ธนาธร เสนอแก้ พ.ร.บ.การแข่งขันฯ ลดอำนาจผูกขาด เพิ่มความโปร่งใส

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๓ กันยายน ๒๕๖๘

ธนาธร โล่ห์สุนทร เสนอร่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าฉบับแก้ไขเพิ่มเติมแทนพรรคเพื่อไทย โดยวิเคราะห์ปัญหาความผูกขาดของธุรกิจไทยและเสนอแก้ไข พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดอำนาจตลาด และส่งเสริมการแข่งขันที่ยุติธรรม เขายังอภิปรายเรื่องขอบเขตอำนาจตามกฎหมายปี ๒๕๖๐ โดยเสนอให้คณะกรรมการมีอำนาจเต็มในการชี้ขาดกรณีควบรวมธุรกิจและกำหนดให้สำนักงานต้องประสานข้อมูลกับหน่วยงานกำกับเฉพาะเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม ธนาธร โล่ห์สุนทร เสนอปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการ กขค. จาก ๗ เป็น ๙ คน โดยเพิ่มสัดส่วนผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ กฎหมาย และบัญชี ลดเกณฑ์อายุขั้นต่ำเหลือ ๓๕ ปี และกำหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้องค์กรอิสระมีความโปร่งใส ยึดโยงกับประชาชนและสามารถตรวจสอบได้ ธนาธร โล่ห์สุนทร วิเคราะห์ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายธุรกิจที่ข้อมูลหายากและโทษอาญาอาจเกินความจำเป็น จึงเสนอปรับลดและเพิ่มโทษให้สมดุลในร่างแก้ไข พ.ร.บ. ปี ๒๕๖๐ โดยนำโทษอาญาออกเพื่อสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพิ่มบทลงโทษกรณีควบรวมที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือลดการแข่งขัน และปรับปรุงค่าธรรมเนียมเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกฎหมายได้ง่ายขึ้น ธนาธร โล่ห์สุนทร ชี้ให้เห็นความสอดคล้องของหลักการร่างกฎหมายระหว่างพรรคเพื่อไทยและสมาชิกอื่น ๆ โดยเน้นย้ำถึงข้อแตกต่างในรายละเอียด เช่น โครงสร้างการกำกับที่โปร่งใส การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน บทบาทของสภาองค์กรผู้บริโภค และการกำหนดโควตาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อเชิญชวนให้ผ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับปี ๒๕๖๐

นายธนาธร โล่ห์สุนทร ลำปาง

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ธนาธร โล่ห์สุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปาง พรรคเพื่อไทย ในวันนี้ ผมขอร่วมอภิปรายที่จะเป็นผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งผมขอเป็นตัวแทนของพรรคเพื่อไทยในการที่จะนำเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเป็นร่างที่แก้ไขเพิ่มเติมจากร่าง พ.ร.บ. ฉบับปี ๒๕๖๐

