พชร เสนอร่าง พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่ เน้นความปลอดภัยและคุ้มครองประชาชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๓ กันยายน ๒๕๖๘

พชร จันทรรวงทอง เสนอร่างพระราชบัญญัติโรงงานฉบับที่ ๑ เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้รองรับเทคโนโลยีใหม่และคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ชุมชน และประชาชน โดยเสนอหลักการสำคัญคือการเพิ่มอำนาจเจ้าหน้าที่ในการสั่งปิดโรงงานเมื่อพบการฝ่าฝืน การกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องร่วมรับผิดชอบค่าเสียหายจากลูกจ้างผ่านระบบประกันภัยภาคบังคับ และการขยายบทลงโทษจำคุกสูงสุด ๒ ปีหรือปรับไม่เกิน ๕ ล้านบาท เพื่อสร้างหลักประกันความปลอดภัยและคุ้มครองสิทธิประชาชน

นายพชร จันทรรวงทอง นครราชสีมา

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายพชร จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนจังหวัดนครราชสีมา เขต ๑๓ พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ผมมีความยินดีอย่างยิ่งที่วันนี้ ได้มีโอกาสนำเสนอหลักการและเหตุผลอันเป็นความสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ ต่อสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ กฎหมายไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งจะต้องปรับเปลี่ยน ตามสภาพของสังคมเสมอ ซึ่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้ใช้มานานกว่า ๓ ทศวรรษแล้ว ย่อมมีบทบัญญัติบางประการที่ไม่สอดคล้องกับสภาพของปัจจุบัน ของอุตสาหกรรมและความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนากฎหมายให้ทันต่อยุค ทันต่อสมัยคือหัวใจของการสร้างสังคมที่มีความมั่นคงและความเป็นธรรม การปรับปรุง กฎหมายที่มีอยู่เดิมให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ถือเป็นภารกิจสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อสร้างหลักประกันว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศจะดำเนินควบคู่ไปกับการคุ้มครองสวัสดิภาพของพี่น้อง ชาวไทยและรักษาทรัพยากรไว้ให้ยั่งยืนสืบต่อไป ด้วยเหตุนี้ผมจึงขอเสนอให้สภาแห่งนี้ ได้โปรดพิจารณารับหลักการร่างพระราชบัญญัติโรงงานฉบับนี้ในวาระที่หนึ่งเพื่อยกระดับ การกำกับดูแลโรงงานของอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานใหม่ที่ปลอดภัย และรับผิดชอบต่อสังคมยิ่งขึ้น โดยร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีหลักการและเหตุผลดังนี้ พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ ถือเป็นกฎหมายหลักในการกำกับดูแลภาคอุตสาหกรรม ของไทยมาอย่างยาวนาน แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยีการผลิต ความซับซ้อนด้านสารเคมี ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง ทำให้ ต้องแก้ไข พ.ร.บ. โรงงานที่ควบคุมมาตรฐานและความปลอดภัยของโรงงานใหม่ เพื่อเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกำกับดูแลโรงงาน โดยเน้นความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราต่างได้เห็นโศกนาฏกรรมผลกระทบที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม ผ่านหน้าสื่ออยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเหตุระเบิดรุนแรงที่โรงงานที่ผ่านมา บริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด ซึ่งสร้างความความเสียหายเป็นวงกว้างและทิ้งสารพิษตกค้างไว้ในชุมชน หรือจะเป็นกรณีที่สารเคมีรั่วไหลจากโรงงานอินโดรามาที่จังหวัดนครปฐม เหตุการณ์เหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุแต่เป็นสัญญาณเตือนว่ากลไกทางกฎหมายที่เรามีอยู่นั้นอาจมีช่องว่าง ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้พี่น้องคนไทยจะได้ประโยชน์ ๕ ประการ คือ ๑. โรงงานปลอดภัยขึ้นโดยรัฐมีอำนาจสั่งหยุด หรือปิดโรงงานที่ก่ออันตราย ร้ายแรง ๒. สิ่งแวดล้อมที่จะได้รับการคุ้มครอง โดยโรงงานจะต้องฟื้นฟู และแก้ไข ความเสียหายที่เกิดขึ้น ๓. เข้าถึงการชดเชยอย่างเร็วขึ้น โดยมีระบบประกันภัยให้โรงงาน ต้องซื้อประกันภัย ๔. ชุมชนได้รับการเยียวยา ผู้ประกอบการต้องร่วมชดใช้หากประชาชน หรือทรัพย์สินได้รับความเสียหาย ๕. มาตรฐานโรงงานที่ชัดเจน ลดความเสี่ยงจากมลพิษ และผลกระทบระยะยาว ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนหลักสากลที่สำคัญทางนิติศาสตร์สิ่งแวดล้อม คือหลักการที่ว่าผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ซึ่งหมายความว่าผู้ที่ก่อความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม เป็นผู้รับผิดชอบ และต้นทุนค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูแก้ไข ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นภาระของสังคม หรือภาษีของพี่น้องประชาชนที่กล่าวมา ท่านประธานครับ เพื่อให้บรรลุหลักการที่กล่าวมา ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้เสนอแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็น ๔ ประเด็น ดังนี้

