ทวิวงศ์ ชี้สารพิษอยุธยา-นครหลวง ขู่กฎหมาย PRTR ต้องมีอำนาจท้องถิ่น

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๓ กันยายน ๒๕๖๘

ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายการรายงานสารมลพิษ โดยชี้ให้เห็นว่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยาต้องเผชิญกับสารอันตรายที่ประชาชนไม่รู้ตัว และขอเปิดสไลด์ประกอบการนำเสนอ ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ชี้ให้เห็นปัญหาท่าเรือถ่านหินในอำเภอนครหลวงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงเรียกร้องให้กฎหมาย PRTR มีอำนาจในการกำกับดูแลสารพิษโดยท้องถิ่นเพื่อปกป้องประชาชน

นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ พระนครศรีอยุธยา

เรียนที่ท่านประธานที่เคารพ ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคประชาชน จากชาวเมืองอยุธยาและบางบาลครับ ถ้าหากพูดถึงเรื่องของกฎหมายการรายงานการปล่อย และการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมคงไม่สามารถพูดถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่ได้ครับ พระนครศรีอยุธยาเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่ต้องเจอสารพิษอันตราย และที่สำคัญ มากกว่านั้นคือชาวพระนครศรีอยุธยาทุกคนไม่รู้ตัวเลยว่ามีสิ่งอันตรายแบบนี้มาอยู่ใกล้ ๆ บ้านเขา เชิญท่านประธานรับชมครับ ขอสไลด์ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานข่าวนี้เป็น ข่าวใหญ่ที่ทุกคนน่าจะเคยทราบดีที่อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เราพบสารเคมี อันตรายและกากอุตสาหกรรมที่อยู่ใน ๕ โกดัง และที่สำคัญคือถูกไฟไหม้ทั้งหมดกว่า ๔ ครั้ง และผมได้มีโอกาสลงพื้นที่ ไฟไหม้ที่เกิดขึ้นนั้นควันที่โพยพุ่งออกมานั้นไม่ใช่สีธรรมดา แต่เป็นควันสีเหลือง นั่นทราบได้เลยว่าสิ่งที่ถูกเผาไหม้นั้นไม่ใช่ธรรมดาแน่นอน แต่ต้องเป็น สารพิษที่อันตราย พ่อแม่พี่น้องประชาชนที่อยู่พื้นที่เหล่านั้นต้องอพยพ และที่สำคัญต้องใส่ หน้ากากไว้อยู่ตลอดเวลา มากกว่านั้นหน้าโกดังแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลภาชี ด้านหลัง ของโกดังนี้เป็นทุ่งนาของพี่น้องเกษตรกร และรอบ ๆ เป็นชุมชนของชาวบ้าน นี่คือ ความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ที่ต้องออกโดยด่วน ถัดมา ไม่ได้มีเพียงแค่ที่เดียว พอเรา ไปเจอที่อำเภอภาชีของพระนครศรีอยุธยาแล้ว สืบไปสืบมาเราเจออีกที่หนึ่งคือที่อำเภออุทัย ภาพถัดไปนี้ที่อำเภออุทัย แม้ที่โกดังแห่งนี้จะถูกคำสั่งให้มีการหยุดกิจการไปแล้ว แต่บริษัท เอกอุทัย จำกัด ก็ยังมีการลักลอบนำเอาสารเคมีและกากอุตสาหกรรมมาทิ้งไว้ โดยการทิ้งไว้นั้น เป็นการทิ้งของเหลวที่เป็นกรดอันตราย มีกลิ่นรุนแรง รวมถึงเป็นการเทลงพื้น แล้วก็ไม่ได้ มีการบำบัดอย่างถูกต้องตามที่ควรจะเป็น โดยสืบไปสืบมาบริษัท เอกอุทัย จำกัดนี้ก็มี ความเชื่อมโยงกับบริษัท วินโพรเสส จำกัด ที่เกิดเรื่องที่ระยอง รวมถึงบริษัท เอกอุทัย จำกัด ที่สาขาจังหวัดเพชรบูรณ์ด้วย รวมไปถึงยังมีการสืบสวนรถในการขนย้ายไปมา รถคันนี้ ขนย้ายสารเคมีมีชื่อของบริษัทอยู่ตลอด แต่ว่าไม่มีใครรู้ไม่มีใครทราบ ไม่มีใครสามารถ ติดตามรถในการเคลื่อนย้ายนี้ได้เลย รวมไปถึงที่สำคัญที่สุดเรื่องนี้เป็นเรื่องอีกมากมาย ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่มีโรงงานอุตสาหกรรมอย่างมาก ที่นี่ก็เป็นอีกจุดหนึ่งคือ ที่ตำบลลาดบัวหลวง อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นโรงงานหลอมขยะ ที่ปล่อยอากาศพิษมาให้พี่น้องประชาชนสูดดมตลอด รวมถึงมีการฟ้องกันเรียบร้อยแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถที่จะหยุดการทำงานของโรงงานนี้ได้ ยังมีเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้อยู่ทั่วทั้งพระนครศรีอยุธยา

