ชวาล พลเมืองดี เสนอร่างพระราชบัญญัติโรงงานโดยชี้ให้เห็นปัญหาการกำกับดูแลอุตสาหกรรมที่ไม่มีประสิทธิภาพและเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายปัจจุบัน ชวาล พลเมืองดี วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ. โรงงานที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกใบอนุญาตและกำกับดูแล โดยเสนอให้เพิ่มสิทธิชุมชนในการรับฟังความคิดเห็น ออกเสียงประชามติ และร่วมตรวจสอบโรงงาน เพื่อแก้ปัญหาการจัดตั้งโรงงานที่ไม่เหมาะสม ชวาล พลเมืองดี ชี้ปัญหาการตรวจสอบโรงงานที่ขาดความเข้มงวดภายใต้ พ.ร.บ. โรงงานฉบับปัจจุบัน และเสนอให้เพิ่มนิยาม "โรงงานอันตราย" เพื่อแยกประเภทและกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ ชวาล พลเมืองดี เสนอมาตรการควบคุมโรงงานทั้งอันตรายและทั่วไป โดยกำหนดให้รายงานวัตถุดิบรายเดือนต่อใบอนุญาตทุก ๒-๔ ปี และต้องปรับปรุงให้ได้มาตรฐานก่อนต่อใบอนุญาต รวมถึงเพิ่มอำนาจเจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ทุกเวลาและขยายโอกาสให้ชุมชนร่วมตรวจสอบ ชวาล พลเมืองดี เสนอแก้ไข พ.ร.บ. โรงงาน โดยเรียกร้องให้ปรับปรุงโทษทางปกครองและยุติธรรม เพิ่มความผิดทางแพ่ง กำหนดให้โรงงานทำประกันภัย และกำหนดมาตรฐานการรับผิดชอบต่อชุมชน เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ปนเปื้อนกากอุตสาหกรรม ชวาล พลเมืองดี เสนอหลักการแก้ไขพระราชบัญญัติโรงงาน 3 ประการ ได้แก่ การมีส่วนร่วมของประชาชน การตรวจสอบเข้มงวด และมาตรการรองรับปัญหา เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชุมชน และสุขภาพของประชาชน
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชวาล พลเมืองดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๓ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ วันนี้เป็นวันที่ผมเฝ้ารอมานานที่จะมาร่วมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโรงงานร่วมกันกับ เพื่อนสมาชิก เพราะที่ผ่านมาตามที่เราได้เห็นตามหน้าสื่อในหลาย ๆ เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับ การกระทำความผิดของผู้ประกอบกิจการโรงงานที่ขาดความรับผิดชอบ ไม่ยึดหลักธรรมาภิบาล ในการประกอบกิจการซึ่งก็สะท้อนให้เห็นแล้วว่า พ.ร.บ. โรงงานฉบับนี้ยังไม่มีประสิทธิภาพ มากพอที่จะกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรมได้ ซึ่งผมก็จะขอสรุปปัญหาของพระราชบัญญัติ โรงงานฉบับปัจจุบันไว้ ๓ เรื่องดังนี้ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ปัญหาแรกการที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ขาดการ มีส่วนร่วมของภาคประชาชนต่อการพิจารณาออกใบอนุญาต และการกำกับ ดูแล ติดตาม ตรวจสอบโรงงาน โดยถ้าท่านประธานเปิดเข้าไปดู พ.ร.