ประเด็นที่ ๑ การยกระดับมาตรฐาน และสร้างหลักประกันด้วยระบบ ประกันภัย โดยเพิ่มมาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๘ เพิ่ม (๙) และ (๑๐) โดยอย่างที่ได้กล่าวมา ข้างต้นปัจจุบันมาตรฐานโรงงานยังขาดความชัดเจน และไม่ครอบคลุมความรับผิดชอบ ต่อสังคมในภาพรวม ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงเสนอให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวง เพื่อกำหนดมาตรฐานโรงงาน หรือมาตรฐานสากลที่ครอบคลุมความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม โดยกลไกการทำงานที่สำคัญคือกำหนดให้โรงงานบางประเภทที่มีความเสี่ยงสูง ต้องทำประกันภัยภาคบังคับเพื่อเป็นหลักประกันว่าเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นประชาชน ผู้เดือดร้อนจะได้รับการชดเชยอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอผลการฟ้องร้องคดีที่อาจยาวนาน หลายปี นี่คือการเปลี่ยนแปลงเยียวยาเชิงรับ เป็นการสร้างหลักประกันเชิงรุกให้กับพี่น้อง ประชาชน

ประการที่ ๒ การเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย ด้วยอำนาจสั่งหยุด หรือสั่งปิดโรงงาน โดยเพิ่มมาตรา ๔ แก้ไขมาตรา ๓๙ ซึ่งเดิมกลไกการบังคับใช้กฎหมาย อาจล่าช้าไม่เด็ดขาดพอที่จะหยุดยั้งความเสียหายร้ายแรงได้ทันที จึงแก้ไขให้ร่างฉบับนี้ เพิ่มอำนาจให้ปลัดกระทรวงหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายสามารถสั่งหยุดกิจการชั่วคราว หรือสั่งปิดโรงงานได้ทันที หากพบว่ามีการฝ่าฝืนคำสั่ง หรือประกอบกิจการที่อาจก่อให้เกิด อันตรายร้ายแรง ซึ่งจะนำไปสู่การเพิกถอนใบอนุญาต ในท้ายที่สุดจุดสำคัญก็คือการเพิ่ม อำนาจให้สามารถสั่งให้โรงงานแก้ไขความเสียหายที่คืนสู่สภาพเดิมได้ เพื่อป้องกันการแก้ไข ปัญหาทิ้งโรงงานให้เป็นภาระของรัฐในการฟื้นฟู

ประการที่ ๓ การสร้างความเป็นธรรมด้วยความรับผิดชอบทางแพ่ง ที่ชัดเจนขึ้น ที่ผ่านมาการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโรงงานเป็นเรื่องยากสำหรับพี่น้อง ประชาชน เพราะภาระการพิสูจน์สูง และไม่มีบทบัญญัติที่กำหนดความรับผิดชอบไว้โดยตรง ในกฎหมายโรงงาน ร่างฉบับนี้จึงได้เพิ่มหมวดความรับผิดชอบทางแพ่งขึ้นมาใหม่ โดยกำหนด หลักการสำคัญคือผู้ประกอบการต้องร่วมรับผิดชอบในการกระทำการละเมิดของลูกจ้าง กล่าวคือหากโรงงานก่อให้เกิดความเสียหายผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบค่าสินไหมทดแทน แม้จะไม่ได้เกิดจากความจงใจหรือความประมาทก็ตาม เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเหตุดังกล่าว เกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัย หรือความเสียหายของผู้เสียหายเอง หลักการนี้จะช่วยลดภาระ การพิสูจน์ของพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และยังให้รัฐสามารถเรียกร้อง ค่าเสียหายแทนประชาชน และสิ่งแวดล้อมได้ผ่านพนักงานอัยการ

ประการที่ ๔ การยับยั้งการกระทำผิดด้วยบทลงโทษที่เข้มข้น โดยจะเพิ่ม มาตรา ๖ โดยอัตราโทษเดิมไม่สูงพอที่จะสร้างความเกรงกลัวให้กับโรงงาน และไม่สมส่วน กับกำไรที่อาจจะมากของผู้ประกอบการบางราย ซึ่งมีกลไกการทำงานในมาตรา ๔ ก็คือ ร่างฉบับนี้ได้ปรับปรุงบทลงโทษให้รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการที่ฝ่าฝืนกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง กับความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม จะมีโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปีหรือปรับสูงสุดไม่เกิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งจากเดิมปรับแค่ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นอัตราโทษที่เหมาะสม และสมเหตุสมผลที่มีพลังในการป้องปรามอย่างแท้จริง ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะสร้างภาระ หรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา อุตสาหกรรมของประเทศ แต่ตรงกันข้ามเรามุ่งหวังที่จะสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรม ที่ยั่งยืนที่ซึ่งผู้ประกอบการที่ดี และมีความรับผิดชอบสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง โดยได้รับ ความไว้วางใจจากชุมชน แน่นอนว่าการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาจมีผลกระทบ ต่อต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs แต่ผมเชื่อว่านี่ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่คือการลงทุน เพื่อความปลอดภัยของพนักงาน และพี่น้องประชาชนโดยรอบ เพื่อสร้าง ความไว้วางใจแก่สังคม และความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว ซึ่งภาครัฐสามารถ ออกมาตรการสนับสนุน ช่วยเหลือผู้ประกอบการในการถัดไปได้ การรับร่างกฎหมายฉบับนี้ ในวาระที่หนึ่งจะเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการส่งมอบสังคมที่ปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมที่ดี ให้กับลูกหลานของเรา เป็นการยืนยันว่าสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ชีวิตของพี่น้องชาวไทยควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

สุดท้ายนี้กระผมในนามตัวแทนของพรรคเพื่อไทยจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านในที่แห่งนี้จะเล็งเห็นถึงความจำเป็นอย่างเร่งด่วน และร่วมกันลงมติรับหลักการแห่งพระราชบัญญัติโรงงานฉบับนี้เพื่อไปสู่การพิจารณา ที่ละเอียดมากขึ้นในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ และผ่านในวาระที่สอง วาระที่สามต่อไป ฉะนั้น ในวันนี้ผมก็ต้องขอความร่วมมือ และขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณครับ