วรภพ เสนอแก้ พ.ร.บ. โรงงาน เพิ่มนิยามอันตราย-เปิดให้ชุมชนตรวจสอบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๓ กันยายน ๒๕๖๘

วรภพ วิริยะโรจน์ อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. โรงงาน โดยเน้นย้ำความสำคัญของอุตสาหกรรมต่อเศรษฐกิจไทย และเสนอให้แก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มนิยามโรงงานอันตรายพร้อมมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น เพื่อสร้างความยั่งยืนและความยอมรับจากชุมชน วรภพ วิริยะโรจน์ เสนอแนะปรับปรุง พ.ร.บ. โรงงาน โดยเน้นประเด็นสำคัญ ๓ ข้อ ได้แก่ การกำหนดให้โรงงานอันตรายต้องซื้อประกันภัยเพื่อชดเชยความเสียหายโดยไม่ต้องรอคำพิพากษา, การเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมตรวจสอบโรงงานเมื่อมีการร้องเรียน และข้อกำหนดระยะเวลาใบอนุญาตโรงงานที่ควรสั้นลงพร้อมการตรวจสอบประจำปี วรภพ วิริยะโรจน์ เสนอให้โรงงานปล่อยสารมลพิษและกำจัดขยะอุตสาหกรรมต้องเปิดเผยข้อมูลต่อชุมชน และเสนอแนะว่าควรเพิ่มบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ. โรงงาน เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนเจ้าหน้าที่รัฐ

นายวรภพ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ ก็ขอร่วมอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติโรงงานในสภาในวาระนี้ครับ ซึ่งก่อนอื่น ผมอยากจะเกริ่นให้ท่านประธานอธิบายความสำคัญของ พ.ร.บ. นี้แบบนี้ว่าประเทศไทย เรามีจำนวนโรงงานทั้งหมด ๗๓,๐๐๐ โรงงาน มีการจ้างงานทั้งหมด ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ดังนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าอุตสาหกรรมเป็นความสำคัญของเศรษฐกิจไทย แล้วก็เป็นสัดส่วนที่ใหญ่ ในการจ้างงานสร้างรายได้ให้กับคนไทย แต่ผมคิดว่าถ้าจะพัฒนาเศรษฐกิจต่อจากนี้ไป ถ้าเรายังปล่อยให้พัฒนาอุตสาหกรรมเป็นแบบนี้ต่อไปมันไม่มีความยั่งยืน เพราะมันขาด ความยอมรับจากชุมชน จากประชาชน ดังนั้นถ้าเราอยากจะเห็นเศรษฐกิจไทยมีความ ก้าวหน้า อุตสาหกรรมเติบโตไปได้มากกว่านี้ครับ มันจึงมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติโรงงานให้ชุมชนให้ประชาชนเองมีการยอมรับในการเติบโตของ อุตสาหกรรมควบคู่กันไปด้วยครับ ซึ่งแน่นอนที่ผ่านมาปัญหาที่เกิดขึ้นที่ทำไมถึงประชาชน ไม่ยอมรับ มันหนีไม่พ้นคือการบังคับใช้กฎหมาย การตรวจสอบ การกำกับ ดูแลของภาครัฐ ซึ่งจากกฎหมาย พ.ร.บ. โรงงานฉบับที่ผ่านมานี้เองครับ ซึ่งในทั้ง ๓ ร่าง โดยเฉพาะที่ ท่าน สส. ชวาลเพื่อนสมาชิกของผมได้เสนอไปก็ได้มีความพยายามที่จะแก้ไขปรับปรุง ในสาระสำคัญของการตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้เกิดความยั่งยืน เพื่อให้เกิด ความสบายใจ การยอมรับจากชุมชนอยู่ ๔ ประเด็นใหญ่ ๆ ผมอยากจะเกริ่นอย่างนี้ครับ

ประเด็นแรกที่อยากจะเกริ่นก็คือผมคิดว่าการเพิ่มนิยามโรงงานอันตราย ขึ้นมามันคือจุดสำคัญครับ เพื่อให้แยกขึ้นมาว่าโรงงานที่จะสามารถสร้างผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม สร้างผลกระทบต่อชีวิตประชาชน ก็จัดอยู่ในหมวดหมู่โรงงานที่เป็นอันตราย แล้วก็ให้มีมาตรการกำกับพิเศษเพิ่มเติมขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นว่าจะต้องมีการรายงานวัตถุดิบ รายเดือนเข้ามาให้กับหน่วยงานภาครัฐ ให้กับประชาชนได้ตรวจสอบว่าวัตถุดิบอะไรที่จะ สามารถก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือผลกระทบต่อชีวิตของชุมชนรอบ ๆ ก็ต้อง มีการรายงานแจ้งเข้ามา อันนี้คือประเด็นใหญ่ที่ ๑

