ธิษะณา ชุณหะวัณ อภิปรายวาระการพิจารณาประเมินสิทธิมนุษยชนไทยปี ๒๕๖๗ โดยชื่นชมความก้าวหน้าของ กสม. และเสนอแนวทางยกระดับมาตรฐานให้เป็นไปตามหลักสากล ผู้แทนได้รายงานประเด็นสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ กระบวนการยุติธรรม มาตรฐานราชทัณฑ์ การศึกษาวิจัยโทษประหาร และสิทธิผู้พิการ โดยเน้นย้ำว่ารัฐต้องปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศและชี้ให้เห็นด้วยข้อมูลสถิติว่าโทษประหารไม่ได้ลดอาชญากรรมแต่กลับทำให้อัตราการฆาตกรรมสูงกว่ารัฐที่ไม่มีโทษประหาร ผู้แทนเสนอเหตุผล 5 ประการเพื่อสนับสนุนการยกเลิกโทษประหาร โดยอ้างข้อมูลอัตราการฆาตกรรมที่สูงกว่าในรัฐที่มีโทษดังกล่าว อ้างถึงกรณีผู้บริสุทธิ์ที่ถูกลงโทษผิด และชี้ว่าโทษนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ พร้อมเรียกร้องให้ไทยลงสัตยาบันพิธีสารฉบับที่ ๒ เพื่อยกเลิกโทษประหารตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ผู้แทนยังเสนอให้ยกเลิกโทษประหารโดยอ้างว่าขัดต่อหลักกฎหมายจารีตประเพณีสูงสุดและอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน พร้อมยกตัวอย่างสถิติการฆ่าตัวตายในเรือนจำที่สูงกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ และชี้ให้เห็นว่าการจำคุกตลอดชีวิตเป็นมาตรการที่อารยะกว่าในการกักกันผู้กระทำผิดร้ายแรง ผู้แทนยังเสนอประเด็นความกังวลเรื่องการเลือกปฏิบัติต่อผู้พิการ โดยเฉพาะกรณีคุณศุภวิชญ์ จันทร์เสถียร ที่ถูกปฏิเสธการบรรจุเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา แม้จะสมัครและเตรียมตัวมาดีแล้ว โดยอ้างว่าไม่สามารถรองรับรถเข็นได้ ผู้พูดชี้ว่าการกระทำนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ และยกตัวอย่างผู้พิพากษานานาชาติที่เป็นผู้พิการเพื่อสนับสนุนสิทธิในการเข้าถึงงานยุติธรรมอย่างเท่าเทียม
เรียนท่านประธานที่เคารพ ค่ะ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ เขตปทุมวัน สาทร และราชเทวี พรรคประชาชนค่ะ วันนี้ดิฉันขอร่วมอภิปรายในวาระการ พิจารณารายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ในปี ๒๕๖๗ รวมถึงรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปี งบประมาณ ๒๕๖๗ ซึ่งถือว่าเป็นรายงานที่สำคัญที่สะท้อนถึงความก้าวหน้า ปัญหา อุปสรรค และแนวทางที่ประเทศไทยควรจะพัฒนา เพื่อยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนให้เป็นไปตาม หลักสากลมากยิ่งขึ้นค่ะ ดิฉันขอชื่นชม กสม. ก่อนนะคะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ในรายงานฉบับนี้ที่ชี้ให้เห็น ในประเด็นสำคัญหลายด้านไม่ว่าจะเป็นประเด็น ๑. สิทธิในกระบวนการยุติธรรม ๒. มาตรฐาน สภาพการควบคุมผู้ต้องขังหรือว่าราชทัณฑ์นั่นเอง ๓. การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ โทษประหารชีวิต ๔. สิทธิผู้พิการที่ดิฉันก็จะพูดในประเด็นนี้ด้วยเช่นเดียวกัน รวมถึง ข้อเสนอแนะนโยบายที่มุ่งเน้นให้รัฐบาลปฏิบัติตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ แล้วก็ข้อตกลง