เลาฟั้ง วิจารณ์รายงานสิทธิฯ ถดถอย ชี้ขาดบทบาทเชิงรุก-ทำงานช้า

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๘

เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล อภิปรายการรับทราบรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยวิพากษ์วิจารณ์การทำงานที่ถดถอยลง เน้นย้ำว่าขาดบทบาทเชิงรุกและทำงานช้า ทำให้ข้อเสนอหรือการเจรจาไม่มีพลังเพียงพอในการคุ้มครองสิทธิประชาชน เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล วิจารณ์รายงานที่ต่ำกว่าความเป็นจริงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิที่ดินและทรัพยากร โดยชี้ว่าเอกสารดังกล่าวสร้างข้ออ้างให้หน่วยงานรัฐแทนที่จะสะท้อนปัญหาจริง และยกตัวอย่างนโยบาย คทช. ที่คืบหน้าเพียง 5% ในพื้นที่เป้าหมาย 6 ล้านไร่ ซึ่งหากทำงานอย่างจริงจังควรใช้เวลาแก้ไขไม่ต่ำกว่า 100 ปี

นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์ ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายการรับทราบรายงานของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผมอยากจะเริ่มต้นอย่างนี้ว่าอยากจะให้ทาง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติรับฟังอย่างเปิดใจ ก็ถือเสียว่าการอภิปรายของผม เป็นการมองจากมุมของคนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน แล้วก็เคยร่วมงาน คือเป็นองค์กร ข้างนอกที่ร่วมงานกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้อง กับการละเมิดสิทธิในพื้นที่ ก็เป็นสายตาของคนที่มอง แล้วถามว่ามีเรื่องอะไรบ้าง

ประเด็นแรก ผมคิดว่าในช่วงหลายปีให้หลังมานี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติแสดงบทบาทที่ถดถอยลง ถามว่าถดถอยลงอย่างไร เราเห็นได้จากอะไรบ้าง อันที่ ๑ ก็คือสิ่งที่เราเห็นก็คือว่าการทำงานเชิงรุกไม่มี หรือลดลง งานเชิงรุกไม่มีหรือลดลง หรืออย่างน้อยที่สุดคนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนก็ไม่ค่อยเห็นบทบาทเชิงรุกของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำแต่งานเชิงรับ แล้วก็ช้า นอกจากช้าแล้ว ผลงาน งานที่ออกมาไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอหรือการเจรจากับหน่วยงานก็ไม่มีพลัง ไม่มีอะไรที่มากพอ ในการที่จะไปกดดันให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถที่จะคุ้มครองสิทธิได้ อันนี้ก็คือ เราไม่ค่อยเห็นนะครับ

อีกประการหนึ่งก็คือเวลาเราลงพื้นที่พูดคุยกับคนที่ถูกละเมิดสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นระดับตัวบุคคลหรือตัวชุมชนก็แล้วแต่ ไม่ค่อยมีใครพูดถึงการที่จะใช้กลไกของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทั้ง ๆ ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีกลไก ในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ค่อยพูดถึงการใช้กลไกของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง จริง ๆ แล้วเป็นกลไก ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็กลับกลายเป็นว่าประชาชน ไม่ค่อยพูดถึง ไม่ค่อยจะใช้กลไกนี้ ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่าก็เป็นเรื่องที่น่าห่วง เพราะว่า คนที่ถูกละเมิดสิทธิเขาไม่มีหรือว่าไม่รู้ว่าจะไปใช้กลไกที่ทำงานด้านของการละเมิดสิทธิ แต่ว่าจำนวนหนึ่งเลือกที่จะใช้กลไกอย่างอื่น อย่างเช่น คณะกรรมาธิการต่าง ๆ ของ สภาผู้แทนราษฎรก็จะมีหลายคณะกรรมาธิการที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการดูแลเรื่องสิทธิ มนุษยชนอยู่ มาทางนี้เสียมากกว่า เฉพาะคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่ผมอยู่ ณ ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนมา ๘๐๐ กว่าเรื่อง ซึ่งเป็นจำนวนที่ เยอะมาก ในขณะที่ตัวของคณะกรรมาธิการเอง ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะไปตรวจสอบ เรื่องของการละเมิดสิทธิโดยตรง เราทำเรื่องของการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐ แต่บางเรื่องเป็นเรื่องของเอกชนละเมิดเอกชน ซึ่งกรรมาธิการไม่มีอำนาจที่จะไปตรวจสอบขนาดนั้น ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นนะครับ

