พรประไพ เสนอ กสม. ยกเลิกหน้าที่ชี้แจงต่างประเทศ เน้นไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๘

พรประไพ กาญจนรินทร์ นำเสนอรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยในปี ๒๕๖๗ โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งมีการพัฒนาการสำคัญ เช่น การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการถูกบังคับให้สูญหาย และการปรับปรุงเรือนจำ แต่ยังคงมีข้อท้าทายเรื่องการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ความแออัดของเรือนจำ ปัญหาการค้ามนุษย์ และภัยคุกคามต่อกลุ่มนักปกป้องสิทธิมนุษยชน พรประไพ กาญจนรินทร์ อภิปรายสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยเน้นประเด็นสำคัญ ได้แก่ การคุ้มครองแรงงานทั้งในภาคเอกชนและแพลตฟอร์มดิจิทัล การปรับค่าจ้างขั้นต่ำในจังหวัดท่องเที่ยว และการแก้ไขปัญหาการเข้าถึงการศึกษาของเด็กยากจน รวมถึงความท้าทายในการดูแลสวัสดิการลูกจ้างรูปแบบใหม่และการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 พรประไพ กาญจนรินทร์ นำเสนอรายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนปี ๒๕๖๗ โดยสรุปประเด็นสำคัญทั้งด้านสิทธิเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ และกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงความท้าทายเรื่องความรุนแรงและการเข้าถึงสวัสดิการ พร้อมทั้งกล่าวถึงปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้และข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

สวัสดีค่ะ กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็เรียนท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรนะคะ ดิฉัน พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ พร้อมด้วย คุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ และคุณสุภัทรา นาคะผิว ซึ่งเป็นกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ วันนี้จะมาขอนำเสนอรายงานของ กสม. ๒ ฉบับ ฉบับแรก เป็นรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ในปี ๒๕๖๗ คือปีที่แล้ว ซึ่งทำขึ้นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๗ (๒) และ พ.ร.ป. กสม. มาตรา ๒๔ (๒) เราจะนำเสนอมีเนื้อหาแบ่งเป็น ๔ ด้านหลัก

ด้านแรกเป็นด้านที่เกี่ยวกับสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ประกอบด้วย สิทธิในกระบวนการยุติธรรม การค้ามนุษย์ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน สิทธิในการชุมนุม และเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งในส่วนนี้มีพัฒนาการที่สำคัญในปี ๒๕๖๗ ก็คือการที่ไทยเรา ได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการถูกบังคับให้สูญหายและ มีความคืบหน้าในการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการทำทรมาน แล้วพัฒนาการที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือการปรับปรุงเรือนจำให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนโดยแยกผู้ต้องขัง ระหว่างพิจารณาออกจากนักโทษที่คดีถึงที่สุดแล้ว

ส่วนประเด็นที่ยังเป็นข้อท้าทายในส่วนนี้ก็คือยังคงมีอุปสรรคในการเข้าถึง กระบวนการยุติธรรม ยังขาดแคลนล่ามภาษาถิ่นแล้วก็ล่ามภาษามือ อีกอันหนึ่งก็คือ ความแออัดของเรือนจำและสถานกักตัวคนต่างด้าว และความไม่เพียงพอของบุคลากร ทางการแพทย์ มีปัญหาการค้ามนุษย์ที่มีการหลอกลวงคนไทยแล้วก็คนเชื้อชาติอื่น เพื่อบังคับ ให้ไปทำงานในแก๊ง Call Center ในประเทศเพื่อนบ้าน แล้วก็มีการคุกคามนักปกป้อง สิทธิมนุษยชนทั้งในการดำเนินคดีเพื่อปิดปากนะคะ หรือที่เรียกว่า SLAPP แล้วก็การคุกคาม ทางดิจิทัลในการใช้ Spyware Pegasus เพื่อสอดแนมข้อมูลของนักกิจกรรมด้าน สิทธิมนุษยชน อันนั้นเป็นด้านแรกของความพัฒนาการที่สำคัญแล้วก็ความท้าทาย