ประเด็นใหญ่ต่อมาที่ ๒ ก็คือโรงงานอันตรายกลุ่มนี้จะต้องมีการซื้อประกันภัย เพื่อให้เป็นหลักประกันให้กับชุมชนแล้วก็พี่น้องประชาชนในรอบ ๆ โรงงานอันตรายนั้น ๆ ได้เกิดความสบายใจว่าถ้ามันเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นแน่นอนที่ทั้งตั้งใจ บกพร่อง หรือประมาท อะไรก็แล้วแต่ ชุมชนเขาจะได้รับการเยียวยาหรือได้รับชดเชยผลกระทบความเสียหาย ที่เกิดขึ้นตรงนี้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงขั้นเป็นคดีความหรือรอคำพิพากษา ซึ่งสุดท้ายแล้ว ก็เป็นอย่างที่เราเห็นกันอยู่ว่ามันเป็นเพียงแค่กระดาษแผ่นเดียวที่ทางประชาชนและชุมชนนั้น ไม่ได้รับการชดเชยอะไรเลย หรือต่อให้ไม่ได้รับการชดเชยนั้นก็ยังเป็นภาษีของพวกเราทุกคนอีก ที่ต้องมาตามจ่ายตามเยียวยาให้กับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นจากโรงงานอันตรายกลุ่มนี้ ดังนั้นการกำหนดนิยามให้ชัดเจนและกำหนดให้มีการซื้อประกันภัยนั้นจึงเป็นคำตอบ ที่ถูกต้องที่สุด ทั้งชุมชน ประชาชนรอบ ๆ และสำหรับภาษีของพวกเราทุกคนด้วย อันนี้ เป็นประเด็นแรกที่อยากจะสนับสนุนใน พ.ร.บ. โรงงานครับ

ประเด็นที่ ๒ ในกฎหมายของ พ.ร.บ. โรงงานนั้นก็มีการกำหนดว่า เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐจำเป็นต้องไปตรวจสอบในโรงงานเมื่อมีการร้องเรียนนั้นประชาชนในชุมชน รอบ ๆ หรือว่าแม้กระทั่งผู้ร้องเรียนก็สามารถเข้าไปตรวจสอบร่วมกันกับเจ้าหน้าที่รัฐได้ ผมคิดว่านี่เป็นวิธีการที่เรียบง่ายที่สุดที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่รอบ ๆ โรงงาน เพราะได้เข้าไปเห็นกับตาตัวเองว่ามีการปรับปรุงแก้ไข มีข้อบกพร่องอะไร แล้วทำให้เกิด การยอมรับ แล้วก็สามารถกลับมาหาข้อยุติแล้วให้โรงงานนั้นสามารถกลับมาดำเนินการ และพัฒนาสร้างอุตสาหกรรมต่อไปได้

ประเด็นที่ ๓ กำหนดให้มีใบอนุญาตโรงงาน ถ้าเป็นโรงงานปกติคือใบอนุญาต ๔ ปี ถ้าเป็นโรงงานอันตรายก็ให้มีกำหนด ๒ ปี แต่ว่าต้องมีการตรวจสอบทุก ๆ ๑ ปี ผมคิดว่า การมีใบอนุญาตโรงงานนั้นมันจะทำให้เกิดกระบวนการพิจารณาต่ออนุญาต แล้วก็ทำให้เกิด การตรวจสอบแล้วทำให้พี่น้องประชาชนในชุมชนรอบ ๆ นั้นก็มีความสบายใจตามมาด้วย

ประเด็นที่ ๔ กำหนดให้โรงงานที่ต้องมีการปล่อยสารมลพิษหรือว่าการกำจัด ขยะอุตสาหกรรมต่าง ๆ ก็ต้องมีการรายงานออกมา และเปิดเผยข้อมูลนี้ให้พี่น้องประชาชน ให้ชุมชนรอบ ๆ รับทราบเป็นที่ทั่วกันว่ามีการปล่อยมลพิษมากน้อยแค่ไหน สารพิษตัวใดบ้าง มีการกำจัดขยะอุตสาหกรรมใดบ้าง จำนวนเท่าไรบ้าง และวิธีการอะไรบ้าง นี่คือวิธีการ ที่ได้รับการยอมรับจากพี่น้องประชาชนรอบ ๆ ให้อุตสาหกรรมและประชาชนพัฒนาไป ควบคู่กันได้ครับ

แต่สิ่งที่ผมเสียดายที่สุดที่ไม่ได้อยู่ใน ๓ ร่างฉบับนี้ เพราะมันเป็นเรื่องของ ร่างการเงินก็คือการที่จะทำให้การเพิ่มการบังคับใช้กฎหมายด้วยการให้บทบาทขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาช่วยดูแลบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ. โรงงานมากขึ้น ท่านประธาน อาจจะยังไม่ทราบประเทศไทยเรามีแผนการกระจายอำนาจ ฉบับที่ ๑ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ ฉบับที่ ๒ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ จริง ๆ ก็ตั้งใจจะให้ท้องถิ่นเข้ามากำกับดูแลโรงงาน ตั้งแต่ประเภท ๑ ประเภท ๒ และประเภท ๓ ด้วย แต่ผ่านมา ๑๐ กว่าปี ๑๗ ปีก็ยังไม่มีการถ่ายโอนตรงนี้ มาให้ท้องถิ่น ดังนั้นการบังคับใช้กฎหมายมันจึงเป็นปัญหาอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ เพราะว่า อาศัยเพียงแค่เจ้าหน้าที่ของกรมโรงงาน หรือของกระทรวงอุตสาหกรรมเท่าที่ผมเห็นข้อมูลมา เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมมีเพียงแค่ ๓๐๐ กว่าคนเท่านั้นจากโรงงาน ๗๐,๐๐๐ กว่าคน ให้แต่ละคนตรวจวันละ ๑ โรงยังทำไม่ได้เลย นี่คือปัญหาของการบังคับใช้ ถ้าเราเพิ่มบทบาท ให้กับท้องถิ่นเข้าไปมีหน้าที่ในการตรวจสอบ กำกับ ดูแลโรงงานมากขึ้น ความไว้เนื้อเชื่อใจ การตรวจสอบดูแลมันก็จะเพิ่มขึ้นตาม และสุดท้ายก็จะเกิดความยั่งยืนและการพัฒนา อุตสาหกรรมควบคู่ไปกับการยอมรับจากประชาชนและชุมชน ขอบคุณครับท่านประธาน