นิติพล ผิวเหมาะ อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. การรายงานและเปิดเผยข้อมูลสารมลพิษ โดยชี้ให้เห็นปัญหาความขัดแย้งในการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างกฎหมายเฉพาะกับกฎหมายทั่วไป และยกตัวอย่างกรณีไฟไหม้โรงงานกิ่งแก้วเพื่อเรียกร้องให้กรมควบคุมมลพิษปรับใช้บทลงโทษที่รุนแรงกว่าในกฎหมายส่งเสริมรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิติพล ผิวเหมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ วันนี้ เป็นการอภิปรายเพื่อสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อย และเคลื่อนย้ายสารมลพิษของภาคประชาชน ที่มีประชาชนจำนวนกว่า ๑๑,๐๐๐ กว่าคน มาร่วมยื่นร่างฉบับนี้ และอีกร่างหนึ่งก็คือ ร่างรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารพิษ สู่สิ่งแวดล้อมของ สส. เอิร์ธ กมนทรรศน์ อยู่ข้างผมนี้นะครับ ผมอภิปรายในส่วนของ ร่างกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ ในส่วนของเนื้อหาสาระผมเริ่มต้นแบบนี้ครับ ต้องบอกว่าเรามี กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับด้านสิ่งแวดล้อมหลายฉบับอยู่เหมือนกัน ในต่างประเทศเวลาเขา ออกกฎหมาย เขาจะเริ่มจากว่ามีปัญหาเรื่องอะไร ก็จะออกกฎหมายเฉพาะในเรื่องนั้น ๆ ตามมา แล้วก็ต่อท้ายด้วยอาจจะมีการออกกฎหมายที่ครอบกันไว้ นั่นคือตัวกฎหมาย ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ในส่วนของประเทศไทย คือเรื่องปัญหาในระดับพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีปัญหา เกิดขึ้นผมจะไม่ลงในรายละเอียด เพราะว่าเพื่อนสมาชิกได้พูดไปหลากหลายหมดแล้ว ผมจะ ขออนุญาตเจาะเฉพาะในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ประเด็นการบังคับใช้กฎหมาย เป็นประเด็นหลัก ทีนี้การบังคับใช้กฎหมายในประเทศไทยมันมีความอาจจะเรียกว่า พิลึกพิลั่นในระดับงง ๆ งวย ๆ กันเลยแหละ ปีสำคัญก็คือปี ๒๕๓๕ ย้อนกลับไปดูปี ๒๕๓๕ เรามีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรงและเหมือนจะโดยตรงอีกหลายฉบับ ผมยกตัวอย่างแบบนี้เอาเป็นกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องเลย เรามี พ.ร.บ. การสาธารณสุข เรามี พ.ร.บ. โรงงาน เรามี พ.ร.บ. วัตถุอันตราย แล้วเรามี พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อม ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ ๔ ฉบับนี้เกิดขึ้นในปี ๒๕๓๕ ทั้งหมด คำถามเลยเกิดขึ้น มาว่าแล้วกฎหมายฉบับใดที่ผมพูดไปทั้งหมดคือกฎหมายเฉพาะ กฎหมายฉบับไหนคือ กฎหมายทั่วไป เพราะว่าอย่างผมเรียนกฎหมายมาเป็นนักกฎหมาย โดยหลักกฎหมายแล้ว ถ้ามันมีความขัดกันของกฎหมายให้เลือกใช้กฎหมายเฉพาะก่อน ถ้าไม่มีกฎหมายเฉพาะ ให้ปรับใช้กับกฎหมายทั่วไป สิ่งที่ผมถามในชั้นวิปในการพิจารณาของวิปฝ่ายค้านที่ผมนั่ง อยู่ด้วยผมถามกับทางกฤษฎีกา อย่างน้อย ๒ ครั้งในช่วงระยะเวลาที่ห่างกันเกือบปี ผมถาม ในคำถามเดียวกันว่า ยกตัวอย่างเช่นอย่างตัว พ.ร.บ. โรงงานกับ พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษา คุณภาพสิ่งแวดล้อม กฎหมายไหนคือกฎหมายเฉพาะ จะได้เลือกปรับบทให้มันถูกต้อง สิ่งที่ได้คำตอบมาไม่ตรงกันทั้ง ๒ ครั้ง ครั้งแรกทางกฤษฎีกาบอกว่า พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษา คุณภาพสิ่งแวดล้อม ปี ๒๕๓๕ นี่คือกฎหมายเฉพาะ พ.