ด้านที่ ๒ ได้แก่สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม เป็นวัฒนธรรม ก็ประกอบด้วย สิทธิแรงงาน สิทธิด้านสุขภาพและการศึกษา สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีความก้าวหน้าที่สำคัญ เช่น การแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มสิทธิ ในการลาคลอดบุตร และให้ลูกจ้างชายมีสิทธิลา เพื่อช่วยภรรยาดูแลบุตรหลังคลอด มีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ ๔๐๐ บาท ในจังหวัดท่องเที่ยว ๑๐ แห่ง และมีการติดตามเด็กที่ออกจากโรงเรียนกลางคันให้ได้กลับเข้ามาเรียนต่ออย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีประเด็นท้าทาย เช่น การคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มดิจิทัลหรือ Rider แล้วก็ลูกจ้างในหน่วยงานรัฐบางแห่งก็มีการเปลี่ยนรูปแบบเป็นจ้างเหมาบริการทำให้ไม่ได้รับ สวัสดิการใด ๆ แล้วก็มีการช่วยนักเรียนในครอบครัวที่ยากจนให้เข้าถึงการศึกษาภาคบังคับ อย่างครอบคลุม อันนี้ก็ยังมีปัญหาอยู่ แล้วก็มีการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ PM2.5 ซึ่งก็ยัง มีความท้าทายอยู่มาก

ด้านที่ ๓ เป็นสิทธิมนุษยชนของกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ครอบคลุมทั้งสิทธิเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ สิทธิสตรีและความเสมอภาคทางเพศ กลุ่มชาติพันธุ์ คนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ คนจนเมือง อันนี้ก็มีพัฒนาการที่สำคัญก็คือ มีการถอนข้อสงวน ข้อ ๒๒ ของอนุสัญญา ว่าด้วยสิทธิเด็ก มีการออกประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม และมีการห้ามลงโทษบุคคล ด้วยวิธีรุนแรงและมีการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะให้บุคคลที่เข้ามาในราชอาณาจักร เป็นเวลานาน ประมาณ ๔๘๐,๐๐๐ คน ซึ่งจะได้รับสถานะของคนไทย แต่ก็แน่นอน มีข้อท้าทายอยู่ อย่างเช่น มีปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก ผู้หญิง กลุ่มผู้มีความหลากหลาย ทางเพศ คนพิการ แล้วก็ผู้สูงอายุที่มีความรุนแรงเพิ่มสูงขึ้น การดูแลสวัสดิการที่เหมาะสม สำหรับกลุ่มเปราะบางก็ยังมีความท้าย ปัญหาผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมาในพื้นที่พักพิง ซึ่งก็ถูกควบคุมให้อยู่ในพื้นที่ที่จำกัดเป็นเวลานานโดยไม่มีกำหนด และการเข้าถึงมาตรฐาน การครองชีพที่เหมาะสม ซึ่งในกรณีนี้เข้าใจว่าล่าสุดก็มีการมติ ครม. ที่จะอนุญาตให้กลุ่มคน เหล่านี้ที่อยู่ใน Camp สามารถที่จะทำงานได้ แล้วก็มีเรื่องของการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็ก โยกย้ายถิ่นฐานจากกรณีที่มีการปิดศูนย์การเรียนรู้ อย่างเช่น มิตตาเย๊ะ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ด้านที่ ๔ สำหรับรายงานฉบับแรกเป็นสถานการสิทธิมนุษยชนในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ก็ยังมีการพบว่ามีเหตุรุนแรงเพิ่มขึ้น ปัญหาการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ก็ยังมีข้อจำกัด แล้วก็มีปัญหาที่เยียวยาผลกระทบต่อผู้หญิงและเด็ก การบังคับใช้กฎหมาย พิเศษด้านความมั่นคง ซึ่งกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพบางประการ แล้วก็การมีส่วนร่วม ของชุมชนในการจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติ

อันนี้เป็น ๔ ด้านหลัก ๆ ในกรอบของรายงานการประเมินสถานการณ์ สิทธิมนุษยชนในรอบปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมาซึ่งทาง กสม. ก็ได้มีข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานต่าง ๆ แล้วก็รัฐบาลรวม ๑๕๙ ข้อ สำหรับหน่วยงานทั้งหมด ๔๑ หน่วยงาน อันนี้เป็นฉบับแรก