แต่เรื่องที่สำคัญที่สุด นี่ครับเรื่องใหญ่ที่สุดคือท่าเรืออำเภอนครหลวง เป็นพื้นที่ที่ สส. ชริน วงศ์พันธ์เที่ยง ต่อสู้อย่างเต็มที่ยืนประจันหน้าต่อนายทุนเพื่อพี่น้อง ประชาชนของเขาเพื่อคืนเอาลมหายใจ คืนเอาอากาศที่บริสุทธิ์ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ท่านประธานครับ ท่าเรือที่นครหลวงเป็นท่าเรือถ่านหินจำนวนมากที่ไม่เพียงแต่มีการขนส่ง ด้วยรถบรรทุกจนทำให้ถนนพังเกิดอุบัติเหตุมากมาย แต่ท่าเรือถ่านหินเหล่านี้เป็นการเทกอง กลางแจ้งทำให้ถ่านหินต่าง ๆ มันฟุ้งกระจายไปทั่วเข้าตามพื้นบ้านต่าง ๆ เข้าสู่ลมหายใจของ พี่น้องชาวอำเภอนครหลวง และตอนนี้เราไม่รู้เลยว่ามีถ่านหินปนเปื้อนเข้าไปในร่างกายของ ลูก ๆ หลาน ๆ เรามากน้อยแค่ไหนในอำเภอนครหลวง และจากที่มีการเทกองกันสูงกว่า ๑๐ เมตรจากภาพ แล้วก็ไม่มีผ้าปิด ถึงแม้มีผ้าปิดก็ปิดเล็กน้อยเท่านั้น มิหนำซ้ำเวลาฝนตก ลงมาน้ำฝนก็จะรวมตัวกับถ่านหินแล้วก็ไหลลงแม่น้ำป่าสักซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของ พระนครศรีอยุธยาเช่นกัน รวมไปถึงไหลลงแหล่งน้ำโดยรอบพื้นที่ด้วย แต่ที่เจ็บช้ำที่สุดคือ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้วยความที่เป็นหน่วยงานเพียงแค่ระดับ จังหวัดเท่านั้นก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้เลย จำเป็นที่จะต้องขอเรี่ยวแรงจากกรมโรงงาน อุตสาหกรรม แต่ทั้งหน่วยงานและทาง สส. ชริน วงศ์พันธ์เที่ยง ที่พยายามต่อสู้อย่างเต็มที่ ใช้ทุกกลไกที่มีเพื่อเป็นปากเป็นเสียงให้กับพี่น้องประชาชนของเขานั้น ตอนนี้สิ่งที่ขาด อย่างเดียว สิ่งที่เป็นอาวุธอย่างเดียวที่จะประหัตประหารผู้ประกอบการโรงงานที่ไม่คิดถึง ส่วนรวมและสังคมได้ อาวุธนั้นมีชื่อว่ากฎหมาย PRTR หรือ พ.ร.บ. ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้ครับ โดยกฎหมาย PRTR จากพรรคประชาชน ในมาตรา ๓ เราได้นิยามเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพิ่มเติมให้อำนาจกับ นายก อบจ. ในจังหวัดนั้น ๆ ได้สามารถเข้าไปกำกับดูแลโดยเช่นที่อยุธยา ท่านนายกสมทรง พันธ์เจริญวรกุล ก็มีการติดตามเรื่องนี้มาตลอด ถึงแม้จะเห็นความทุกข์แค่ไหนแต่เขาก็ ไม่สามารถทำอะไรได้เลย แต่มาตรา ๓ นี้จะเป็นการเพิ่มอาวุธให้กับท้องถิ่นครับ ให้สามารถ ตรวจสอบสารพิษต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในจังหวัดของเราได้ และในมาตรา ๘ ผู้ประกอบการ จำเป็นที่จะต้องส่งรายงานการใช้สารเคมีต่าง ๆ และการเคลื่อนย้ายไปมาโดยอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง และต้องภายในเดือนมีนาคม รวมไปถึงทางกรมมลพิษเองก็ต้องมีการเผยแพร่ข้อมูล การปล่อยสารพิษและการเคลื่อนย้ายสารเคมีต่าง ๆ โดยเร็วด้วยครับ โดยต้องไม่เกิน เดือนตุลาคมของทุกปี และต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลย้อนหลังเพื่อสืบสาวราวเรื่อง กรณี อย่างที่อำเภอภาชีและอำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็จำเป็นที่จะต้องถูกสะสาง ไปด้วยครับ และในมาตรา ๓๐ นี่เป็นมาตราที่สำคัญที่ผมเชื่อว่าจะแก้ปัญหาให้พี่น้อง ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว นั่นก็คือการให้อำนาจกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีอำนาจ ในการประเมินสารพิษและมีอำนาจในการอนุญาตหรือไม่ ว่าจะมีสารพิษ สารเคมีหรือมลพิษ ต่าง ๆ มาอยู่ใกล้บ้านเรือนของพี่น้องประชาชนของชาวบ้านเขาหรือไม่ ในฐานะตัวแทนของ ประชาชนที่อยู่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน รู้จักพื้นที่ของตัวเองดีมากที่สุดครับ นอกนั้นยังมี มาตราอื่น ๆ ที่ยังกำหนดเป็นโทษอาญาและโทษจำคุก ซึ่งจะทำให้เกิดความเกรงกลัว และสามารถที่จะชดเชยเยียวยาพี่น้องประชาชนรวมถึงป้องกันสารพิษต่าง ๆ ให้กับพี่น้อง ประชาชนคนอยุธยาและคนไทยทั่วประเทศได้ครับ ผมจึงขอให้ทุกท่านได้สนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติ PRTR ของพรรคประชาชนและภาคประชาชนนี้ครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