ธิษะณา ชุณหะวัณ ขอแจ้งสถานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต ๒ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน และเปิดการนำเสนอข้อมูล โดยเสนอร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมเพื่อแก้ปัญหาสารมลพิษและสิทธิประชาชน พร้อมทั้งกังวลเรื่องการประเมินปริมาณสารพิษโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญ จึงขอให้คณะกรรมการกำกับดูแลทำหน้าที่แทนและเสนอมาตรการสนับสนุน 4 ข้อ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๒ พรรคประชาชน
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านประธานคะ ร่างกฎหมายฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการปล่อยและเคลื่อนย้าย สารมลพิษค่ะ ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในหลายทศวรรษที่ผ่านมา กฎหมายและกลไกการจัดการสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันยังเน้นการควบคุมที่ปลายเหตุเป็นหลัก ซึ่งผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่หลายศตวรรษที่ผ่านมากฎหมายและกลไก ในปัจจุบันเป็นร่างกฎหมายที่เป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยให้ภาครัฐมีฐานข้อมูลสารมลพิษ ที่ครอบคลุมและเป็นระบบเพื่อนำไปใช้ในการประเมินสถานการณ์ วางแผนป้องกัน และจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นตั้งแต่ต้นทาง เป็นการรับรองสิทธิของ ประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญค่ะ ช่วยให้ภาคเอกชนสามารถตรวจสอบกระบวนการผลิตของตนเองได้อย่างชัดเจน รัดกุม ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจการแข่งขันทางการค้าในระยะยาวค่ะ และสอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศสตอกโฮล์มและปฏิญญาริโอเพื่อสิ่งแวดล้อม และการพัฒนา อย่างไรก็ตามดิฉันมีความกังวลว่ารายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้าย สารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมอาจจะประสบปัญหาในเชิงปฏิบัติค่ะ ในหมวด ๒ การประเมิน ปริมาณสารมลพิษซึ่งไม่มีแหล่งกำเนิดแน่นอนตามมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ จุดที่น่ากังวล ในมาตรา ๑๕ วรรคสอง ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ประเมินปริมาณการปล่อย สารพิษในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของตน การให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งไม่มีความรู้ ความสามารถด้านนี้มาอย่างโดยเฉพาะหรือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ การประเมินปริมาณ สารมลพิษซึ่งไม่มีแหล่งกำเนิดอย่างแน่นอนที่ยังไม่รู้ว่าจะมีอะไรบ้างเพราะต้องรอประกาศ จากราชกิจจานุเบกษาโดยคณะกรรมการเสียก่อน อาจจะทำให้เป็นการผลักภาระเพิ่มเติม ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นค่ะ และไม่ทราบถึงความสามารถและกำลังพลว่า จะเพียงพอหรือไม่ นอกจากนี้ในหมวด ๖ อำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา ๓๐ (๑) ส่งข้อมูลที่ได้จากการประเมินปริมาณสารมลพิษซึ่งไม่มีแหล่งกำเนิดแน่นอน ตามมาตรา ๑๕ ให้กรมควบคุมมลพิษเพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้เช่นเดียวกับ มาตรา ๑๕ ที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไม่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญโดยตรง เป็นผู้รับผิดชอบ อีกทั้งยังไม่ทราบว่ามีกำลังพลเพียงพอหรือไม่ อย่างที่ดิฉันได้กล่าวไว้ข้างต้น เป็นผู้ประเมิน อาจจะเป็นไปได้ด้วยความยากลำบากและไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีประสิทธิผล อีกทั้งอาจจะได้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง แล้วก็ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มาประเมินเอง จากปัญหา ในมาตรา ๑๕ และมาตรา ๓๐ (๑) ดิฉันเห็นว่าควรเน้นให้คณะกรรมการใช้อำนาจตามหมวด ๑ จากรายงานข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษในมาตรา ๕ (๗) ค่ะ เพื่อส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดังนี้ค่ะ ๑. คือให้จัดการอบรมให้ความรู้ ความเข้าใจ ต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกี่ยวกับอำนาจ หน้าที่ และแนวทางปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ๒. คือคณะกรรมการต้องมีการส่งเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ ความสามารถเข้าช่วยเหลือ และดำเนินการในช่วงแรกที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่มีประสบการณ์ และไม่มีความ เชี่ยวชาญในการดำเนินการทำหน้าที่ดังกล่าว ๓. ให้ผู้ระบุรับผิดชอบขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้ชัดเจนเพื่อป้องกันการเกี่ยงงานกันไปมาระหว่าง องค์กรต่าง ๆ และ ๔. ให้รับฟังปัญหาการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้จากองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นด้วยหากทำได้ตาม ๔ ข้อนี้ปัญหาในเชิงปฏิบัติก็จะลดน้อยลงค่ะ ถึงแม้ว่าดิฉัน จะมีความกังวลในทางปฏิบัติเล็กน้อย แต่ดิฉันมองว่าเป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขได้ไม่ยาก จนเกินไปค่ะ ขอเพียงคณะกรรมการทำงานอย่างมุ่งมั่น จริงจัง จริงใจ มองเห็นภาพความจริง ในทางปฏิบัติ พ.ร.บ. ฉบับนี้จะช่วยให้ประเทศของเราไม่ต้องพบเจอปัญหาสิ่งแวดล้อม จากมลพิษได้ระยะยาว การประเมินปริมาณสารมลพิษซึ่งไม่มีแหล่งกำเนิดแน่นอน มาตรา ๑๔ ให้คณะกรรมการมีอำนาจในการออกราชกิจจานุเบกษากำหนดประเภท แหล่งกำเนิด ซึ่งต้องจัดให้มีการประเมินปริมาณการปล่อยสารมลพิษตามมาตรา ๑๕ สารมลพิษชนิดซึ่งไม่มีแหล่งกำเนิดแน่นอน รวมทั้งกำหนดวิธีการวิเคราะห์ คำนวณ และประเมินปริมาณสารมลพิษดังกล่าวที่ปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม ในมาตรา ๑๕ ให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้รับผิดชอบและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเมินการปล่อย สารมลพิษแหล่งกำเนิดจากตามสารมลพิษที่กำหนดตามมาตรา ๑๔ และจัดส่งข้อมูลดังกล่าว ให้กรมควบคุมมลพิษตามมาตรา ๑๖ ภายในเดือนมีนาคมของทุกปีค่ะ แต่ในกรณีที่มีการ ปล่อยสารพิษตามวรรคหนึ่งเป็นกิจกรรมที่ไม่มีหน่วยงานใดของภาครัฐเป็นผู้รับผิดชอบ โดยตรง จึงให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ประเมินปริมาณการปล่อยสารมลพิษ ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของตน ในหมวด ๖ อำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา ๓๐ องค์กรบริหารท้องถิ่นมีหน้าที่และอำนาจ ๑. ส่งข้อมูลจากการประเมินปริมาณ สารมลพิษซึ่งไม่มีแหล่งกำเนิดแน่นอนตามมาตรา ๑๕ ให้กรมควบคุมมลพิษ ๒. นำข้อมูล การปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษที่ได้จากการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ไปประกอบการพิจารณาอนุญาตกำหนดเงื่อนไข อนุญาตการดำเนินกิจการที่อันตราย ต่อสุขภาพ ตามกฎหมายว่าด้วยสาธารณสุขในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ๓. ออกกฎข้อบัญญัติ ท้องถิ่นเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการออกใบอนุญาตและพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตการประกอบกิจการตามกฎหมายว่าด้วยสาธารณสุข เพื่อปฏิบัติตาม พระราชบัญญัตินี้ ๔. ส่งเสริม และสนับสนุนสิทธิของประชาชนในการเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษในระดับท้องถิ่น ๕. ช่วยส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบข้อมูลและการปล่อย และการเคลื่อนย้ายสารมลพิษตามพระราชบัญญัตินี้ ตามมาตรา ๒๓ เมื่อปรากฏว่า ผู้ขออนุญาตดำเนินกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข ไม่ปฏิบัติหรือละเลยการจัดทำรายงานตามพระราชบัญญัตินี้หรือไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามข้อบัญญัติของท้องถิ่น ออกตามมาตรา ๓๐/๓ ให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่ง ไม่ออกใบอนุญาต รวมทั้งพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการนั้นได้ การอุทธรณ์ เมื่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมีคำสั่งตามวรรคหนึ่งให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับการอุทธรณ์ตามกฎหมาย ว่าด้วยสาธารณสุขมาบังคับใช้โดยอนุโลม เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็น ประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนในการที่จะควบคุมมลพิษแม้ว่าในทางปฏิบัติอย่างที่ดิฉัน ได้กล่าวอาจจะมีข้อกังวลเล็กน้อย แต่ก็ขอให้คณะกรรมการมุ่งมั่น จริงจัง แล้วก็มองภาพจริง ในเชิงปฏิบัติเพื่อจะผลักดันให้ประเทศชาติของเราไม่ต้องพบเจอกับปัญหาสิ่งแวดล้อม และมลพิษในระยะยาว ขอบพระคุณค่ะ