มานพ คีรีภูวดล อภิปรายแลกเปลี่ยนผลงานของกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนที่แก้ไขปัญหา ๒ เรื่อง อย่างชัดเจน โดยหารือประเด็นมติ ครม. เกี่ยวกับสถานะบุคคลไร้สัญชาติและผู้ลี้ภัยใน ๙ Camp ชื่นชมความก้าวหน้าด้านสิทธิมนุษยชน และเสนอให้ติดตามดูแลกลุ่มผู้ลี้ภัยที่ไม่ได้ทำงานและผู้ที่ปรับตัวสู่สังคม
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน สัดส่วนชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมืองครับท่านประธาน ผมจะใช้เวลาไม่มากครับ ผมจะอภิปรายแล้วก็ แลกเปลี่ยนกับกรรมาธิการในประเด็นที่ถือว่าเป็นผลงานของกรรมาธิการและหลาย ๆ องค์กรของกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนและหลาย ๆ องค์กรที่ทำให้การแก้ไขปัญหา ๒ เรื่อง ที่เกิดผลชัดเจนนะครับ
ประเด็นแรกก็คือมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๗ ว่าด้วยเรื่องของ สถานะบุคคลไร้สัญชาติ ประเด็นที่ ๒ คือล่าสุด เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคมที่ผ่านมา ว่าด้วยเรื่อง ของมติ ครม. ว่าด้วยการให้ผู้ลี้ภัยใน ๙ Camp ได้ออกมาทำงาน ผมถือว่าอันนี้เป็น ความก้าวหน้าในแง่ของการขับเคลื่อนและผลักดันเรื่องของสิทธิมนุษยชน ซึ่งผมเข้าใจว่า ในรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็ขับเคลื่อนมาตลอด แล้วผมเองในนามของ กรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ท่านประธานครับ ผมเอาประเด็นแรกก่อน กรณีเรื่องของผู้ลี้ภัยที่เราเรียกว่าผู้หนีการสู้รบ ได้อยู่ในศูนย์ที่พักพิงตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ ปี ๒๕๒๘ เป็นเวลา ๔๐ ปีครับ บุคคลเหล่านี้ไม่มีทางได้พัฒนาศักยภาพตัวเอง ถูกเลี้ยงดู ด้วยองค์กรนานาชาติ ถูกกักพื้นที่และบางส่วนก็ไปต่างประเทศ รายงานฉบับนี้ผมคิดว่า เป็นประเด็นที่ทำให้กระบวนการขับเคลื่อนแก้ปัญหาและที่สำคัญคือก็ต้องชื่นชมรัฐบาลครับ มีความกล้าหาญที่จะตัดสินใจที่จะแก้ปัญหาและเป็นที่ยอมรับขององค์กรนานาชาติว่า กระบวนการ สิทธิมนุษยชนในประเด็นนี้ ได้เกิดความก้าวหน้าครับ กรณีผู้ลี้ภัย ผมเอง ผมเป็นสมัยที่ ๒ ผมไม่เคยรู้เรื่องผู้ลี้ภัยเลยครับ ผมรับรู้ครั้งแรกเมื่อ ปี ๒๕๖๓ เครือข่าย ภาคประชาสังคมเขามายื่นหนังสือ ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็นำพาเข้าไปสู่กรรมาธิการ ความมั่นคง ซึ่งมีท่านพลโท พงศกร รอดชมภู เป็นประธาน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ เป็นรองประธาน ก็ศึกษาแล้วมีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมา แต่ว่ามันต้องใช้รายละเอียด พอสมัยที่ ๒ ผมก็มาอยู่ในกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ แล้วก็ได้เป็นรองประธานคนที่หนึ่ง