วรภพ วิริยะโรจน์ เสนอร่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าฉบับแก้ไข เพื่อแก้ปัญหาการผูกขาดและส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยยกตัวอย่างกรณีควบรวมกิจการที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อย วรภพ วิริยะโรจน์ เสนอให้เพิ่มอำนาจคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าให้คุ้มครองการควบรวมกิจการในทุกอุตสาหกรรมโดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อป้องกันกรณีการควบรวมที่อาจลดการแข่งขัน เช่น การควบรวมค่ายมือถือ และเรียกร้องให้มีบทบัญญัติให้คณะกรรมการมีอำนาจอนุญาตหรือไม่อนุญาตต่อการควบรวมกิจการขนาดใหญ่ วรภพ วิริยะโรจน์ เสนอขยายนิยามผู้มีอำนาจเหนือตลาดให้ครอบคลุมปัจจัยหลายมิติ เช่น การควบรวมกิจการระหว่าง CP TESCO เพื่อป้องกันความผูกขาดและคุ้มครองผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงเสนอให้ขยายการคุ้มครองการแข่งขันทางการค้าให้รวมถึงรัฐวิสาหกิจโดยไม่มีข้อยกเว้น
กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วันนี้ผมขอเป็นตัวแทนเพื่อนสมาชิกตั้งแต่คราวยังเป็นพรรคก้าวไกล จนมาเป็นพรรคประชาชน ในวันนี้ เสนอร่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เข้าสู่ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ครับ โดยหลักการก็คือการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการแข่งขัน ทางการค้า พ.ศ. ๒๕๖๐ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการส่งเสริมการแข่งขันทางการค้า การป้องกันการผูกขาด การทำงานเชิงรุกของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า รวมถึงแก้ไข ที่มาของกรรมการแข่งขันทางการค้าให้ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้นครับ เหตุและผลที่ผมจะ ขออภิปรายสนับสนุนในการยื่นเสนอร่างฉบับนี้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ครับ ท่านประธานชวนย้อนความทรงจำนิดหนึ่งครับว่าถ้าเราย้อนกลับไปดูสัก ๔ ปีที่แล้วนี้ครับ มันมีมติของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าที่อนุญาตให้มีการควบรวม CP Tesco นะครับ ในเรื่องของการควบรวม Modern Trade จาก ๓ รายใหญ่ให้เหลือ ๒ ราย ๓ ปีที่แล้วครับ มีการควบรวมกิจการระหว่าง True Dtac ที่ทำให้ผู้ประกอบการมือถือหรือค่ายมือถือของเรา จาก ๓ รายใหญ่เหลือเพียงแค่ ๒ ราย และ ๒ ปีที่แล้วก็มีการควบรวมผู้ประกอบการ Internet Broadband นะครับ AIS กับ 3 Broadband ทำให้ผู้การรายใหญ่จาก ๔ ราย เหลือเพียงแค่ ๓ ราย ซึ่งแน่นอนผลกระทบมันก็ส่งผลให้กับพวกเราทั้งผู้ประกอบการ รายย่อยและผู้บริโภคในวันนี้นะครับ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็อาจจะเป็นผลการศึกษาของ สภาองค์กรของผู้บริโภคที่ค้นพบว่าหลังจากควบรวมตัวอย่างที่มีการศึกษา คือหลังจาก ควบรวมกิจการอย่างค่ายมือถือ คุณภาพบริการอินเทอร์เน็ตต่าง ๆ ก็แย่ลงนะครับ Package ค่ายมือถือต่าง ๆ ก็แพงขึ้นมา เท่ากัน และสุดท้ายทำให้ค่าบริการรายเดือนแพงขึ้นมา ๑๓ เปอร์เซ็นต์ นี่คือผลลัพธ์ของการ ที่ประเทศไทยปล่อยให้มีการควบรวมกิจการขนาดใหญ่ส่งผลกระทบทั้งกับผู้บริโภคแล้วก็ ผู้ประกอบการรายย่อยตรงนี้ ดังนั้นมันจึงเป็นที่มาของบทพิสูจน์ว่ากฎหมายแข่งขันทางการค้า ฉบับปี ๒๕๖๐ นั้น ยังไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการที่จะให้มีการป้องกัน