ศนิวาร บัวบาน เสนอร่าง พ.ร.บ. PRTR เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตมลพิษที่สะสมมานานกว่า ๒๐ ปี โดยเรียกร้องให้สถานประกอบการ บุคคล และหน่วยงานรัฐต้องเปิดเผยข้อมูลการปล่อยสารอันตราย เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนป้องกันสุขภาพและสิ่งแวดล้อมได้ ศนิวาร บัวบาน เสนอแนวทางแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดนโดยยกตัวอย่างระบบรายงานการปล่อยสารเคมีในอเมริกาเหนือและอาเซียน และเรียกร้องให้ไทยเร่งออกกฎหมาย PRTR เพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลสิ่งแวดล้อม
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ศนิวาร บัวบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จริง ๆ แล้วเรื่อง PRTR ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยค่ะ ประเทศไทยมีการเรียกร้อง ให้มีกฎหมาย PRTR มานานแล้ว นานกว่า ๒๐ ปี ไล่มาตั้งแต่เหตุการณ์มลพิษอุตสาหกรรม ในพื้นที่มาบตาพุด ในปี ๒๕๕๓ เหตุเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้ เคมีคอล ที่สมุทรปราการ ในปี ๒๕๖๔ ซึ่งต้องบอกว่าจังหวัดสมุทรปราการเป็นจังหวัดที่มีจำนวนโรงงานอุตสาหกรรม มากที่สุดในประเทศ เหตุการณ์นั้นกินเวลามากกว่า ๒๕ ชั่วโมงกว่าที่จะควบคุมเพลิงได้ จะต้องอพยพพี่น้องประชาชนมากกว่า ๑,๐๐๐ รายไปอยู่ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยที่พี่น้อง ไม่รู้เลยว่าสารพิษที่ตัวเองสูดเข้าไปมันคืออะไร มันเป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายพวกเขา มากน้อยขนาดไหน สส. นิตยา มีศรี นั่งข้างดิฉันก็อยู่ในเหตุการณ์ช่วยดูแลพี่น้องประชาชน มาตลอด หลังจากนั้นตามมาด้วยการลักลอบขนย้ายกากแร่แคดเมียมแล้วก็กากแร่สังกะสี จากจังหวัดตาก ในปี ๒๕๖๗ ที่ สส. คริษฐ์ ปานเนียม ก็เพิ่งได้อภิปรายไป จนมาถึงล่าสุดปีนี้ สารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำกก รวก สาย แล้วก็แม่น้ำสาขาอื่น ๆ อีกด้วยนะคะ นี่ยังไม่รวม มหากาพย์ฝุ่นพิษ PM2.5 แล้วก็เหตุการณ์มลพิษที่รั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อมอีกมากมาย ทั้งเหตุการณ์เล็กแล้วก็เหตุการณ์ใหญ่ คือประชาชนคนไทยทนอยู่กับท่ามกลางวิกฤติมลพิษนี้ มานานพอแล้วค่ะ ใจความหลัก ๆ ของร่าง พ.ร.บ. นี้คือสถานประกอบการจะต้องรายงาน ข้อมูลการปล่อยแล้วก็การเคลื่อนย้ายสารมลพิษที่อาจทำให้เกิดอันตรายทั้งต่อมนุษย์ สัตว์ พืช ทรัพย์สินแล้วก็สิ่งแวดล้อม เมื่อเช้าสภาเราได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ. โรงงานกันไป ซึ่งในตัว พ.ร.บ. โรงงานเองก็ได้ระบุให้โรงงานอันตรายต้องรายงานแล้วก็เปิดเผยข้อมูลสารมลพิษ เช่นกัน แต่ร่าง พ.ร.บ. PRTR ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้ค่ะ รวมถึงบุคคล นิติบุคคล หรือแม้แต่หน่วยงานรัฐก็ต้องรายงานด้วย จะทำให้ประชาชนสามารถวางแผนป้องกัน สิ่งแวดล้อมแล้วก็สุขภาพเองด้วย โดยไม่ต้องรอให้เกิดความเสียหายหรือว่าจะต้องสูดดม สะสมมลพิษเข้าไปสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว ถ้าท่านใดยังจำกันได้เมื่อต้นปีที่แล้วสภาเราได้มีการอภิปรายญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องโกดัง เก็บพลุระเบิดกันไปนะคะ ถ้าย้อนกลับไปภายใน ๑๕ ปีที่แล้วเหตุโรงงานหรือว่าโกดังเก็บพลุ ระเบิดมันมีมากกว่า ๒๐ ครั้งแล้ว คือเฉลี่ยแล้วก็คือเกิดขึ้นทุกปี ปีละ ๑-๒ ครั้ง เพราะอะไร เพราะว่าสถานที่เก็บพลุไม่ถูกนับเป็นโรงงานตามกฎหมายกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะไม่ได้ เป็นสถานที่ที่ใช้เครื่องจักรที่มีกำลังรวมตั้งแต่ ๕ แรงม้าขึ้นไป แต่มีสถานะเป็นเพียงสถานที่ สำหรับประกอบการทำดอกไม้ไฟเท่านั้น กรมโรงงานอุตสาหกรรมจึงไม่สามารถเข้าไป ตรวจสอบได้ แล้วอย่างนี้ประชาชนจะนอนหลับได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขาไม่รู้เลยว่ารอบ ๆ บ้านของพวกเขามีโกดังเก็บพลุอะไร เป็นปริมาณเท่าไรบ้าง แล้วก็มีกระบวนการจัดเก็บ ที่ถูกต้องหรือไม่ ร่าง พ.