ระหว่างประเทศที่สอดคล้องกับพันธกรณีที่เราได้ลงสัตยาบันไว้ค่ะ การพิจารณารายงาน ฉบับนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำตามขั้นตอนในสภาเพียงเท่านั้น แต่คือการสะท้อนความจริง ของสังคมไทยและเป็นโอกาสที่เราจะได้ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยให้มีการคุ้มครอง สิทธิมนุษยชนที่ก้าวหน้าและสร้างความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ เพราะสิทธิมนุษยชนถอย หลังไม่ได้ ขอสไลด์ที่ ๒ ค่ะ ท่านประธานคะ เมื่อเราพูดถึงโทษประหารชีวิต หลายฝ่ายจะเชื่อ ว่าเป็นมาตรการเด็ดขาด ช่วยยับยั้งการเกิดอาชญากรรมได้ แต่หากเราหันไปพิจารณาข้อมูล จากองค์กรสิทธิมนุษยชน นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา จะพบว่าความเชื่อนี้ ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงเชิงสถิติ ตัวเลขและงานวิจัยตลอดทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อน ให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐที่ยังคงใช้โทษประหารมีอัตราการฆาตกรรมหรือว่าอัตรา การก่ออาชญากรรมร้ายแรงสูงมากกว่ารัฐที่ไม่มีโทษประหารอย่างต่อเนื่อง ดิฉันขอ ยกตัวอย่างข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ค่ะ จาก Amnesty International จากประเทศ สหรัฐอเมริกาในปี ๒๐๐๔ ค่ะ ค่าเฉลี่ยอัตราฆาตกรรมในรัฐที่ยังมีโทษประหารอยู่ อยู่ที่ ๕.๑๗ รายต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน ในขณะที่รัฐที่ยกเลิกโทษประหารไปแล้ว มีอัตรา การฆาตกรรมอยู่ที่ ๔.๐๒ ต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน นั่นแปลว่ารัฐที่มี โทษประหาร อัตราฆาตกรรมสูงกว่ารัฐที่ไม่มีถึงประมาณ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ เกือบครึ่งหนึ่ง นะคะท่านประธาน จาก Death Penalty Information Center เป็นข้อมูลเชิงสถิติ ของผลงานวิจัย รัฐที่ไม่มีโทษประหารยังคงมีอัตราการฆาตกรรมต่ำกว่าอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับรัฐที่ใช้ โทษประหารและช่องว่างนี้กว้างขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ทศวรรษที่ ๑๙๙๐ เป็นต้นมา ในช่วง ๒๐ ปี ที่ผ่านมา อัตราการฆาตกรรมในรัฐที่มีโทษประหารอยู่ สูงกว่ารัฐที่ไม่มีโทษประหารถึง ๔๘ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๑๐๑ เปอร์เซ็นต์ค่ะท่านประธาน จากงานวิจัยอื่น ๆ ข้อมูลตั้งแต่ ปี ๑๙๗๓- ๑๙๘๔ พบว่ารัฐที่ไม่มีโทษประหารมีอัตราการฆาตกรรมเฉลี่ยแล้วต่ำกว่า ๖๓ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับรัฐที่มีโทษประหารและบังคับใช้ค่ะ ผลงานวิจัยระบุอีกว่ารัฐที่ไม่เคยมีโทษ ประหารเลยมีอัตราการฆาตกรรมต่ำที่สุด โดยเฉลี่ยอยู่ที่ ๔.๙ รายต่อ ๑๐๐,๐๐๐ คน และมี ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายคน ที่มาจากอาชญาวิทยากว่า ๘๘ เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่า โทษประหารไม่ได้ทำให้มีการลดอาชญากรรมอย่างที่หลายคนเชื่อ รายงานจาก National Research Council ปี ๒๐๑๒ ชี้ให้เห็นว่างานวิจัยที่มีความพยายามจะยืนยันว่าโทษประหาร ป้องกันอาชญากรรมได้นั้น มีข้อบกพร่องอย่างรุนแรง และไม่ควรเป็นเกณฑ์ในการกำหนด กฎหมาย