บ. ฉบับปัจจุบันที่มีอยู่มากกว่า ๖๘ มาตรา ก็จะพบว่าไม่มีบทบัญญัติที่ให้อำนาจประชาชนในการกำหนดว่าจะเอา หรือไม่เอา โรงงานอันตรายที่จะเข้ามาอยู่ในชุมชนของเขาเลยแม้แต่บทบัญญัติเดียว ไม่มีบทบัญญัติ ที่กำหนดให้ว่าต้องรับฟังเสียงประชาชนเวลาที่จะพิจารณาออกใบอนุญาตเลย รวมถึงไม่มี บทบัญญัติที่จะให้ชุมชน หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีสิทธิเข้าไปร่วมตรวจสอบกับพนักงาน เจ้าหน้าที่ด้วย นั่นทำให้เราเห็นภาพการออกมาเรียกร้อง การออกมาประท้วงของชาวบ้าน ออกมาคัดค้านการตั้งโรงงานที่จะเข้ามาสร้างผลกระทบในพื้นที่ของเขา ทั้ง ๆ ที่เขาควรจะ มีสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และร่วมกันตัดสินใจว่าจะเอาโรงงานใดเข้ามาอยู่ในพื้นที่ ของตนเอง เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็สะท้อนให้เห็นแล้วว่าพอเราไม่ได้ให้ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วม ไม่ให้อำนาจแก่ชุมชนในการเข้ามากำหนดทิศทาง รวมไปถึงไม่ให้สิทธิ เขาเข้ามาร่วมตรวจสอบและกำกับดูแล ผลที่ได้มานั้นก็คือโรงงานก็อยู่กระจัดกระจาย เต็มไปหมดทั่วประเทศ ไม่มีการจัด Zoning ที่ชัดเจน โรงหลอมที่ปล่อยไอกรดก็ดันไปตั้งอยู่ ข้างโรงงาน โรงขยะก็ดันไปตั้งอยู่ในพื้นที่การเกษตร หรือไปตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ไม่ควรจะไปตั้ง ซึ่งชาวบ้านก็ไม่มีอำนาจ ไม่มีสิทธิที่จะไปทำอะไรได้ นี่คือปัญหาเรื่องของการ ขาดการมีส่วนร่วม ถามว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับพรรคประชาชนนี้เราจะเข้าไปส่งเสริมการมี ส่วนร่วมที่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับปัจจุบันขาดหายไปได้อย่างไร สิ่งที่เราจะเข้าไปเพิ่มใน พ.ร.บ. โรงงานก็มีดังนี้ ๑. เราได้กำหนดให้ผู้มีอำนาจออกใบอนุญาต และโรงงานที่ขอใบอนุญาต จะต้องให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างทั่วถึง โดยในกรณีที่เป็นการขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานอันตราย ผู้อนุญาตจะต้องมีการให้ รับฟังความคิดเห็น และจัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนในพื้นที่ หรือผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียด้วย และเมื่อมีข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ ข้อกังวลของที่ประชุมที่รับฟังความคิดเห็น ก็สามารถกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานจะต้องปฏิบัติเป็นพิเศษในใบอนุญาต ด้วยก็ได้ ๒. กำหนดให้ต้องแสดงข้อมูลใบอนุญาตไว้ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อง่ายต่อการ ตรวจสอบของภาคประชาชน ๓. กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานมีหน้าที่ต้องทำรายงาน การผลิต การมีไว้ในครอบครอง ปล่อยหรือเคลื่อนย้ายออกสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งมลพิษที่ปรากฏ หรือที่เราเรียกว่าหลักการ PRTR โดยให้รายงานต่อปลัดกระทรวงเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะ ให้รับทราบ เพื่อง่ายต่อการที่ประชาชนทั่วไปจะเข้าไปตรวจสอบ ๔. เราได้เพิ่มสิทธิของ ประชาชนในการเข้าร่วมตรวจสอบโรงงานร่วมกันกับเจ้าหน้าที่รัฐในฐานะที่เขาเป็นผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย และผู้เฝ้าระวัง หรือภาคีตรวจสอบควบคู่ไปกับหน่วยงานรัฐ และนี่คือหลักการที่เรา ได้เพิ่มเข้าไปเพื่อช่วยแก้ปัญหาการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ พ.ร.บ. ฉบับปัจจุบัน ยังขาดหายไป