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ท่านประธานครับ พวกเราคงปฏิเสธไม่ได้ ว่าในธุรกิจของเมืองไทยที่ผ่านมาจะหาธุรกิจที่โดดเด่นเพิ่มขึ้นมันก็จะมีน้อยราย เพราะว่า เราจะเห็นในหลาย ๆ ธุรกิจก็จะเห็นว่า ๔ กลุ่มทุนใหญ่ในเมืองไทยมีส่วนแบ่งการตลาด เพิ่มขึ้นถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ในตลาดหุ้น หรือว่าธุรกิจใหญ่ ๕ เปอร์เซ็นต์ มีรายได้รวมกัน มากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ธุรกิจทั้งประเทศ ซึ่งถ้าหากผมจะลองยกตัวอย่างท่านก็ อาจจะเห็นว่ามีหลาย ๆ อันซึ่งเป็นชื่อที่คุ้นหู ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสะดวกซื้อ ธุรกิจ Model Trade ธุรกิจผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ หรือว่าธุรกิจให้บริการอินเทอร์เน็ตบ้าน หรือธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ตาม เป็นต้น ซึ่งการลดลงของผู้เล่นในตลาดต่าง ๆ อาจจะ มาจากหลายสาเหตุปัจจัยก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่ย่ำแย่หลังวิกฤตการณ์โควิด ซึ่งทำให้ หลาย ๆ ธุรกิจที่สายป่านสั้นมีขนาดเล็กต้องล้มเลิกลงไป รวมถึงภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอ ตัวมาตลอดเกือบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็ส่งผลให้การเติบโตของอุตสาหกรรมมีจำกัด ซึ่งการลดน้อยถอยลงของผู้เล่นในตลาดทำให้ผู้เล่นต่าง ๆ ที่อยู่ในตลาดด้านนี้ก็มีอำนาจ ตลาดสูง ทำให้ประชาชนอย่างพวกเราก็อาจจะเสียผลประโยชน์ ต้องเจอกับสินค้าที่ ราคาแพง มีคุณภาพต่ำลง รวมถึงมีบริการที่แย่ลง มีตัวเลือกให้เลือกน้อยลงด้วย แล้วก็ ไม่เป็นการผลักดันให้มีนวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นที่มาของที่ทางพรรคเพื่อไทย เสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับ ปี ๒๕๖๐ เพื่อให้ตอบโจทย์ในการที่จะทำให้การแข่งขันเป็นธรรมมากขึ้น เพราะว่าธุรกิจหลาย ๆ ธุรกิจ มีคนเก่งมากมายแต่เขาก็รู้สึกว่าไม่มีความเป็นธรรมในการแข่งขัน ซึ่งตัว พ.ร.บ. แข่งขัน ทางการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... สิ่งที่เราต้องการป้องปรามคือการใช้ความเก่งในทางที่ผิด หากผู้ประกอบการมีอำนาจเหนือตลาดหยุดการพัฒนาเมื่อไรแล้วหันมาใช้อำนาจนั้นกีดกัน ผู้เล่นรายย่อย เอาเปรียบผู้บริโภคด้วยการตั้งราคาที่ไม่เป็นธรรมก็จะทำให้พวกเรามีการ เสียประโยชน์ แล้วก็ทำให้ผู้บริโภคไม่มีทางเลือก โดยจุดประสงค์ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ต้องการที่จะมุ่งเน้นปัญหาที่เกิดขึ้นของตัว พ.ร.บ. ปี ๒๕๖๐ ซึ่งในตอนนั้นก็ได้มีการปรับปรุง แก้ไขมาอย่างเยอะมากแล้วแต่มันก็ยังไม่ตอบโจทย์ ซึ่งหากดูรายงานการประเมินผลสัมฤทธิ์ของ ตัวคณะกรรมการเอง เราก็จะพบว่าแม้จะมีเจตนาที่ดี แต่การบังคับใช้ก็ยังประสบปัญหา อยู่มากไม่ว่าจะเป็นทั้งขอบเขตอำนาจ และการบังคับใช้ต่าง ๆ ซึ่งทางพวกเราพรรคเพื่อไทย รวมถึงเพื่อนสมาชิกที่ลงชื่อร่วมกันแก้กฎหมายฉบับนี้ก็เห็นปัญหาต่าง ๆ และคิดว่ามันถึง เวลาต้องปรับปรุงแล้ว เพื่อที่จะให้ตัวคณะกรรมการ กขค. มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น แล้วก็ สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจฉบับใหม่ โดยในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ซึ่งทาง พรรคเพื่อไทยได้เสนอมาผมได้จัดหมวดหมู่ออกเป็น ๔ หมวด นั่นก็คือขอบเขตอำนาจของตัว พ.ร.บ. โครงสร้างคุณสมบัติและตัวชี้วัดของคณะกรรมการ การบังคับใช้บทลงโทษ และสุดท้าย คือค่าธรรมเนียม โดยสุดท้ายผมมองว่า ๔ หมวดหมู่นี้ก็จะเป็นการตอบโจทย์ในการที่เราจะ แก้ไขปัญหาในตัว พ.ร.บ. ปี ๒๕๖๐ ได้