ประเด็นสุดท้ายค่ะ ยิ่งโทษหนักไม่ได้หมายความว่าจะหยุดยั้งให้คนกระทำผิด ดิฉันขอสรุปเหตุผลสำคัญ ๕ ประการที่แสดงให้เห็นถึงความเหมาะสมค่ะ เพราะข้อมูล จาก Amnesty International ชี้ให้เห็นว่าอัตราการฆาตกรรมในรัฐที่ยังมีโทษประหาร ในสหรัฐอเมริกาสูงกว่ารัฐที่ไม่มีโทษประหารอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น ในปี ๒๐๐๔ รัฐที่มีโทษ ประหารมีอัตราการฆาตกรรมเฉลี่ยสูงถึง ๔๒ เปอร์เซ็นต์ ในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมานี้ แล้วก็ มากขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าโทษประหารไม่ใช่เครื่องมือป้องกันอาชญากรรม แต่เป็นเพียงความเชื่อที่ไม่มีข้อเท็จจริงอิงอยู่ในนั้น
ประการที่ ๒ ไม่มีระบบยุติธรรมในโลกที่สมบูรณ์แบบค่ะ ประเทศไทยเอง ก็มีกรณีผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกล่าวหา ถูกตัดสิน และบางครั้งสูญเสียอิสรภาพไปหลายปี ต้องจ่ายเงิน เยียวยาให้เขาอีกค่ะ หากผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ถูกตัดสินประหารไปแล้ว เราไม่สามารถเอาชีวิตเขา กลับมาได้อีกต่อไปแล้วค่ะท่านประธาน โทษประหารคือโทษที่ไม่อาจแก้ไขได้และในยุค ที่เทคโนโลยีการสืบสวนยังมีข้อจำกัด โทษนี้เท่ากับเปิดช่องให้รัฐมีสิทธิในการพรากชีวิต ประชาชนไป โดยไม่อาจกลับคืนมาได้ ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีการปฏิบัติโทษประหารมานานแล้ว ในประเทศไทย แต่ก็ยังมีระบุอยู่ในประมวลกฎหมายอาญาถึงในเชิงปฏิบัติหลายสิบปี เราไม่ได้มีการประหารชีวิตแล้วค่ะท่านประธาน เพราะฉะนั้นเราควรจะยกเลิกไปเลยค่ะ
ประการที่ ๓ ประเทศไทยเป็นภาคี ICCPR หรือกติการะหว่างประเทศว่าด้วย สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งในมาตรา ๖ ได้กำหนดว่า สิทธิในชีวิตเป็น สิทธิขั้นพื้นฐานที่สุดและรัฐภาคีควรมุ่งไปสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิต ดิฉันสนับสนุน ให้ประเทศไทยลงสัตยาบันในพิธีสาร ฉบับที่ ๒ หรือว่า Second Optional Protocol ที่ ๒ ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เพื่อยกเลิกโทษประหาร ชีวิตภายในพรมแดน พิธีสารนี้ได้รับการรับรองใน พ.ศ. ๒๕๓๒ และมีผลบังคับใช้ใน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งเป็นข้อผูกพันเพิ่มเติมของ ICCPR ที่เราก็ได้ลงสัตยาบันไปแล้ว แล้วก็ได้ช่วย เสริมสร้างสิทธิในการมีชีวิต
ประการที่ ๔ กว่า ๒ ใน ๓ ของประเทศทั่วโลกได้ยกเลิกโทษประหารไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในทางกฎหมายหรือในเชิงปฏิบัติ นักวิชาการหลากหลายประเทศไทย อย่างเช่น จอห์น เดวิด เบสเลอร์ ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยบัลติมอร์ และศาสตราจารย์ศูนย์กฎหมาย มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ มีผลการศึกษาวิจัยว่าโทษประหาร เป็นการละเมิด Jus Cogens หรือว่ากฎหมายจารีตประเพณีสูงสุดที่ไม่สามารถละเมิดได้ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม ก็คือการทรมานนั่นเอง อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน ๑๙๘๗ ไทยก็ได้ ลงสัตยาบันไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากผู้ต้องโทษแดนประหารจะมีความทรมานทางด้าน จิตใจส่วนมากไม่ว่าจะถูกประหารวันไหน เพื่อป้องกันการจลาจลหลบหนี ทำให้ผู้ต้องขัง มีอาการทางจิตและหลายคนก็ต้องการที่จะปลิดชีวิตตัวเอง งานวิจัยแสดงให้เห็นว่านักโทษ ประหารมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าประชากรเรือนจำโดยเฉลี่ย ๕-๑๐ เท่า อย่างเช่นในรัฐ ของแคลิฟอร์เนีย การฆ่าตัวตายในเรือนจำมีมากกว่าการประหารชีวิตในบางช่วงเวลา ระดับประเทศ การฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในเรือนจำอันดับ ๒ ในแดนประหารของ หลายรัฐ ในตัวเลขที่บันทึกไว้ในสหรัฐอเมริกา มีนักโทษประหารเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย แล้วมากกว่า ๑๔๐ คน ภายใน ๑ ปี ซึ่งสูงสุดในรัฐแคลิฟอร์เนีย มีรายงานการฆ่าตัวตาย ในหมู่นักโทษอย่างต่อเนื่อง มีอัตราสูงกว่าประชากรทั่วไปหลายเท่า ในญี่ปุ่นค่ะ โทษประหารต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและยังไม่ทราบวันประหารชีวิตจนกว่า จะเข้าถึงลานประหารค่ะ แล้วก็มีรายงานว่ามีการฆ่าตัวตายและการป่วยทางจิตเวชขั้นรุนแรง แต่ไม่มีการเปิดเผยสู่สาธารณะ เรามีเครื่องมือเข้มแข็งที่ไม่แพ้กันในปกป้องสังคม นั่นคือ การจำคุกตลอดชีวิต มาตรการก็ยังกักกันไม่ให้ผู้กระทำผิดร้ายแรงต่อไปได้ แล้วก็ไม่ละเมิด สิทธิในการมีชีวิต ยังสะท้อนให้เห็นถึงความ Civilize และความอารยะของประเทศค่ะ
ประเด็นต่อมาดิฉันมีความกังวลในสิทธิของผู้พิการในเรื่องสิทธิการทำงานค่ะ ขออนุญาตหยิบยกเรื่องราวในกรณีของคุณศุภวิชญ์ จันทร์เสถียร ซึ่งได้ขอให้ศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วยยื่นหนังสือถึงเลขาธิการศาล เพื่อชี้แจงว่าทำไมคุณศุภวิชญ์ ถึงไม่สามารถสอบเข้าเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาในปี ๒๕๖๗ ทั้ง ๆ ที่ได้สมัครสอบไปแล้ว คุณศุภวิชญ์เป็นผู้พิการและเป็นทนายความในปีที่ ๓ ตั้งใจจะสอบเป็นผู้พิพากษา ทำทุกอย่าง ถูกต้องหมด แต่ก็ไม่ได้รับการบรรจุ เพราะเขาเพียงแต่แค่แจ้งว่าต้องการโต๊ะที่สอบ สามารถ รองรับรถเข็นได้เท่านั้น ดิฉันจึงมีความกังวลในการเลือกปฏิบัติ เพราะขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ ที่วางหลักไว้ว่าบุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิ เสรีภาพและการได้รับ ความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม และชาย หญิงควรถูกปฏิบัติโดยไม่เลือกปฏิบัติ อย่างเป็นธรรมต่อทุกบุคคล ไม่ว่าจะเป็นผู้พิการหรือสภาพร่างกายหรือสุขภาพที่กระทำมิได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญก็เขียนชัดในกรณีนี้ค่ะ และในต่างประเทศก็มีผู้พิพากษาที่เป็นผู้พิการ หลายท่าน อย่างเช่น คุณชอฮยอง ในเกาหลีใต้ คุณรอนัล กู๊ด ในสหรัฐอเมริกา คุณเดวิด คาเทล ในสหรัฐอเมริกาค่ะท่านประธาน