ที่สำคัญประเทศไทยก็มีแนวปฏิบัติว่าด้วยเรื่องของธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไว้แล้ว เรื่องนี้ดังนั้นดิฉันจึงคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งกฎหมายสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัติ แห่งชาติว่าด้วยเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนมีความเข้มข้นมากขึ้น ที่สำคัญการค้าระหว่าง ประเทศในปัจจุบันนี้เราไม่ได้คำนึงแค่เรื่องของการค้าระหว่างประเทศหรือการแสวงหา ผลกำไรเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ว่ามีการนำเรื่องของธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนมาใช้เป็นกรอบ ในการเจรจาการค้าหลาย ๆ ครั้ง ยกตัวอย่างเช่นเอฟทีเอ ไทย-อียู ที่เรากำลังพยายามที่จะ ผลักดันอยู่ หรือการเข้าไปเป็นสมาชิก OECD ซึ่งผู้เสนอร่างจากภาคประชาชนก็ได้มีการ พูดถึงแล้ว ดังนั้นแล้วกฎหมายฉบับนี้ PRTR ก็จะเป็นอีกหนึ่งกฎหมายที่ทำให้การเจรจา การค้าต่าง ๆ หรือว่าการคำนึงถึงเรื่องของการค้าระหว่างประเทศคำนึงถึงเรื่องของมาตรฐาน สิทธิมนุษยชนมากขึ้น ที่สำคัญกฎหมาย PRTR ยังรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานที่เราเรียกกันว่า สิทธิของชุมชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเพราะเป็น หนึ่งในเรื่องที่จะทำให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในระดับชุมชนของพวกเขามากขึ้น เป็นสิทธิ ที่จะทำให้พวกเขามีส่วนร่วมเข้ามาในการตัดสินใจถึงนโยบายแล้วก็ถึงแนวทางในการแก้ไข ปัญหาที่อาจจะส่งผลกระทบต่อชุมชนของเขาได้ สิทธินี้ทำให้ประชาชนไม่ต้องรอให้ หน่วยงานหรือว่าภาคธุรกิจบอกเมื่อเกิดปัญหาแล้ว แต่สามารถเข้าถึงข้อมูลตั้งแต่ต้นทางได้ เพื่อให้พวกเขามีโอกาสในการเลือก มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น และที่สำคัญมีพลังในการ ป้องกันดูแลชุมชนของพวกเขา ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลดิฉันก็ยืนยันสนับสนุนร่าง PRTR ทั้ง ๒ ฉบับ ทั้งจากพรรคประชาชนแล้วก็รวมไปถึงจากภาคประชาชน แล้วก็หวังว่ากฎหมาย ทั้ง ๒ ฉบับนี้จะได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนสมาชิกค่ะ ขอบพระคุณค่ะ