ฉบับที่ ๒ เป็นรายงานผลการปฏิบัติงานของ กสม. ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ก็ดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ที่สำคัญก็ได้แก่ การตรวจสอบการละเมิด สิทธิมนุษยชน ในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ เราได้รับเรื่องร้องเรียน ๙๘๐ เรื่อง เราได้ตรวจสอบ ช่วยเหลือหรือส่งต่อให้หน่วยงานอื่น ๆ ๖๙๙ เรื่อง ส่วนที่เหลืออีก ๒๘๑ เรื่องเป็นเรื่องที่ มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายจึงไม่รับไว้พิจารณา แล้วในด้านของการเสนอแนะมาตรการ หรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เราก็ได้ทำงานเชิงรุกมีข้อเสนอแนะ ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนรวมทั้งการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายต่อรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งหมด ๒๗ เรื่อง อย่างที่เป็นตัวอย่างที่สำคัญก็เช่น การจัดการ ศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวให้มีความเหมาะสมและชัดเจน การดูแลเด็กที่เติบโตในสถานสงเคราะห์ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเป็นระบบและ มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก การแก้ไขระเบียบสำนักทะเบียนกลาง ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร์ พ.ศ. ๒๕๓๕ ให้มีการทบทวนหลักเกณฑ์และพิจารณา ให้สิทธิบุคคลที่ถูกเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านกลาง สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของรัฐได้ แล้วก็แก้ปัญหาบุคคลที่ถูกจำหน่ายชื่อในทะเบียนบ้านกลางที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิ ขั้นพื้นฐานและสวัสดิการของรัฐ แล้วสุดท้ายในส่วนนี้ที่เราพยายามเสนอแนะมาตรการ ก็คือเรื่องของการคุ้มครองบุคคลจากการถูกส่งกลับไปเผชิญอันตราย Non-refoulement ซึ่งในกรณีที่ผ่านมาก็อย่างเช่น เราก็มีการเสนอแนะไปในเรื่องของชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับไป ประเทศต้นทาง เราก็มีหนังสือไปที่นายกรัฐมนตรี แล้วก็แถลงการณ์ในเรื่องนี้ เน้นย้ำในเรื่อง ที่ไม่ควรจะผลักดันบุคคลกลับไปสู่อันตราย

แล้วก็ในด้านการจัดทำรายงานก็อย่างที่เรียนมาเมื่อสักครู่นี้ ด้านอื่นที่เป็น การปฏิบัติงานของ กสม. เราก็มีการทำการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน มีการพัฒนาหลักสูตรสิทธิมนุษยชน แล้วก็มีการเผยแพร่ สร้างความรู้ความเข้าใจในกลุ่มต่าง ๆ แล้วก็มีแถลงการณ์ที่สำคัญในปีที่ผ่านมา เช่น กรณีเหตุ Car Bomb ที่จังหวัดยะลา เราก็เสนอให้รัฐบาลเร่งให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง การปิดศูนย์ การเรียนรู้เด็กข้ามชาติก็เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการทบทวนการปิดศูนย์การเรียนรู้ กรณีภัยพิบัติเราก็มีข้อเสนอแนะในการที่จะรับมือกับภัยพิบัติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าในระยะเวลาที่เหมาะสม แล้วก็มีการสร้างเสริมความร่วมมือ กับภาคีเครือข่ายเพื่อให้ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ประชาสังคม ร่วมกันส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิประชาชนในหลาย ๆ ประเด็น ไม่ว่าจะเป็น สิทธิความหลากหลายทางเพศ สิทธิเด็ก กลุ่มชาติพันธุ์ แล้วก็เรื่องของธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งคงจะมีการพัฒนาเพิ่มยิ่งขึ้นในอนาคต เราจัดสมัชชาสิทธิประชาชนเป็นปีที่ ๓ ซึ่งจะเป็นเวทีที่จะมีการขับเคลื่อนกับภาคีเครือข่ายในการที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะ เป็นเรื่องของสิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิด้านสิ่งแวดล้อม การแก้ไขปัญหาสถานะ บุคคล การขจัดการเลือกปฏิบัติ การแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว แล้วเราก็ส่ง ข้อมตินี้ส่งไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วก็คงจะมีการติดตามผลต่อไปนะคะ เรายังมี ความร่วมมือในกลไกสิทธิประชาชนระหว่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมต่าง ๆ ในเวที ระหว่างประเทศทั้งในระดับเอเชีย แปซิฟิก ระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งในระดับโลก เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนแล้วก็นำเสนอบทบาทสำคัญของเราในเวทีต่าง ๆ เหล่านี้ให้เห็นถึง พัฒนาการที่สำคัญของประเทศไทยในบริบทของสิทธิมนุษยชน ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมา ปี ๒๕๖๗ ภาพรวมก็เป็นไปด้วยดี แต่เรามีข้อเสนอแนะ ๒-๓ ประการที่เราคิดว่า ถ้าเผื่อปรับปรุงแล้วก็จะทำให้เราทำงานได้อย่างดีมากยิ่งขึ้น มี ๒ ประเด็นแรกเป็นเรื่องที่เรา นำเสนอมาต่อเนื่องเป็นปีที่ ๓ แล้วนะคะ