ปัญหาต่อมาของ พ.ร.บ. ฉบับปัจจุบัน ก็คือปัญหาที่ขาดการตรวจสอบ อย่างเข้มงวด เพราะในช่วงรัฐบาล คสช. ที่ผ่านมาได้ผ่านร่างแก้ไข พ.ร.บ. โรงงานทั้งสิ้น ๒ ฉบับ แต่มีฉบับหนึ่งที่มีลักษณะเป็นการผ่อนปรนความเข้มงวดในการตรวจสอบโรงงาน ฉบับที่ว่านั่นก็คือ พ.ร.บ. โรงงาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่ได้ไปยกเลิกการต่ออายุใบอนุญาต จากเดิมที่ต้องต่ออายุ และตรวจสภาพโรงงานทุก ๕ ปี แต่หลังจากที่กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ ก็ทำให้เอกชนไม่จำเป็นต้องมาขอใบอนุญาตอีกแล้ว นั่นหมายความว่าอะไรครับ หมายความว่าเมื่อผู้ประกอบการได้รับใบอนุญาตไปแล้วก็จะเสมือนเป็นใบอนุญาตตลอดชีวิต จากเดิมที่ต้องตรวจสภาพโรงงานทุก ๕ ปีกลับกลายเป็นว่าไม่ต้องตรวจอีกแล้ว เจ้าของ โรงงานนึกอยากทำอะไรในโรงงานก็ทำได้เลยไม่มีใครรู้ เพราะไม่มีการเข้าไปตรวจสอบ แต่กว่าจะรู้ก็ต่อเมื่อเรื่องร้องเรียนของผู้ประกอบกิจการโรงงาน ชาวบ้านได้รับสารเคมี สารพิษที่โรงงานปล่อยออกมา พอจะเข้าไปตรวจสอบอีกทีก็พบว่าโรงงานที่เคยได้ขออนุญาตไว้ ก็ได้เปลี่ยนสภาพกลายเป็นนรกบนดินไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างที่ตำบลคลองกิ่ว เคสนี้เคสเดียวผมสามารถพูดได้ในหลายวาระ เจ้าหน้าที่ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าโรงงานที่เขา อนุญาตไปจะไปทำผิดวัตถุประสงค์ ผิดประเภทที่ได้รับอนุญาตขอตั้งโรงงานประเภทหนึ่ง แต่กลับไปประกอบกิจการอีกประเภทหนึ่ง โดยกว่าจะรู้ก็จากการที่ชาวบ้านร้องเรียนเข้ามา พอเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจสิ่งที่พบนอกจากการประกอบกิจการผิดประเภทแล้ว ก็พบว่า โรงงานยังเต็มไปด้วยขยะ วัตถุอันตราย สารเคมี กากของเสีย รวมไปถึงการลักลอบฝังกลบ กากอุตสาหกรรม ลงบนที่ดินภายในโรงงานด้วย นั่นเป็นเพราะว่าเรามีปัญหาในเรื่องของการ เข้มข้นในการตรวจสอบและกำกับดูแลโรงงาน และนี่คือสิ่งที่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับปัจจุบันนี้ มีปัญหา เราจึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบโรงงานไปในร่าง พ.ร.บ. ดังนี้
๑. เพิ่มคำนิยามคำว่า โรงงานอันตรายลงไปใน พ.ร.บ. เพื่อแยกโรงงาน อันตรายที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกาย ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมออกมาโดยเฉพาะเพื่อให้ง่ายต่อการกำกับ ดูแล
๒. กำหนดให้โรงงานอันตรายต้องรายงานที่มาที่ไปของวัตถุดิบที่ใช้ในการ ทำการผลิตเป็นประจำในทุกเดือน
๓. กำหนดให้โรงงานทั่วไปต้องต่อใบอนุญาตทุก ๔ ปี และโรงงานอันตราย ต้องต่อใบอนุญาตทุก ๒ ปีที่จะต้องให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องปรับปรุงดูแลให้ได้ มาตรฐานก่อนที่จะมีการต่อใบอนุญาต
๔. เราได้กำหนดว่าหลังจากการแจ้งประกอบการ ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจ โรงงานอีกครั้งเมื่อครบกำหนด ๖ เดือนเพื่อตรวจสอบว่าโรงงานได้ประกอบกิจการตรงตาม ที่ได้ขออนุญาตไปหรือไม่ รวมไปถึงให้เจ้าหน้าที่และชุมชนเข้าไปตรวจโรงงานอันตรายได้ ทุก ๑ ปี
๕. ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปในโรงงานได้ตลอดเวลา จากเดิมที่ กำหนดให้เฉพาะเวลาพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกเพียงเท่านั้น
๖. รวมไปถึงเพิ่มแรงจูงใจในการผ่าน ลดค่าธรรมเนียมประกอบกิจการโรงงาน สำหรับโรงงานที่ต้องการย้ายเข้าไปอยู่ในนิคมเพื่อส่งเสริมการจัด Zoning อย่างเป็นระบบ