ในเรื่องแรก ในเรื่องขอบเขตอำนาจ เราจะเห็นได้ว่าขอบเขตอำนาจในตัว พ.ร.บ. ปี ๒๕๖๐ ก็ได้มีการงดเว้นการกำกับในอุตสาหกรรมที่มีการกำกับเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมโทรคมนาคม หรือว่ารัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าจากปัญหาการ ควบรวมธุรกิจที่ผ่านมาในเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่เราเห็น โดยตัวคณะกรรมการไม่สามารถ ที่จะเข้าไปทำอะไรได้ ซึ่งในเรื่องเหล่านี้ในกฎหมายที่เราแก้เราก็จะทำให้ตัวคณะกรรมการ มีอำนาจเต็มในการชี้ขาดปัญหาต่าง ๆ รวมถึงถ้าหากจะทำการควบรวมก็ต้องมาขออนุญาตก่อน แล้วรวมถึงในการที่จะต้องทำสิ่งต่าง ๆ ในการต้องทำรายงานต่าง ๆ ด้วย ซึ่งเราเขียนเพิ่มเติม ในร่างนี้ให้สำนักงานต้องมีการติดต่อประสานงานข้อมูลกับหน่วยงานกำกับเฉพาะเสมอ ซึ่งหากมีการพิจารณาคดีก็ต้องส่งความเห็นต่อหน่วยงานต่าง ๆ ด้วย เพื่อให้การพิจารณาคดี เป็นธรรมแล้วก็มีประสิทธิภาพ

ในส่วนของโครงสร้างกรรมการ ในตัว พ.ร.บ. ปี ๒๕๖๐ ได้มีการกำหนด คณะกรรมการว่าต้องมี ๗ คน ซึ่งมีคุณสมบัติเกี่ยวข้องกับการดูแลธุรกิจ แต่ไม่ได้กำหนดสัดส่วน ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงตัวชี้วัดประสิทธิภาพของคณะกรรมการที่ชัดเจนนัก ในร่างของ พรรคเพื่อไทยก็ได้มีการปรับปรุงในจำนวนคณะกรรมการ โดยเพิ่มความหลากหลาย ทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิ โดยเราได้กำหนดว่าให้มีจำนวน ๙ คน โดยมีอายุขั้นต่ำให้ลดลงมาเหลือ ๓๕ ปี และได้กำหนดผู้เชี่ยวชาญว่าต้องเป็นนักเศรษฐศาสตร์อย่างน้อย ๒ ท่าน นักกฎหมาย อย่างน้อย ๒ ท่าน แล้วก็ผู้ตรวจสอบบัญชีอย่างน้อย ๑ คน เพื่อให้ความรู้กับคณะกรรมการ มีความครอบคลุมรอบด้าน มีความหลากหลายทางความคิด และรวมถึงในคณะกรรมการชุดเล็ก รวมถึงคณะกรรมการสรรหาก็ได้ถูกเพิ่มปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับ Creative Economy เข้าไปด้วย แม้ว่าคณะกรรมการ กขค. จะเป็นองค์กรอิสระ แต่องค์กรอิสระก็ต้องยึดโยงกับ ประชาชน เพราะฉะนั้นแล้วในตัวชี้วัดของเราก็ได้กำหนดขึ้นมา ๓ เรื่องด้วยกันก็คือว่า ต้องมีการสื่อสารกับตัวแทนประชาชนนั่นก็คือรัฐสภา และการสื่อสารกับประชาชนโดยตรง เพราะรายได้หรืองบประมาณของคณะกรรมการก็มาจากการจัดสรรของสภาผู้แทนราษฎร ของเรา ซึ่งหน้าที่หลักที่เพิ่มขึ้นของคณะกรรมการก็คือต้องมีการรายงานผลการตัดสิน แล้วก็ รายงานผลการดำเนินงานต่อสภาอย่างน้อย ๑ ครั้งต่อปี รวมถึงได้กำหนดจำนวนครั้งในการ เข้าประชุมเป็นตัวชี้วัด และท้ายที่สุดคณะกรรมการ กขค. ก็ต้องมีการเผยแพร่ผลการตัดสิน ฉบับเต็มต่อสาธารณะ โดยสามารถที่จะปิดข้อมูลบางอย่างได้ ซึ่งถ้าหากว่าเป็นข้อมูล ทางการค้าที่เป็นความลับได้ เพื่อให้การดำเนินงานของ กขค. โปร่งใสและถูกตรวจสอบได้ ทั้งจากสภาและประชาชน

