รอมฎอน ปันจอร์ อภิปรายรับทราบรายงาน กสม. ปี ๒๕๖๗ โดยชื่นชมการเน้นย้ำสิทธิมนุษยชนของเด็กและติดตามสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมเสนอให้บันทึกกรณีประชาชนฟ้องเจ้าหน้าที่ในคดีตากใบเป็นหมุดหมายสำคัญ รอมฎอน ปันจอร์ อภิปรายข้อเสนอแนะต่อ กสม. ว่าควรเสนอรายละเอียดที่ชัดเจนและเจาะจงมากขึ้น โดยเฉพาะการยกเลิกกฎอัยการศึกทันที และชี้ให้เห็นความเสี่ยงในการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการควบคุมตัว ๗ วันแรก รอมฎอน ปันจอร์ ระบุว่าการตรวจเก็บ DNA แบบไม่สมัครใจมีความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิและกฎหมาย จึงขอให้ตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการจัดเก็บฐานข้อมูลในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และติดตามรายงานผลการพิจารณาเรื่องร้องเรียนการซ้อมทรมาน รอมฎอน ปันจอร์ เสนอมาตรการเชิงรุกในการตรวจเยี่ยมศูนย์ซักถามและหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่จังหวัดชาย
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม รอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายรับทราบรายงานของ กสม. ในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ รวมทั้งเรื่องรายงานประเมินสถานการณ์ด้วยนะครับ แต่ก่อนที่จะ เข้าสู่ประเด็น ผมต้องขอชื่นชมแล้วก็ให้กำลังใจทาง กสม. เพราะทราบว่าเมื่อสัก ๑ ชั่วโมง ที่ผ่านมานี้ก็มีแถลงการณ์ของ กสม. ออกมาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเน้นย้ำหลักการ ประโยชน์สูงสุดของเด็กกรณีตำรวจ เข้าจับกุมนักเรียนรหัส G เพื่อส่งกลับกัมพูชา อย่างที่ท่านธิษะณาเพิ่งอภิปรายไปเมื่อสักครู่ พอดีผมเพิ่งเห็นตัวแถลงการณ์พอดี ในช่วงจังหวะที่ท่านธิษะณากำลังอภิปรายพอดี ก็เลย ต้องเน้นย้ำว่า กสม. มีบทบาทสำคัญ ในการที่จะย้ำหลักการเรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชน แล้วก็เตือนสติสังคมไทยอันนี้ ต้องขอชื่นชมนะครับ เข้าสู่ประเด็นครับท่านประธานครับ ผมต้องขอชื่นชมอีกเหมือนกัน กับการที่ทาง กสม. ยังคงเกาะติดสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ การละเมิดสิทธิ มนุษยชน ประเมินสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง แล้วก็ถือว่า ให้ความสำคัญเพราะว่าเป็นรายงานที่อยู่ในบทที่ ๕ ที่แยกออกมาเฉพาะเป็นเฉพาะ ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมติดตามการประเมินสถานการณ์ของ กสม. ในแต่ละปี อย่างใกล้ชิด แล้วก็โดยเฉพาะปีนี้ก็มีประเด็นที่ Highlight สำคัญ ๆ ในช่วงปี ๒๕๖๗ อย่างน่าสนใจ อย่างเรื่องที่สำคัญที่สุดคือเรื่องกรณีตากใบ Delayed Justice is Injustice ก็เอาภาพประกอบจากสื่อมาลงด้วย ก็ถือว่าเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่แม้ว่าจะมีการผลักดัน ให้มีการฟ้องคดี แล้วก็แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยเงื่อนไขกฎหมายของเราทำให้อายุความของคดี สิ้นสุดลงก่อนที่กระบวนการในชั้นศาลจะได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แน่นอนก็เป็นเรื่องที่ สำคัญที่วางกฎหมายไว้ แต่ผมเสียดายนิดเดียวอันนี้ก็ต้องฝากท่านประธานถึงทาง กสม. ว่าจริง ๆ น่าจะต้องมีการบันทึกว่าหมุดหมายที่สำคัญอันหนึ่งคือการใช้สิทธิของประชาชน ในการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่เอง คืออันนี้ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เจอกันได้ง่าย ๆ จริง ๆ ควรเป็น หมุดหมายสำคัญด้วยซ้ำในแง่ของการเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่ประชาชนลุกขึ้น แล้วก็ฟ้องเจ้าหน้าที่เองโดยตรง เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายนปีที่แล้ว และศาลประทับรับฟ้อง ในวันที่ ๒๓ สิงหาคม อันนี้ถือว่าจริง ๆ แล้วเสียดายที่รายงานชิ้นนี้จะสมบูรณ์มากขึ้น ถ้าได้บันทึกหมุดหมายที่สำคัญนี้ แม้ว่าวันที่ ๒๕ ตุลาคมปีที่แล้วอายุความจะหมดไป แต่ก็ถือว่าเป็นพัฒนาการที่น่าสนใจของกรณีตากใบ
ประเด็นถัดมาข้อเสนอแนะของทาง กสม. ก็ยังยืนกราน ยืนยันเรื่องของ การลดการใช้กฎหมายพิเศษ แต่ผมเป็นหนึ่งใน ๔-๕ ข้อเสนอ ในตอนท้ายแต่ผมอยากให้ ทาง กสม. ลองเสนอที่รายละเอียดเยอะกว่านี้ได้ไหม เพราะว่าจริง ๆ มันมีชั้นของกฎหมาย พิเศษที่แตกต่างกัน ผมอภิปรายที่นี่ เราเรียกมันว่าเป็น ๓ พี่น้องกฎหมายพิเศษ มีกฎอัยการศึก มี พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แล้วก็มี พ.ร.บ. ความมั่นคง อันที่จริงแล้วผมคิดว่าเราเสนออย่างเด็ดขาดได้ ว่ากฎอัยการศึกไม่มีความจำเป็นแล้ว และควรยกเลิกโดยทันที แต่ในนี้พอข้อเสนอของท่าน เป็นข้อเสนอที่กว้าง ๆ ไม่ได้เห็นมิติมาก แล้วก็ให้ทางหน่วยงานความมั่นคงในการประเมินเอง ถึงความจำเป็นมันอาจจะทำให้มันขาดมิติของความหนักความเบาของตัวกฎหมาย จริง ๆ แล้วผมว่ามีข้อมูลเยอะแยะครับ อย่างเช่นการควบคุมตัว ๗ วันแรกมันสุ่มเสี่ยง ในการละเมิดสิทธิมนุษยชนเยอะแยะมากมาย ในกรณีที่ทาง กสม. ได้ศึกษา ได้พิจารณา ใคร่ครวญแล้ว ผมว่าเราสามารถจะเสนอข้อเสนอแนะที่ลงรายละเอียดตรงนี้ได้
ประเด็นที่ ๓ ก็เป็นเรื่องของการตรวจเก็บ DNA ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณที่กรุณา บันทึกเอาไว้ แต่อย่างไรก็ตามการการตรวจเก็บ DNA โดยไม่สมัครใจเป็นประเด็นที่สุ่มเสี่ยงมาก คาบลูกคาบดอก ไต่เส้นของกฎหมาย ป.วิอาญามาก ๆ เลย แล้วก็คงต้องฝากท่านประธาน ไปเรียนถึงทาง กสม. ว่าอยากให้มีการให้ความจริงจังในการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง ผมต้องเรียนผ่านท่านประธานไปด้วยว่าในการพิจารณางบประมาณในปีหน้า ปี ๒๕๖๙ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งงบประมาณขึ้นมาทำฐานข้อมูลสารพันธุกรรมอย่างเป็นเรื่อง เป็นราว ขอมา ๙ ล้านกว่า แล้วตอนนี้มีฐานข้อมูล ๒๐๐,๐๐๐ กว่าตัวอย่าง ในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ผมไม่แน่ใจว่ากระบวนการในการจัดเก็บเป็นไปตามหลักการถูกต้อง ตามกฎหมายหรือไม่ อย่างไร มีการละเมิดสิทธิหรือไม่ อย่างไร เพราะฉะนั้นการจัดทำ ฐานข้อมูลนี้แม้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ก็ตาม แต่ต้องไม่ละเลย หลักการเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ก็คงต้องย้ำ เพราะว่าในรายงาน ของท่านเองก็ระบุถึงประเด็นร้องเรียนนี้ด้วย ผมทราบว่าท่านน่าจะอยู่ในช่วงของการตรวจสอบเรื่องนี้ ก็อยากจะเห็นรายงานที่เกี่ยวข้อง กับการตรวจเก็บ DNA ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องกังวลเพราะว่าอะไร เพราะว่า ถ้ามาตรการเหล่านี้กระทำไปแล้วมัน Work Work ในความหมายของเจ้าหน้าที่แต่มัน คาบลูกคาบดอกที่ว่านี้ ก็มีโอกาสที่กระบวนการและมาตรการเหล่านี้จะใช้ในทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถคุ้มครองวางมาตรการในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ได้อย่างมั่นใจ มันก็จะไม่ทำให้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนขยายตัวไปในระดับประเทศได้ อันนี้ก็ต้องฝากไว้ด้วย