๗. กำหนดให้โรงงานต้องแสดงเลขที่ใบอนุญาตไว้หน้าโรงงานเพื่อง่ายต่อการ ตรวจสอบว่าโรงงานไหนเถื่อน โรงงานไหนไม่เถื่อน และนี่คือสิ่งที่เราต้องการเห็น และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบกำกับดูแลโรงงานที่มากขึ้นกว่าเดิมครับ
และปัญหาสุดท้ายของ พ.ร.บ. โรงงานฉบับปัจจุบันก็คือปัญหาเรื่องของ การขาดมาตรการการปรับ และโทษการกระทำความผิดก็ดันน้อยเกินไปจนเพิ่มแรงจูงใจ ให้เกิดการกระทำความผิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือผู้กระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นการตั้งโรงงาน โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการตั้งโรงงานแล้วไปสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น ฝ่าฝืนมาตรฐาน ของรัฐที่ตั้งไว้ รัฐกลับทำได้เพียงแค่ส่งเปรียบเทียบปรับแล้วก็ปล่อยตัวไป สุดท้ายก็กลับไปทำ เหมือนเดิม อยู่แบบเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยที่จะหยุดการกระทำความผิดเลย หยุดปล่อยมลพิษ หรือหยุดประกอบกิจการที่ไม่ได้รับใบอนุญาตเลย แล้วพอเมื่อเกิดความ เสียหายก็ต้องเอาเงินงบประมาณของประเทศ เงินภาษีของประชาชนมาจัดการ ตัวอย่างเช่น โรงงานวิน โพรเสสที่จังหวัดระยอง หรือที่อื่น ๆ ทั่วประเทศไทยที่ทำให้ปัจจุบันนี้ประเทศเรา เต็มไปด้วยพื้นที่ปนเปื้อนกากอุตสาหกรรมที่ต้องรอคอยงบประมาณมาจัดการกว่าร้อย ๆ พื้นที่ ทีนี้สิ่งที่เราจะเข้าไปเพิ่มเพื่อแก้ปัญหาในส่วนนี้ก็คือ
๑. ปรับปรุงกำหนดโทษใหม่ในหลาย ๆ ประเด็นที่มีการฝ่าฝืนเพื่อนำความผิด มาดำเนินคดีตามกระบวนการศาลยุติธรรม จากเดิมที่ส่งแต่เปรียบเทียบปรับอยู่อย่างเดียว รวมไปถึงกำหนดให้ผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรการประกอบกิจการโรงงานต้องถูกปรับโทษทางปกครอง ตามเปอร์เซ็นต์ของรายได้ในปีนั้น
๒. เพิ่มความผิดทางแพ่งเพื่อให้โรงงานมีหน้าที่รับผิดชอบเยียวยาปัญหา ผลกระทบที่เกิดขึ้นมากขึ้น
๓. กำหนดให้โรงงานต้องทำประกันภัยไว้สำหรับกรณีที่เกิดความเสียหาย ให้กับบุคคลภายนอกหรือทรัพยากรของประเทศชาติ
๔. กำหนดมาตรฐาน วิธีการรับผิดชอบต่อชุมชน
ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่เราต้องการแก้ไขและเพิ่มเข้าไปในพระราชบัญญัติ โรงงานฉบับนี้ผ่านหลักการ ๓ หลักการสำคัญ นั่นก็คือ ๑. เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน ๒. ตรวจสอบโรงงานอย่างเข้มงวด และ ๓. มาตรการรองรับปัญหาที่รัดกุม ซึ่งผมก็เชื่อว่า เพียง ๓ หลักการนี้ก็จะสามารถช่วย Save ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ Save พื้นแผ่นดินไม่ให้ปนเปื้อนสารพิษสารเคมี Save วิถีชีวิตอันปกติสุขของชุมชน และ Save ลมหายใจของคนที่ท่านรักไม่ให้ผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรมมาพรากชีวิตไป ผมจึงอยากเชิญชวนเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านได้ร่วมการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ของเรา ปกป้องทรัพยากรของประเทศ ปกป้องผืนแผ่นดิน และปกป้องวิถีชีวิตอันปกติสุข เพื่ออนาคตของลูกหลานของเรา ขอฝากไว้เพียงเท่านี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