การผูกขาด แล้วก็ทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมขึ้นได้จริงในประเทศไทย จึงต้องมีการ แก้ไขเสนอกฎหมายฉบับนี้ และนอกเหนือจากนี้ก็ยังไม่มีการตัดสินคดีใด ๆ ที่มีนัยสำคัญ ในการที่จะคุ้มครองสิทธิของผู้ประกอบการรายย่อยและผู้บริโภครายใดเลย ไม่ว่าจะเป็นการ ละเมิดการแข่งขันการค้าต่าง ๆ ซึ่งในร่างฉบับนี้ที่ผมได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ก็จะ มีประเด็น ๖ ประเด็นใหญ่ ๆ ที่อาจจะขอไล่เรียงให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ได้สนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ครับ
ผมขอเริ่มตั้งแต่ประเด็นแรก คือการเพิ่มอำนาจคณะกรรมการแข่งขัน ทางการค้าให้คุ้มครองการควบรวมกิจการในทุกอุตสาหกรรม ไม่ได้มีข้อยกเว้นอีกต่อไปว่า ถ้ามีกฎหมายที่คุ้มครองอยู่แล้ว ก็จะอยู่นอกเหนือกฎหมายฉบับนี้ เพราะอะไร เพราะก็จะ เป็นตัวอย่างที่ผมได้เกริ่นไปว่าจะเป็นกรณีการควบรวมกิจการของค่ายมือถือจาก ๓ ราย เหลือ ๒ ราย หรือ Regulator เดิมในธุรกิจโทรคมนาคมหรือก็คือ กสทช. นั้น ได้มีการ วินิจฉัยซึ่งผมว่าเป็นคำวินิจฉัยที่เลวร้ายมากคือการบอกว่า กสทช. ไม่มีอำนาจอนุญาตที่จะ ไม่อนุญาตการควบรวมของผู้ประกอบการค่ายมือถือได้ ซึ่งนั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้เกิดการ ควบรวม True Dtac ทำให้ผู้ประกอบการค่ายมือถือจาก ๓ ราย เหลือ ๒ ราย ซึ่งถ้ามีการ ยกเว้นกฎหมายแบบนี้ไว้นั่นหมายถึงอะไร หมายถึงว่าวันนี้ถ้าผู้ประกอบการ True และ AIS ๒ ราย ที่เหลืออยู่นั้นเกิดตัดสินใจควบรวมกันขึ้นก็เท่ากับว่ามันจะไม่มีกฎหมายใดที่จะ สามารถหยุดยั้งการควบรวมกิจการของค่ายมือถือเหล่านี้ได้อีกต่อไป ดังนั้นมันจึงเป็นความ จำเป็นที่ต้องมีบทบัญญัติไว้ในกฎหมายฉบับนี้ว่าให้ครอบคลุมถึงทุกอุตสาหกรรมว่า ถ้ามันเกิดการควบรวมกิจการขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบ เกิดการแข่งขันน้อยรายเกิดขึ้น คณะกรรมาการแข่งขันทางการค้าต้องมีอำนาจในการอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เกิดการ ควบรวมเหล่านี้ได้
ประเด็นที่ ๒ มีการบัญญัติผู้มีอำนาจเหนือตลาดให้ครอบคลุมมากขึ้นครับ เพราะแน่นอนด้วยบริบทเศรษฐกิจปัจจุบันนี้มันดูไม่ได้เฉพาะส่วนแบ่งตลาดแต่เพียงอย่างเดียว มันต้องดูหลากหลายปัจจัยในหลากหลายมิติประกอบกันครับ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็จะเป็น อย่างที่ผมได้เกริ่นไปว่าการพิจารณาควบรวมกิจการระหว่าง CP TESCO ที่ไม่ควรจะดูแค่ ส่วนแบ่งตลาดแต่เพียงอย่างเดียว มันต้องดูว่าเป็นธุรกิจใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้อ หรือร้าน Modern Trade ค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่เหล่านี้ครับ การผูกขาดระดับจังหวัด ระดับพื้นที่ และดูผลของการเพิ่มอำนาจเหนือธุรกิจที่จะส่งผลเมื่อเกิดการควบคุมช่องทาง การขายทำให้เกิดความได้เปรียบในการซื้อสินค้าเข้ามาวางขาย เป็นต้น ส่งผลกระทบต่อ อำนาจการต่อรองของผู้ประกอบการรายย่อยที่จะขายสินค้าเข้าสู่ Modern Trade ต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าเราเพิ่มอำนาจให้ชัดเจนว่าการมีอำนาจเหนือตลาดนั้นหรือการเป็นผู้มีอำนาจเหนือ ตลาดไม่ได้ดูแค่ส่วนแบ่งตลาดอย่างเดียวก็จะสามารถทำให้คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า วินิจฉัยได้ครอบคลุมและคุ้มครองผู้ประกอบการรายย่อยได้มากขึ้นครับ