ร.บ. โรงงานก็เป็นกฎหมายเฉพาะ เช่นเดียวกัน ก็เกิดความงง สัปดาห์นี้วันอังคารในการประชุมวิปผมก็ถามคำถามเดิม อีกเช่นเดียวกันว่าสรุปแล้วกฎหมายไหนคือกฎหมายเฉพาะกันแน่ แต่ได้คำตอบมาว่า ตัว พ.ร.บ. ส่งเสริมเป็นกฎหมายทั่วไป ไม่เป็นอะไร แต่นี่คือปัญหาที่ผมอยากจะฝากเอาไว้ สำหรับการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการนะครับ ในส่วนที่ต้องพูดถัดไปก็คือว่าเราในส่วนของ กฎหมาย PRTR ในร่างกฎหมาย ๒ ฉบับนี้ชื่อต่างกันนิดหน่อย แต่ชื่อภาษาอังกฤษเหมือนกัน คือกฎหมาย PRTR ขออนุญาตพูดเป็นว่ากฎหมาย PRTR ก็แล้วกัน กฎหมาย PRTR ไม่ว่า จะเป็นร่างของภาคประชาชนก็ดี เป็นร่างของ สส. เอิร์ธก็ดี ผู้ที่บังคับใช้กฎหมายคือ กรมควบคุมมลพิษ นั่นหมายความว่าถ้ากฎหมาย PRTR ผ่านจากสภาไปแล้ว กรมควบคุม มลพิษจะมีกฎหมายอยู่ในมือ ๑. ก็คือ พ.ร.บ. ส่งเสริมรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ๒. ก็คือ กฎหมาย PRTR ที่จะบังคับใช้กับกรณีที่มีความเสียหายจากเรื่องสารพิษต่าง ๆ นานา ที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปหมดแล้ว สิ่งที่ผมได้บอกแบบนี้แล้วต้องฝากให้กับกรมควบคุม มลพิษจำเป็นอย่างยิ่งก็คือ ท่านต้องบังคับใช้กฎหมายที่ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด ที่ผมพูด แบบนี้มีตัวอย่างที่เห็นชัดมากที่สุด เอาแค่ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง นั่นก็คือกรณีที่มีการเกิดเหตุไฟไหม้ของโรงงานที่ซอยกิ่งแก้ว ความเสียหายมากมายมหาศาล แล้วผลของกรณีนั้นคืออะไร ถ้าเทียบกับตัวกฎหมายที่ผมยกประเด็นไปเมื่อสักครู่ก็คือ ตัวกฎหมายเฉพาะกับตัวกฎหมายทั่วไป ถ้าเราแปลความกฎหมายเฉพาะ ก็คือ พ.ร.บ. โรงงานเป็นกฎหมายเฉพาะ แต่ในขณะเดียวกัน พ.ร.บ. ส่งเสริมรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อมเป็นกฎหมายทั่วไป เขาจะไปปรับใช้กับตัว พ.ร.บ. โรงงานก่อน แล้วผลมันเกิด อะไรครับ ผมจะบอกโทษให้นะครับ โทษของ พ.ร.บ. โรงงานคือโทษสูงสุดคือจำคุก ๒ ปี ปรับ ๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่ในส่วนของ พ.ร.บ. ส่งเสริม จำคุก ๕ ปี ปรับสูงถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ข้อเท็จจริงกรณีนี้ผู้บังคับใช้กฎหมายปรับกับกรณีเหตุเกิดเพลิงไหม้ที่มีผู้เสียหายจำนวน มหาศาล ต้องอพยพต่าง ๆ นานาเยอะแยะมากมาย มูลค่าความเสียหายมากมายเหลือเกิน แต่ปรับแค่ ๒๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้เป็นประเด็นที่สำคัญมาก ๆ นะครับ ก็อยากจะฝากไว้ สำหรับกรรมาธิการว่าในการพิจารณาตัวร่าง PRTR ก็ให้บังคับและมีความชัดเจนในส่วนของ เรื่องการบังคับใช้กฎหมายอย่างแท้จริงนะครับ แล้วก็ฝากไปถึงกรมควบคุมมลพิษด้วยว่า ท่านจะมีดาบที่คมมาก ๆ แล้ว ท่านจะมีอาวุธประจำกายท่านที่ดีมาก ๆ มีกฎหมาย PRTR ที่ดีมาก ๆ แล้ว ท่านต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ ไม่อย่างนั้นแล้วความเสียหาย อย่างกรณีไฟไหม้ที่ซอยกิ่งแก้วความเสียหายมากมายมหาศาล แต่ปรับแค่ ๒๐๐,๐๐๐ บาท มันเท่ากับว่าเป็นการซื้อสิทธิในการทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยเงินไม่กี่แสนบาท ฝากให้ กรรมาธิการพิจารณาในส่วนการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดด้วยครับ ขอบพระคุณครับ