ประเด็นแรกก็คือเรื่องที่มีการกำหนดใน พ.ร.ป. ให้เราทำหน้าที่ในการชี้แจง และรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องโดยไม่ชักช้า กรณีที่มีต่างประเทศมีความเห็นเกี่ยวกับ สถานการณ์ในประเทศไทย ซึ่งเราคิดว่าในส่วนนี้ถ้าในบริบทของอนุกรรมการประเมินสถานะ ของ กสม. ตามกลไกระหว่างประเทศ ก็เห็นว่าไม่ใช่ภารกิจที่สถาบันสิทธิมนุษยชน ควรจะต้องทำ อันนี้เป็นประเด็นแรกที่เราอยากจะเสนอให้ยกเลิกหน้าที่นี้นะคะ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือการที่อยากจะเสนอให้ กสม. มีหน้าที่และอำนาจ ในการไกล่เกลี่ยเพื่อระงับข้อพิพาทและแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน เดิมหน้าที่นี้ มีอยู่ใน พ.ร.ป. ฉบับเดิม แต่ในฉบับใหม่ไม่มี ทำให้เรามีข้อจำกัดในการที่จะช่วยแก้ปัญหา การละเมิดสิทธิมนุษชยชนให้รวดเร็วแล้วก็เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ก็หวังว่าเรื่องนี้ เราก็จะขับเคลื่อนกับทางรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต่อไปนะคะ

ประเด็นที่ ๓ ที่เป็นข้อท้าทายของเราซึ่งยังเห็นเป็นปัญหาอยู่คือ ถึงแม้เราจะ มีข้อเสนอแนะไปให้หน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการ กรณีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือ ควรจะต้องแก้ไข ก็มักจะมีการตอบสนองที่ค่อนข้างจะล่าช้าหรือไม่ก็ไม่ได้ดำเนินการเลย เราก็หวังว่ารัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีควรจะต้องกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อเสนอแนะ ของ กสม. ไปดำเนินการให้ครบถ้วน แล้วก็รายงานความคืบหน้าเพื่อให้เราทราบว่า ยังมีข้อจำกัดและอุปสรรคในการดำเนินการที่จะนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ในการแก้ไขปัญหาสิทธิ มนุษยชนได้ต่อไป

ทั้งหมด ทั้งภาพรวมนี่ก็เป็นเรื่องทั้งของรายงานการประเมินสถานการณ์ สิทธิ มนุษยชน แล้วก็ผลการปฏิบัติงาน จึงกราบเรียนมา แล้วก็เรียนมาเพื่อทราบ แล้วก็ยินดีที่จะ รับข้อคิดเห็นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำไปประกอบการจัดทำรายงานในปีต่อไป ขอบคุณค่ะ