ชลธิชา แจ้งเร็ว ขอบคุณประธานสภาและติดตามการทำงานของ กสม. โดยเสนอให้เร่งแก้ไขร่าง พ.ร.บ. กสม. ที่ถูกส่งคืนจาก ครม. และสอบถามความคืบหน้าการรวบรวมข้อมูลหน่วยงานที่ไม่ตอบสนองข้อเสนอแนะ ชลธิชา แจ้งเร็ว หารือประเด็นผู้ลี้ภัยและชาวอุยกูร์ โดยเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแนวปฏิบัติ (SOP) ที่ชัดเจนในการผลักดันกลับ เพื่อป้องกันความขัดแย้งกับหลักการ Non-refoulement ตามมาตรา ๑๓ แห่ง พ.ร.บ. ป้องกันการอุ้มหาย ชลธิชา แจ้งเร็ว หารือประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการตรวจสอบผลกระทบข้ามพรมแดนจากการลงทุนและการทำเหมืองไฟฟ้า และเรียกร้องให้ กสม. ทำงานเชิงรุกมากขึ้น ทั้งในกระบวนการเจรจาการค้าเสรีเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและป้องกันคดีฟ้องปิดปาก ชลธิชา แจ้งเร็ว หารือประเด็นการผลักดันให้ไทยเป็นภาคี OPCAT เพื่อจัด
ขอบคุณค่ะ เรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎร ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคประชาชน ดิฉันเองก็ติดตามการทำงานกับ กสม. จริง ๆ หลายประเด็นเราก็ทำงาน ร่วมกัน จริง ๆ ก็ต้องชื่นชมท่านค่ะ เพราะดิฉันก็เห็นว่าในช่วงปีที่ผ่านมาท่านก็มี ความกระตือรือร้นแล้วก็ค่อนข้างมีแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้นในการขยับขยายงานในเรื่องของ สิทธิมนุษยชน แต่อย่างไรก็ตามดิฉันก็มีหลายคำถามแล้วก็มีข้อเสนอแนะต่อท่านนะคะ
เรื่องแรก ก็จะเป็นเรื่องที่มันเกี่ยวข้องกับภาพรวมการทำงานของ กสม. เท่าที่มานั่งเปิดในเล่มรายงานของท่าน โดยเฉพาะในหน้า ๑๕ ท่านได้มีการพูดถึงเกี่ยวกับ การแก้ไขกฎหมาย ก็คือร่าง พ.ร.บ. กสม. นั่นเอง ซึ่งท่านก็ได้ชี้แจงในตัวเล่มรายงานว่า ท่านได้เสนอต่อ ครม. ไปแล้ว แต่ว่าต่อมาพอมันมีการเปลี่ยนแปลง ครม. ทางสำนัก เลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็ได้คืนเรื่องดังกล่าวมายัง กสม. อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเข้าใจว่าล่าสุด ทาง กสม. ก็ได้ทำหนังสือยืนยันกลับไปว่าจะขอยืนยันให้มีการแก้ไขกฎหมายเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา ซึ่งเอาเข้าจริง ณ วันนี้ก็ล่วงเลยมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ดิฉันอยากสอบถามท่านเหมือนกันว่าความคืบหน้าต่าง ๆ ท่านได้มีการติดตามอย่างไรบ้าง แล้วก็ที่สำคัญก็คือเนื้อหาสาระในการแก้ไข พ.ร.ป. กสม. ซึ่งแน่นอนว่าท้ายที่สุด ถ้ากฎหมาย ฉบับนั้นเข้ามาในสภา แล้วถ้ากฎหมายฉบับดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของท่านเอง ทางพวกเราก็ยินดีสนับสนุน
อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของท่าน คือดิฉันเข้าใจความท้าทาย การทำงานของ กสม. ว่าหลายครั้งที่มีข้อเสนอจากฝั่ง กสม. เองไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ว่าหลายครั้งก็ไม่ได้รับการตอบสนองหรือความร่วมมือใด ๆ จากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ดังที่ท่านเขียนไว้ในรายงานเล่มนี้เช่นเดียวกัน ดิฉันอยากสอบถามท่านว่าท่านได้ มีการรวบรวมไหมว่าข้อเสนอแนะต่าง ๆ คำแนะนำต่าง ๆ ที่ท่านให้กับหน่วยงานต่าง ๆ มีกี่หน่วยงานที่ตอบรับ แล้วก็มีประเด็นไหนบ้างที่ทางหน่วยงานยังไม่ตอบรับข้อเสนอแนะ ของท่าน อันนี้เป็นเรื่องแรก