ประการต่อไปก็คือถ้าเรามาเฉพาะเรื่องของที่ดิน แล้วก็ทรัพยากร ผมคิดว่า รายงานของท่านที่เขียนเอาไว้ ท่านรายงานต่ำกว่าสถานการณ์ที่เป็นจริงอยู่นะครับ ทีนี้การที่ ท่านรายงานต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่ รายงานฉบับนี้แทนที่จะเป็นการบ่งชี้จริง ๆ ว่า สถานการณ์การละเมิดสิทธิของประเทศไทยด้านที่ดินและทรัพยากรเป็นอย่างไร กลับกลายเป็นเอกสารที่ไปสร้างความชอบธรรมให้แก่การทำงานของหน่วยงานรัฐที่เป็น คู่ขัดแย้งกับประชาชนอยู่แล้วว่าสิ่งเหล่านั้นถูกต้องแล้ว ผมยกตัวอย่างนะครับ ท่านพยายาม ที่จะบอก คือจริง ๆ ท่านจะบอกว่าเป็นปัญหา แต่ว่าอ่านแล้วทำให้เรารู้สึกว่าการจัดที่ดิน ตามนโยบาย คทช. แล้วก็การออกพระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา ๖๔ และมาตรา ๑๒๑ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า รัฐบาลพยายามที่จะแก้ไขปัญหาแล้ว ตามเป้าหมายที่ดำเนินการไปอยู่ แล้วก็มีความคืบหน้าด้วย คือท่านอาจจะพูดถึง เรื่องของการที่มีคนร้องเรียนมานิดหนึ่ง แต่ก็พูดถึงว่าอันนี้ก็มีความคืบหน้า แล้วก็ไม่ได้บอก ว่าตัวนโยบายเหล่านั้นมีปัญหาอะไร ก็จะเป็นการไปบอกว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ อยู่นั้นไม่ได้มีปัญหาเรื่องของการละเมิดสิทธิ ทั้ง ๆ ที่มันมีปัญหาอยู่ในตัว ผมยกตัวอย่าง นโยบาย คทช. ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติบอกว่ามีความคืบหน้าแล้ว แต่พื้นที่เป้าหมายทั้งหมด ๕.๙ ล้านไร่ ตีกลม ๆ ว่า ๖ ล้านไร่ จนถึง ณ ขณะนี้คืบหน้า อยู่ที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นหากทำงานด้วยความ Real ขณะนี้จะแก้ไขปัญหาประมาณ ๖ ล้านไร่ได้ คุณต้องใช้เวลากี่ปีครับ ไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ปี เพราะฉะนั้นการทำแบบนี้มันก็ไม่ได้ อยู่แล้ว แต่ท่านก็ยังพยายามบอกว่าอันนี้คือความคืบหน้าอยู่นะครับ

เรื่องการออกพระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา ๖๔ และมาตรา ๑๒๑ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ท่านบอกว่าคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ให้ข้อเสนอแนะไปยังกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชแล้ว และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชก็ได้ทำตามแล้ว สิ่งที่ปรากฏก็คือว่า จริง ๆ แล้วทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชไม่ได้ฟังใครเลยนะครับ ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชยืนยันตามสิ่งที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชดำเนินการทั้งหมด ทั้ง ๆ ที่ ณ ขณะนั้นทุกภาคส่วนได้ออกมาคัดค้าน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คัดค้าน ภาคประชาชนคัดค้าน คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ก็คัดค้าน ทุกหน่วยงานคัดค้านหมด แต่สุดท้ายกฎหมาย ก็ผ่านไปอยู่ดี แล้วถามว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนทำอะไรบ้างหลังจากที่กฎหมาย ที่ละเมิดสิทธิผ่านไปแล้ว อันนี้ก็จะเป็นตัวปัญหานะครับ แล้วก็ตัวอย่างอีกประการก็คือ เรื่องของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการอนุญาตสัมปทานต่าง ๆ ผมคิดว่า ทุกคนทราบดีว่าในการดำเนินการเพื่อที่จะอนุญาตสัมปทานให้แก่เอกชน ในการทำกิจกรรม ต่าง ๆ อย่างเช่นพวกเหมืองแร่อะไรทั้งหลาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและ สิ่งแวดล้อม การดำเนินการต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่เป็นสาระสำคัญก็คือการรับฟังความคิดเห็น การจัดให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบได้มีส่วนร่วม ทุกท่านทราบดีว่ากระบวนการเหล่านี้ ณ ขณะนี้ถูกทำให้เป็นเพียงแค่พิธีการ เรื่องนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็ทราบดี มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาเยอะแยะมากมาย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนทำได้ก็คือ การเสนอแนะ แต่คำถามก็คือว่าท่านเสนอแนะไปแล้ว แล้วอย่างไร เพราะว่าเสนอแนะ ไปแล้ว อย่างไรสัมปทานก็ออกมาอยู่ดี คนละเมิดสิทธิก็ถูกละเมิดสิทธิอยู่ดี อย่างนี้ก็เป็น อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าก็เป็นความท้าทาย เพราะว่าเรื่องของการรับฟังความคิดเห็นในกรณี ที่ให้สัมปทานเกี่ยวกับเรื่องที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้มันก็มีปัญหา ทั้งตัวกฎหมาย แล้วก็ของการบังคับใช้กฎหมายด้วย อันนี้ก็เป็นปัญหา

ทีนี้อันสุดท้ายก็คือข้อเสนอแนะ ถ้าสักเรื่องหนึ่งที่จะพอเป็นข้อเสนอแนะได้ ก็คือว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้องค์กรคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเป็นองค์กรที่ยืนอยู่ แถวหน้าของประชาชนในการยันในการต่อสู้เรียกร้องเพื่อที่จะทำให้สังคมไทยเป็นสังคม ที่เคารพสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะตัวหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่ในการเคารพ สิทธิมนุษยชนต่อไปได้ด้วย ถ้าเป็นอย่างทุกวันนี้ประชาชนก็ต้องสู้ใครสู้มัน สู้ด้วยตัวเอง ในขณะที่เรามีองค์กรที่เป็นองค์กรแม่งาน องค์กรหลักอยู่ แต่ว่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ จะทำอย่างไรให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีคุณภาพ ขอบคุณมากครับ