ร.บ. PRTR ทั้งฉบับภาคประชาชน แล้วก็ฉบับพรรคก้าวไกล เมื่อครั้งยื่นเข้าสภาไปจนตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นพรรคประชาชนแล้ว ก็ได้ให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมีอำนาจในการประเมินสารมลพิษ ได้กำหนดเงื่อนไขออกข้อบัญญัติในการ อนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาตการประกอบการตาม พ.ร.บ. สาธารณสุขได้เหมือนกัน
นอกจากภาคประชาชนแล้วภาครัฐเองก็ยังสามารถทราบสถานการณ์ แล้วก็ แนวโน้มการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม เพื่อที่จะได้นำไปทำข้อมูลกำหนดแนวทาง วางแผนการแก้ไขปัญหามลพิษเพื่อที่จะลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนแล้วก็ ชุมชนขึ้น ตามที่ทางผู้แทนภาคประชาชนได้นำเสนอเลยค่ะ ตอนนี้กว่า ๕๐ ประเทศทั่วโลก ได้มีการดำเนินงานด้านการรายงานการปล่อยแล้วก็การเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมแล้ว ดิฉันจะขอยกตัวอย่างที่อเมริกาเหนือได้มีการรวบรวมข้อมูลจากระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ของแต่ละประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา แล้วก็เม็กซิโก เอามารวมกันทำให้ เราสามารถทราบปริมาณสารเคมีที่โรงงานได้ปล่อยออกมาได้นะคะ คืออันนี้ทางรัฐบาลก็จะ สามารถกำหนดกลยุทธ์ในการลดมลพิษได้ หันมาดูที่ภูมิภาค ASEAN บ้านเรากันบ้างนะคะ ดูประเทศเพื่อนบ้านรอบบ้านประเทศไทย อย่างเช่นประเทศลาวก็มีกฎหมายว่าด้วย การจัดการสารเคมีแล้ว ซึ่งรวมรายชื่อสารเคมีอันตรายทางอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไว้ เวียดนาม ก็อยู่ระหว่างการจัดตั้งระบบทะเบียนการปล่อยแล้วก็การถ่ายโอนสารมลพิษ ถึงเวลาแล้ว ที่ประเทศไทยเราจะมีกฎหมายการรายงานการปล่อยแล้วก็การเคลื่อนย้ายสารมลพิษ สู่สิ่งแวดล้อมสักที นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะให้มีการลงทะเบียนการปล่อยแล้วก็การถ่ายโอน มลพิษทั่ว ASEAN เพื่อแก้ปัญหามลพิษข้ามแดนต่าง ๆ ที่เรายังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ฝุ่นควันข้ามแดน มลพิษข้ามพรมแดนทั้งหลาย มาถึงภาคเอกชนหรือภาคอุตสาหกรรม ภาคเอกชนก็สามารถตรวจสอบระบบแล้วก็ กระบวนการผลิตของตนให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพิ่มความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น ท่านประธาน ทราบไหมคะ สถิติการเกิดอุบัติเหตุในโรงงานตลอดปีที่แล้วปี ๒๕๖๗ กว่า ๗๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นเหตุอัคคีภัย เหตุสารเคมีรั่วไหล ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือก็เป็นอุบัติเหตุจากการทำงาน แล้วก็เครื่องจักร แล้วก็เหตุระเบิดต่าง ๆ นอกจากนี้ประโยชน์ที่จะเกิดกับภาคเอกชน การเปิดเผยข้อมูลมลพิษยังแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักการ ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมของภาคอุตสาหกรรมด้วย เหล่านี้จึงเป็นเหตุผลที่ประเทศไทย จะต้องมีกฎหมาย PRTR เพื่อรับรองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูล แล้วก็มีส่วนร่วม ในการคุ้มครอง ส่งเสริม แล้วก็รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตัวเองค่ะ ดิฉันจึงขอ สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. PRTR ทั้ง ๒ ร่างอย่างไม่ลังเลเลย เพราะดิฉันเชื่อว่าสิทธิในสิ่งแวดล้อม ที่ดีคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงมีและควรระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ขอบคุณค่ะ