ข้อ ๓ ขยายการคุ้มครองแข่งขันทางการค้าให้รวมถึงรัฐวิสาหกิจด้วย ไม่ได้มี ข้อยกเว้นอีกต่อไป ซึ่งแน่นอนผมคิดว่าเรื่องของธุรกิจไฟฟ้าต่าง ๆ ก็จะสามารถทำให้ต้อง เข้ามาอยู่ในการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรมมากขึ้น แล้วคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ก็สามารถมีอำนาจกำกับในการบทบัญญัติต่าง ๆ ที่จะทำให้ไม่เกิดการแข่งขันแล้วก็ ไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการได้
ข้อที่ ๔ ก็จะเป็นเรื่องของการคุ้มครองรวมถึงธุรกิจต่างประเทศด้วยที่จะ ส่งผลกับการแข่งขันในประเทศไทย ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็จะเป็นในกรณีที่น่าจะเป็นสัก หลายปีก่อน มีการควบรวมของธุรกิจ Grab และ Uber ซึ่งแน่นอนครับ เป็นการซื้อขายหุ้น ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่การควบรวมกิจการซื้อขายกิจการเหล่านั้นมันส่งผลถึงผู้บริโภค ในประเทศไทยอย่างแน่นอนครับ ซึ่งถ้าเราไปดูในรัฐบาลต่างประเทศ รัฐบาลสิงคโปร์ รัฐบาล ฟิลิปปินส์ ก็มีการสั่งปรับ ๒ ธุรกิจนี้ที่กำลังควบรวมหรือซื้อขายหุ้นกันที่ต่างประเทศ มีมาตรการควบคุมต่าง ๆ เพื่อป้องกันการเพิ่มราคาที่เอาเปรียบผู้บริโภคตามมา แต่สิ่งเหล่านี้ กลับไม่เห็นในประเทศไทย กลับไม่เห็นในบทบาทของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า เพราะกฎหมายไม่ได้มีบทบัญญัติรับรองไว้ให้ชัดเจน
และประเด็นต่อมาก็จะเป็นเรื่องของการเพิ่มกลไกที่จะทำให้ป้องกันการใช้ การฮั้วหรือว่าการตกลงกันเพื่อเอาเปรียบผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการรายย่อยด้วยกัน ซึ่งในทางภาษาทางการก็คือบทบัญญัติ Leniency ผมพูดภาษาง่าย ๆ ก็คือเป็นคนฮั้ววงแตก ก็คือใครแจ้งเบาะแสของการฮั้วได้ก่อนคนนั้นก็สามารถได้พิจารณาลดโทษได้ เพราะการฮั้วกัน นั่นหมายถึงว่าอะไร หมายถึงว่าคนที่ฮั้วกันนั้นไม่ได้ทำเพียงรายเดียว มีการตกลงกัน ในหลาย ๆ รายเพื่อเกิดการฮั้วราคา ไม่ว่าจะตั้งราคาที่ฮั้วกันหรือตั้งราคาที่จะซื้อสินค้า ราคาถูกพิเศษหรือว่าขายแพงพิเศษนั้นเกิดการฮั้วกัน ถ้ามีบทบัญญัตินี้จะเกิดความระแวง ซึ่งกันและกันระหว่างคนฮั้ว ซึ่งทำให้ความน่าสนใจหรือความจูงใจที่จะเกิดการฮั้วกันนั้น ลดลง แล้วก็เป็นวัตถุประสงค์ของการมีบทบัญญัตินี้ไว้ในกฎหมายแข่งขันทางการค้า ซึ่งต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เป็นบทบัญญัติที่ในกฎหมายแข่งขันทางการค้าต่างประเทศ ก็ล้วนมีกันเพื่อป้องกันการฮั้วและลดเจตนาหรือลดแรงจูงใจที่จะเกิดการฮั้วกัน
ประเด็นต่อมา ประเด็นเรื่องของความโปร่งใส ท่านประธานครับ กฎหมาย ที่ผมได้เสนอฉบับนี้จะกำหนดให้ทางคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าต้องจัดทำรายงานต่อ สภาผู้แทนราษฎรโดยตรง ให้มีการตรวจสอบการทำงานโดยผู้แทนราษฎร ให้มีการ ถกเถียงกันแล้วก็ชี้กันว่าประเด็นไหนที่ยังทำงานบกพร่องในการคุ้มครองการแข่งขัน ทางการค้าโดยผู้แทนราษฎรตรงนี้ และคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าเองเมื่อมีการวินิจฉัย ประเด็นสำคัญก็จำเป็นที่จะต้องเปิดเผยคำวินิจฉัยรายบุคคลเพื่อให้สาธารณะได้เห็น ได้รับทราบว่าคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าแต่ละท่านมีความเห็นวินิจฉัยอย่างไร ในประเด็นสำคัญ ๆ ที่สาธารณชนต้องการจะทราบ