ประเด็นเรื่องการซ้อมทรมานก็มีเรื่องร้องเรียน ผมยังไม่มีรายละเอียด ในตัวรายงาน ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะรับทราบว่าผลของการพิจารณาเรื่องร้องเรียน การซ้อมทรมานในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างไร ถ้ามีโอกาสก็อยากจะฝากท่านประธาน ถึงทางผู้ชี้แจงว่าให้นำส่งตัวรายงานที่เกี่ยวข้องมาให้ด้วย
ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน จริง ๆ เป็นข้อเสนอเรื่องการทำงาน เชิงรุก คล้าย ๆ กับท่าน สส. ชลธิชา แต่ในกรณีของจังหวัดชายแดนภาคใต้ สิ่งที่ผมอยาก จะฝากแล้วก็อยากจะเห็น ก็คือมาตรการในการตรวจเยี่ยมศูนย์ซักถามอย่างเป็นระบบ แล้วก็ทำงานเชิงรุก อาจจะเป็นการตรวจเยี่ยม ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ทำเป็นประจำ เพื่ออะไรครับ ไม่ใช่แค่การไปตรวจดูข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณว่ากระบวนการของ ศูนย์ซักถามหรือว่าของหน่วย ฉก. ต่าง ๆ ในพื้นที่จะมั่นใจ จะแน่ใจได้ว่าจะไม่มีการละเมิด สิทธิมนุษยชน กระบวนการแบบนี้ควรทำในเชิงรุกเป็นประจำ แล้วก็เป็นมาตรการที่ผมเข้าใจว่า ถ้าเราให้ความสำคัญ เราไม่ควรมานั่งรับเรื่องร้องเรียนเท่านั้นแต่ว่าต้องทำงานเชิงรุกไปด้วย และบวกกับการมีกลไกที่รีบด่วน ทันที ตอบสนองต่อเรื่องร้องเรียนอย่างทันท่วงทีด้วย อันนี้ก็คงต้องฝากทาง กสม. ในการวางมาตรการว่าถ้ามีเรื่องร้องเรียนในกรณีแบบนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีความเข้าใจผิด ด้านหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน กสม. ควรจะมีหน่วยเคลื่อนที่เร็วในการที่จะเข้าไปตรวจสอบในพื้นที่ ในจุดที่ถูกร้องเรียน ว่ามีการละเมิดสิทธิ
สุดท้ายประเด็นเรื่องเครื่องมือและอุปกรณ์ เมื่อสักครู่นี้มีเพื่อนสมาชิกพูดถึง ร่างพระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานและอุ้มหาย ผมต้องเรียน ท่านประธานอย่างนี้ว่าผมเองได้ลงพื้นที่ไปในนามของกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ เราก็ไปตรวจที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร เราก็พบข้อจำกัดหนึ่งของทางเจ้าหน้าที่ที่ไม่สามารถ ดำเนินการตามมาตรา ๒๒ ได้คือการบันทึกภาพและเสียง เพราะเขาบอกว่าเขามีอุปกรณ์น้อย หน่วยชุดหนึ่ง ๑๒ คน ตามคำของทางเจ้าหน้าที่เขามีคนที่มีติดกล้องประจำตัวแค่ ๑ คน เท่านั้น เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจละเลยได้ เพื่อที่จะคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพเราอาจจะต้องติดตามดูว่าหน่วยที่บังคับใช้กฎหมายนั้นมีอุปกรณ์มากเพียงพอหรือไม่ ที่จะดำเนินการ เพราะว่าต้องเป็นหลักประกันว่าการบันทึกภาพเหล่านั้น นอกจากเป็นไป ตามกฎหมายแล้ว ยังให้ความมั่นใจกับประชาชนด้วยว่าการปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมาย จะเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเพียงพอ ก็มีประเด็นฝากเพียงเท่านี้ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