กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. โรงงานฉบับแก้ไขของพรรคประชาชน โดยชี้ให้เห็นปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากอุตสาหกรรมในมาบตาพุด รวมถึงเรียกร้องให้ปรับปรุงอายุใบอนุญาตโรงงาน เพิ่มอำนาจการตรวจสอบทุกเวลา และเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชนอย่างแท้จริง
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขต ๑ พรรคประชาชนค่ะ ดิฉันขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของพรรคประชาชนที่เสนอโดยท่าน สส. ชวาล พลเมืองดี และฉบับอื่น ๆ ที่เสนอในวันนี้ เพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายโรงงานที่ทันสมัย โปร่งใส และคุ้มครอง ประชาชนเกิดขึ้นได้จริงค่ะ ดิฉันขอเริ่มจากการสะท้อนภาพในพื้นที่จังหวัดระยอง โดยเฉพาะ เขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด หลังจากรัฐบาลได้เดินหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณ ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกหรือ Eastern Seaboard ตลอดระยะเวลากว่า ๔๐ ปี ประชาชน ในพื้นที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการขยายตัวของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งโรงกลั่นน้ำมัน ปิโตรเคมี โรงงานผลิตเม็ดพลาสติก โรงงานเหล็ก และโรงงาน Recycle พื้นที่นี้กลายเป็นหัวใจของเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในประเทศเรา แต่ในขณะเดียวกันก็เป็น พื้นที่ที่ประชาชนต้องอยู่กับความเสี่ยงจากมลพิษและความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ ทางอุตสาหกรรมตลอดเวลา ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาพื้นที่มาบตาพุดต้องเผชิญกับเหตุการณ์ ที่กระทบทั้งความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนหลายครั้งหลายคราว ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ไฟไหม้ถังเก็บสารเคมี เหตุการณ์โรงงานระเบิด รวมไปถึงเหตุการณ์ น้ำมันดิบรั่วไหลลงทะเล ๒ ครั้ง ในปี ๒๕๕๖ และปี ๒๕๖๕ เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่ สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อม แต่ยังทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว ขาดความเชื่อมั่น และต้องเผชิญกับผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวด้วย นอกจากนั้น ประชาชนในพื้นที่ยังต้องเจอกับปัญหาเรื้อรังอีกหลายอย่างนะคะ อย่างเช่น ปัญหา กลิ่นสารเคมีในยามค่ำคืน น้ำเสียจากโรงงานไหลลงคลอง ไหลลงทะเล การลักลอบ นำกากอุตสาหกรรมในพื้นที่อื่น ๆ มาฝังกลบ ปัญหาค่าฝุ่น PM2.5 PM10 และการตรวจพบ สาร VOCs ในอากาศเกินค่ามาตรฐาน เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ปัญหาเหล่านี้ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง นั่นก็คือ พ.ร.บ. โรงงานในปัจจุบันที่มีการแก้ไขในปี ๒๕๖๒ ได้เปิดช่องว่างให้โรงงาน ได้ใบอนุญาตเพียงครั้งเดียวและใช้ได้ตลอดไปโดยที่ไม่มีวันหมดอายุ ซึ่งต่างจากเดิมที่จะต้อง มีการต่อใบอนุญาตทุก ๆ ๕ ปี การที่ไม่ต้องต่ออายุถือเป็นการเปิดทางให้โรงงานเดิม ๆ สามารถทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่ถูกทบทวนเงื่อนไข หรือมาตรการควบคุมอย่างจริงจัง ท่านประธานคะ ในหลาย ๆ กรณีกว่าเราจะได้รู้ว่าผู้ประกอบการทำผิดกฎหมายมาหลายปี หลายครั้งหลายคราว กว่าเราจะรู้ก็เมื่อได้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงและเป็นข่าวใหญ่ไปแล้ว บางเคสมีการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน บางเคสมีกระบวนการผลิตที่ไม่สอดคล้องกับอีไอเอ สุดท้ายก่อให้เกิดอุบัติเหตุสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน นอกจากนั้นยังมีโรงงาน ที่สร้างผลกระทบกับชุมชน เช่น มีการปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำ มีการเผาก๊าซส่วนเกิน ผ่านหอเผาในปริมาณที่มากเกินค่ามาตรฐานกำหนด ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อชุมชน ที่อยู่อาศัยในพื้นที่อย่างต่อเนื่องตลอดหลายสิบปีค่ะ โดยร่าง พ.