เรื่องที่ ๒ เกี่ยวข้องกับเรื่องผู้ลี้ภัย ก็ต้องชื่นชมในรายงานเล่มนี้ก็จะมี การพูดถึงการดูแลผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมตัว ทั้งชาวอุยกูร์ ชาวโรฮีนจา แล้วก็รวมไปถึงผู้ลี้ภัยทางการเมืองจากประเทศเพื่อนบ้านของเรา อย่างไรก็ตาม จากการที่ดิฉันเองก็ทำงานในห้องกรรมาธิการการกฎหมาย ซึ่งก็เป็นหนึ่งในกรรมาธิการ ที่รับเรื่องร้องเรียนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้ลี้ภัยค่อนข้างเยอะ ปัญหาเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องของการบังคับใช้มาตรา ๑๓ ของ พ.ร.บ. ป้องกันการอุ้มหายและการซ้อมทรมาน ซึ่งแม้ว่าจะมีหลักการเรื่องของ Non-refoulement ไว้ แต่ว่าในแนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐเอง ที่เกี่ยวข้องกลับไปคนละทิศคนละทางกัน เนื่องจากขาด SOP หรือว่าแนวปฏิบัติที่ชัดเจนว่า กรณีดังกล่าวนี้หากมีกรณีที่จะต้องมีการผลักดันกลับ รัฐมีมาตรการหรือว่ามีแนวทาง SOP อย่างไรบ้าง ดิฉันเองก็ฝากท่านในเรื่องนี้ว่าถ้าเป็นไปได้มาร่วมกัน มาช่วยกันผลักดัน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มี SOP ที่ชัดเจน เพื่อทำให้แนวปฏิบัติในการผลักดัน บุคคลต่าง ๆ กลับสู่ประเทศ อย่างน้อยที่สุดต้องผ่านกลไกในการตรวจสอบเรื่องของ Non-refoulement ไว้ก่อนเพื่อไม่ให้มันขัดกับหลักการ ซึ่งอยู่ในมาตรา ๑๓ ของ พ.ร.บ. อุ้มหาย
ประเด็นที่ ๓ เป็นเรื่องของธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ ประเทศไทยชอบเอาไปโฆษณากันไว้ในเวทีโลกหลาย ๆ เวทีว่าเรามีความคืบหน้า ในด้านสิทธิมนุษยชนมาโดยตลอด ดิฉันเองก็เห็นถึงความพยายามของท่านในการที่จะเข้าไป ตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิที่มันเกิดขึ้นจากการลงทุนข้ามพรมแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีการทำธุรกิจของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่ประเทศลาวบ้าง หรือว่า การทำเหมือง หรือว่าการทำเขื่อนไฟฟ้าต่าง ๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลกระทบไม่ใช่ แค่ในประเทศนั้น แต่ว่าข้ามมายังฝั่งประเทศไทยด้วยนะคะ แต่ดิฉันก็อยากเห็นการทำงาน เชิงรุกจาก กสม. มากขึ้นกว่านี้ ในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบข้ามพรมแดน ดิฉันยังยืนยันว่าท่านทำได้ ท่านมีอำนาจหน้าที่ในการทำเรื่องนี้ที่ต้องจริงจังมากกว่านี้ อย่างไรก็ตามเวลาที่เราพูดถึงเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน สถานการณ์ในปัจจุบัน มันมีการดำเนินธุรกิจที่มันเกี่ยวข้องกับเรื่องของการละเมิดสิทธิเยอะมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการทำธุรกิจข้ามพรมแดนอย่างที่ดิฉันได้กล่าวไป หรือว่าเรื่องของการเจรจาการค้า ต่าง ๆ ที่ประเทศไทย ณ วันนี้เราก็พยายามที่จะเจรจาการค้า หรือว่ากรอบความร่วมมือ ทางการค้าใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นอย่างเช่น FTA ไทยกับ EU หรือว่าทางเกาหลีใต้ต่าง ๆ แน่นอนค่ะ ในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้เราต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมา เวลาที่พูดถึง เรื่องการเจรจา FTA มันมีหลายมิติที่มันเกี่ยวข้องกับเรื่องของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ พ่อแม่พี่น้องประชาชน ดิฉันเองอยากเห็นการทำงานของ กสม. ในเชิงรุกค่ะว่าเราจะเข้ามา สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านกระบวนการตรงนี้อย่างไรได้บ้าง เพื่อทำให้มั่นใจว่า ในทุก ๆ ขั้นตอนของการเจรจา FTA เราจะไม่ละเลยใครเอาไว้ข้างหลัง ซึ่งอีกเรื่องหนึ่ง ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการดำเนินคดีฟ้องปิดปากหรือว่า SLAPP นั่นเองนะคะของภาคเอกชน ซึ่ง ณ วันนี้ดิฉันเข้าใจว่าหลายหน่วยงานอย่างกระทรวงยุติธรรมเอง ก็พยายามมีร่างผลักดัน แต่แน่นอน กสม. เองในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ดิฉันก็อยากเห็น การทำงานของท่านเชิงรุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจต่าง ๆ ที่ดำเนินคดีฟ้องปิดปาก กับประชาชนให้ชัดเจนมากขึ้นกว่านี้