และประเด็นสุดท้าย ประเด็นข้อที่ ๖ ที่อาจจะเพิ่มขึ้นมานอกเหนือจาก ร่างอื่นที่ผมอยากนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้และเพื่อนสมาชิก คือกระบวนการ สรรหากรรมการแข่งขันทางการค้า ผมอยากเท้าความท่านประธานนิดหนึ่งครับ กฎหมาย แข่งขันทางการค้านี้จริง ๆ แล้วเรามีตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ สมัยนั้นเราให้มีเป็นฝ่ายการเมืองครับ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานคณะกรรมการ และ ครม. ก็เป็นผู้แต่งตั้ง กรรมการ พูดง่าย ๆ คือฝ่ายการเมืองแต่งตั้งได้เต็มตัว บังคับใช้มา ๑๗ ปีไม่มีคดีขึ้นสู่ศาลเลย แม้แต่คดีเดียว ก็เป็นปัญหาหนึ่งของกฎหมายตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ปี ๒๕๖๐ ก็เลยมีการแก้ไข คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า โดยให้มีปลัดและข้าราชการระดับสูง ๗ คนบวกเอกชน ๒ คนเป็นคณะกรรมการสรรหา ด้วยความคาดหวังว่าคณะกรรมการระดับสูงเหล่านี้ จะสามารถสรรหาคนดีเข้ามาเป็นกรรมการแข่งขันทางการค้าได้ ร่างปี ๒๕๖๐ ก็เลยกำหนด ให้แบบนั้น แต่ผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่เราเห็นกันผ่านมา ๖ ปีคำวินิจฉัยที่ผมคิดว่าไม่สามารถ สร้างความพึงพอใจหรือไว้วางใจกับพี่น้องประชาชนได้ ก็เลยตัดสินใจว่าควบรวม ผูกขาด มากขึ้น แต่ไม่สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งคดีต่าง ๆ ที่ไม่มีคดี ที่มีนัยสำคัญเกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งเรื่องของการกำกับแพลตฟอร์ม ดิจิทัล แพลตฟอร์ม e-Commerce ที่ล่าช้ามาจนถึงวันนี้เพิ่งจะมีการรับฟังความเห็นในการที่จะควบคุมดูแล การขึ้นค่า GP หรือว่าการที่ทำให้ไม่สามารถเลือกขนส่งได้ ก็เป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่งว่า การสรรหาโดยข้าราชการระดับสูงนั้นก็ไม่สามารถหาคนดีอย่างที่เจตนาของกฎหมายได้ จึงเป็นที่มาที่ทางผมได้เสนอว่ามันสมควรที่จะต้องมีการถ่วงดุลกัน โดยเปลี่ยนให้ คณะกรรมการสรรหานั้นเสนอชื่อโดยตัวแทนจากพรรคร่วมรัฐบาล ๒ คน เสนอโดย พรรคร่วมฝ่ายค้าน ๒ คน และให้คณะกรรมการแข่งขันทางการค้าเสนอ ๓ คน แต่ทั้งหมด จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรถึงจะไปดำรงตำแหน่งคณะกรรมการ แข่งขันทางการค้าได้ ซึ่งก็ต้องยืนยันกับท่านประธานแบบนี้ว่ากระบวนการที่ผมได้เกริ่นไปนั้น ก็มีหลากหลายตัวอย่างในหลากหลายประเทศที่เขาใช้วิธีการที่คล้าย ๆ กัน ก็คือเป็นทั้ง ฝ่ายการเมืองที่เสนอชื่อแล้วก็ให้สภาเห็นชอบ ตัวอย่างที่ผมอยากจะยกตัวอย่างให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งอียูเอง หรือว่าของประเทศญี่ปุ่นเองก็มีการให้สภาเห็นชอบคณะกรรมการ แข่งขันทางการค้าที่เป็น Regulator สำคัญในการที่จะมากำกับดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม ให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ ดังนั้นก็ยืนยันว่าในกระบวนการสรรหาก็เป็นอีกกลไกหนึ่งที่ควรจะต้องมีการพูดคุย แลกเปลี่ยนที่เห็นต่างเห็นแย้งกันได้ แต่ต้องยืนยันว่ากระบวนการที่ผ่านมานั้นมีปัญหา และไม่สามารถคุ้มครองการแข่งขันทางการค้าได้จริงให้กับระบบเศรษฐกิจไทย จึงมีความ จำเป็นที่จะต้องเสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... นี้เข้าสู่ สภาผู้แทนราษฎรให้พิจารณาได้เห็นชอบกันครับ ขอบคุณท่านประธานครับ