ร.บ. โรงงานของฉบับ พรรคประชาชนที่เสนอแก้ไขจุดบกพร่อง จุดอ่อนเหล่านี้ได้กำหนดให้ใบอนุญาตโรงงานมีอายุ ๔ ปีสำหรับโรงงานทั่วไป และ ๒ ปีสำหรับโรงงานอันตราย พร้อมกับบังคับให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนเพื่อให้ทำประชามติหากเป็นโรงงานอันตราย เป็นการรับรองสิทธิ ของชุมชนให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจตั้งแต่ต้น ดิฉันเห็นว่าการที่โรงงานต้องต่อใบอนุญาต ทุก ๔ ปี หรือ ๒ ปี ก็จะทำให้หน่วยงานที่กำกับดูแลได้มีโอกาสตรวจสอบสภาพโรงงาน ตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย และระบบจัดการมลพิษอย่างละเอียด ก่อนที่จะมีการ ต่อใบอนุญาตให้กับโรงงานนั้น ๆ หากพบว่ามีการละเมิดกฎหมาย มีการปล่อยน้ำเสีย เกินค่ามาตรฐาน ปล่อยควันพิษ ปล่อยกลิ่นรบกวนชุมชน หรือพบปัญหาอื่น ๆ เราก็สามารถ กำหนดเงื่อนไขในการต่อใบอนุญาตให้เข้มข้นและเข้มงวดมากขึ้น หรือแม้กระทั่งปฏิเสธ การต่อใบอนุญาตนั้นได้ทันที เพื่อเป็นการตัดวงจรการทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีกของโรงงาน ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงแล้วทำให้ผู้ประกอบการได้ตระหนักว่าจะต้องรักษา มาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแค่ระหว่างที่เปิดกิจการ ใหม่ ๆ เท่านั้น อีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นนอกจากอำนาจของเจ้าหน้าที่ของอุตสาหกรรมจังหวัด และกรมโรงงานได้ถูกจำกัดไว้เฉพาะช่วงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์ละเมิดกฎหมายหรือว่าฝ่าฝืนข้อบังคับต่าง ๆ ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในเวลา กลางคืน ซึ่ง พ.ร.บ. โรงงานฉบับนี้ก็ได้มีการกำหนดให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบ โรงงานได้ทุกเวลาเมื่อมีเหตุอันสงสัยหรือมีกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้การตอบสนองต่อเหตุร้าย สามารถทำได้ทันท่วงทีค่ะ แล้วนอกจากนั้น พ.ร.บ. โรงงานฉบับแก้ไขนี้ยังเพิ่มระบบการรายงานข้อมูลการปล่อยมลพิษ และการเคลื่อนย้ายของเสีย และเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้ชุมชน สามารถติดตามและใช้ข้อมูลในการป้องกันตนเอง รวมทั้งกำหนดให้เจ้าของกากอุตสาหกรรม ต่าง ๆ ต้องรับผิดชอบ จนกว่าจะกำจัดเสร็จสิ้นแล้วเปิดทางให้รัฐสามารถฟ้อง เรียกค่าเสียหายได้เต็มจำนวนเพื่อให้ผู้ก่อมลพิษจะต้องรับผิดชอบจริง แทนที่จะผลักภาระนั้น ให้กับชุมชน ที่ผ่านมาเราเห็นได้ชัดว่าพระราชบัญญัติโรงงานฉบับเดิมไม่สามารถป้องกัน แล้วก็จัดการความเสี่ยงให้ทันต่อสถานการณ์จริงได้ การแก้ไขร่างพระราชบัญญัติโรงงาน ในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะปิดช่องโหว่ของกฎหมายเดิม และยกระดับมาตรการป้องกัน และควบคุมให้เข้มแข็ง โปร่งใส และเพิ่มการมีส่วนร่วมจากประชาชนอันจะนำไปสู่ การลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและมลพิษทางอุตสาหกรรม คุ้มครองสิทธิและความปลอดภัย ของประชาชนอย่างแท้จริง ดิฉันจึงขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติโรงงานฉบับ พรรคประชาชนและร่างอื่น ๆ ที่นำเสนอ เพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายโรงงานที่ทันสมัย และตอบสนองต่อสภาพปัญหาในปัจจุบัน ขอบพระคุณค่ะ