ในส่วนของการบังคับใช้และบทลงโทษ ปัญหาหลักของการตัดสินคดี ทางธุรกิจก็คือข้อมูลนั้นหายากนะครับ เพราะว่าข้อมูลทางธุรกิจส่วนใหญ่มักเป็นความลับ การจะสืบหาข้อมูลเพื่อสิ้นสงสัยก็ทำได้ยากและใช้เวลานาน การใส่โทษทางอาญาลงไป ใน พ.ร.บ. ปี ๒๕๖๐ ผมมองว่าจะก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ ในร่างแก้ไขฉบับนี้ทางเรา ได้ปรับลด รวมถึงเพิ่มโทษในหลายมาตราให้ได้สัดส่วนมากขึ้น เช่น เพิ่มโทษในมาตราที่ คณะกรรมการลาออกแล้วไปเป็นกรรมการบริษัทเอกชนก่อนครบเวลา ๒ ปี และการเพิ่มโทษ ในกรณีการควบรวมที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงการตรวจสอบที่เข้มข้นในการควบรวมที่แม้จะ ไม่ได้ควบรวมจนก่อให้เกิดการผูกขาด แต่การควบรวมที่แม้ก่อให้เกิดการลดการแข่งขัน ในตลาดอย่างมีนัยสำคัญก็ต้องขออนุญาตก่อนด้วยเช่นกัน ส่วนโทษอาญาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แล้วก็ประสิทธิผลของการตัดสิน เราได้ตัดสินใจที่จะนำโทษอาญาออกซึ่งเป็นมาตรการ เดียวกับหลาย ๆ ประเทศในโลกใช้กัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศในสหภาพยุโรป รวมถึงได้มีการ กำหนดบทลดหย่อนโทษให้กับธุรกิจที่ยอมให้ความร่วมมือในการสอบสวนเป็นอย่างดีนะครับ โดยข้อมูลนั้นต้องช่วยลดระยะเวลาในการทำคดี แล้วก็มีความสำคัญต่อรูปคดี อย่างมีนัยสำคัญด้วยเช่นกัน

ในส่วนสุดท้ายคือในส่วนของค่าธรรมเนียม แม้ว่ากฎหมายเราจะออกแบบ มาดีเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าไม่มีคนใช้ ไม่มีคนเข้าถึง ทุกอย่างที่เราทำมาก็คงไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้นเราจึงได้ปรับปรุงตัว พ.ร.บ. แข่งขันทางการค้าให้มีประสิทธิภาพ โดยให้มี รายย่อย แล้วก็ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ รวมถึงพวกค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เราได้ปรับลด ในการใช้บริการลง ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมในการขอคัดเอกสาร โดยได้กำหนดเงื่อนไข เพิ่มเติมว่าหากเป็นประชาชนมาขอคัดก็สามารถของดเว้นค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้

ซึ่งในส่วนสุดท้ายที่ผมอยากจะกล่าวสรุปก็คือว่าร่างของพรรคเพื่อไทยกับ ร่างของเพื่อนสมาชิกที่ยื่นมาอีก ๓ ร่าง ในตัวหลักการผมคิดว่าเรามองเห็นปัญหาเหมือนกัน อาจจะมีข้อแตกต่างกันในบางประเด็น ซึ่งในส่วนของข้อแตกต่างผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า ของพรรคเพื่อไทยจะมีโครงสร้างการกำกับที่โปร่งใส เข้มแข็ง แล้วก็มีส่วนร่วมกับภาคประชาชน เพิ่มมากขึ้น โดยเราได้แก้ไขให้มีความครอบคลุมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตั้งแต่ขั้นตอนการสรรหา คณะกรรมการ โดยเราได้ให้สภาองค์กรผู้บริโภคเข้ามามีบทบาทในกระบวนการสรรหา คณะกรรมการ รวมถึงการเพิ่มคณะกรรมการสรรหาจากกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ มีการกำหนดโควตากรรมการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น ด้านนิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และบัญชี เป็นต้น ซึ่งผมมองว่าในเรื่องเหล่านี้เราทุกคนมองปัญหา เห็นพ้องต้องกันว่าควรต้องแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับ ปี ๒๕๖๐ เพราะฉะนั้นผมก็ขอ เชิญชวนเพื่อนสมาชิกร่วมกันผ่านร่างฉบับนี้ครับ ขอบคุณครับ