ประเด็นสุดท้ายจะเกี่ยวข้องกับกลไกระหว่างประเทศ เรื่องหนึ่งเลย ที่ดิฉันต้องชื่นชม กสม. ทำได้ดีมาโดยตลอดก็คือการพยายามผลักดันให้ประเทศไทยเข้าไป เป็นภาคี พิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน หรือว่า OPCAT นั่นเองนะคะ เพื่อเปิดให้ประเทศไทยได้มีการจัดตั้งกลไกการป้องกันระดับชาติ หรือว่า NPM เพื่อป้องกัน การซ้อมทรมาน ซึ่งแน่นอนหลายพื้นที่ในประเทศไทยก็ยังมีปัญหาเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พื้นที่ชายแดนภาคใต้ซึ่งมีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษอยู่ แน่นอนว่าเดี๋ยวเพื่อนรอมฎอน จากพรรคประชาชนก็คงมาพูดเรื่องนี้ต่อ แต่อย่างไรก็ตามดิฉันเข้าใจค่ะว่าล่าสุดทางมติ ของ ครม. ก็ออกมาว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมในการที่จะไปเป็นภาคี OPCAT แล้วก็บอกว่า ให้หน่วยงานกลับมาเตรียมความพร้อมให้เรียบร้อยก่อน แต่ดิฉันอยากฟังถึงแนวทาง ของ กสม. ว่าแล้วเราจะมีมาตรการหรือว่าแนวทางในเชิงยุทธศาสตร์อย่างไรต่อที่จะทำให้ ประเทศไทยมีความพร้อม ไม่ใช่แค่บอกว่าไม่พร้อมแล้วเราไม่ลงนาม ไม่พร้อม แล้วเราไม่จัดตั้ง NPM ไม่พร้อมแล้วเราไม่เข้าไปตรวจสอบในพื้นที่ต่าง ๆ ดิฉันคิดว่าอันนี้ มันคงไม่ใช่คำตอบที่ดิฉันอยากได้ยิน แต่ดิฉันอยากฟังค่ะว่าท่านมียุทธศาสตร์อย่างไร
อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับกลไกระหว่างประเทศก็จะเป็นเรื่องของ ข้อเสนอแนะจำนวนมากที่เราได้มาจากเวทีระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น UPR เอง หรือว่า เวลาที่เราเข้าไปรายงานตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่เราเข้าไปเป็นภาคีไว้ ดิฉันอยากเห็นว่ามันมีความคืบหน้าด้านไหนบ้างที่เราไปรับเขาไว้ แล้วเราทำไปแล้วบ้าง หรือยัง มันมีข้อเสนอแนะจำนวนมาก ดิฉันอยากเห็นการทำงานเชิงรุกเหล่านี้ของ กสม. เพื่อที่จะช่วยกันจี้แล้วก็ติดตามกับทั้งฝั่งรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องว่าจะต้อง เข้ามาแก้ไขในส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราเข้าไปเป็นภาคีแล้วเราก็ รับข้อเสนอแนะของเขาเอาไว้ สุดท้ายดิฉันก็ฝากว่าเรื่องของการผลักดัน ยกระดับ เรื่องสิทธิมนุษยชน เราผลักดันเข้าประเทศเดียวไม่ได้ แต่ว่าเราต้องอาศัยแล้วก็พึ่งพิง ในเรื่องของมาตรฐานสากลค่อนข้างสูงเช่นเดียวกัน ก็ฝากท่านว่า ณ วันนี้ประเทศไทย เราเข้าไปนั่งเป็นเก้าอี้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ดิฉันอยากเห็นบทบาท ของประเทศไทยที่ชัดเจนมากกว่านี้ แล้ว กสม. เองก็ควรจะมีบทบาทที่ชัดในเรื่องนี้ด้วย เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นพวกกลไกระหว่างประเทศที่พยายามเข้าไปเป็นภาคี ไม่ว่าจะเป็น เรื่องกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ อย่าง OECD เองก็มีการ Require เรื่องมาตรฐาน ด้านสิทธิมนุษยชนกับเรื่องธุรกิจ เรื่องเหล่านี้ กสม. สามารถใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการผลักดัน งานด้านสิทธิมนุษยชนไว้ด้วยนะคะ ฝากไว้เป็นข้อเสนอแนะค่ะ