ผมก็ได้ศึกษาเรื่องนี้ แล้วก็ได้ยื่นญัตติเรื่องนี้ ผมคิดว่ากระบวนการทั้งหมด ไม่ว่าจะมาจาก สภาผู้แทนราษฎรที่ขับเคลื่อนไม่ว่าจะมาจากกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจากส่วนไหน ต่าง ๆ มันเป็นพลังที่ดันให้ข้อเท็จจริง แล้วก็ข้อทางออกที่รัฐบาลตัดสินใจ ผมคิดว่าอันนี้ เป็นประเด็นที่ผมอยากจะชื่นชม แล้วผมคิดว่าเรื่องนี้นำไปสู่การยกระดับหรือตัวชี้วัดที่จะทำ ให้ประเทศไทยมีความชัดเจน ล่าสุดผมได้ประชุมกรรมาธิการ ผมอยากจะเรียนทางกรรมการ สิทธิมนุษยชนว่าแรงงานที่ ครม. ได้อนุมัติว่าสามารถที่จะเลี้ยงชีพหรือออกมาทำงาน นอก Camp ได้ ๔.๒ หมื่นคน ตอนนี้ก็คือว่าผมเข้าใจว่ามีกลุ่มผู้ประกอบการเกี่ยวกับไร่อ้อย ก็ไปจองตัวแล้ว ขึ้นทะเบียนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แต่สิ่งที่ผมอยากจะฝากต่อในกรณีผู้ลี้ภัย ๙ Camp นี้ ไม่มีเฉพาะแค่ ๔.๒ หมื่นคน ยังมีคนอีกประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน ที่ไม่ได้ออกไป ทำงาน หมายถึงเด็ก สตรี หรือคนที่ยังไม่อยู่ในวัยทำงาน อันนี้เราจะดูแลเขาอย่างไร เราจะให้เขาได้มีอาชีพอย่างไร ส่วนที่ ๒ คนที่ออกไปทำงานแล้วเนื่องจากว่ายังไม่คุ้นเคย หรือไม่เคยใช้ชีวิตร่วมกับสังคมใหญ่ ว่าในระเบียบ กติกาหรือการใช้ชีวิตร่วมกับสังคม ผมคิด ว่าอันนี้กรรมการสิทธิมนุษยชนจะต้องให้การติดตามข้อมูลครับ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องของความก้าวหน้าอันเนื่องมาจากการทำงานของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนและองค์กรอื่น ๆ เรื่องประเด็น เรื่องสถานะบุคคลไร้สัญชาติ เรื่องนี้เป็นมาอย่างยาวนาน ผมเข้ามาเป็น สส. สมัยแรก เรื่องแรกที่ผมเจอมาก็คือ ผมไม่เคย รู้เรื่องมาก่อนเหมือนกันก็คือเรื่องของบุคคลไร้สถานะ ไร้สัญชาติ เราได้ข้อมูลจาก กระทรวงมหาดไทยว่ามีตัวเลขกลม ๆ ประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ คน แล้วมันก็ค้างอยู่อย่างนั้นละครับ จริง ๆ แล้วมันสามารถที่จะอำนวยการให้กับเจ้าหน้าที่ปกครองระดับอำเภอตัดสินใจได้ ผมทำศึกษารายงานเรื่องนี้ โดยเอาผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรนักวิชาการจากองค์กรพัฒนา เอกชนที่ทำเรื่องนี้ แล้วเสนอให้ สมช. เสนอให้กระทรวงยุติธรรม เสนอให้ ครม. เสนอให้ หลายหน่วยงานดำเนินการ สุดท้ายก็คือเขาออกมติ ครม. วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๗ ครม. อนุมัติให้สถานะบุคคลไร้สัญชาติ ๔๘๐,๐๐๐ คน ผมไม่เอาหลักหน่วยนะครับ ๔๘๐,๐๐๐ คน ใช่ครับ ๔๘๐,๐๐๐ คน ทีนี้มันมีอยู่ ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกก็คือมาตรา ๗ ทวิ วรรคสอง อันนี้ก็คือเป็นคนดั้งเดิมที่เขาจะได้ สัญชาติอยู่แล้วมีประมาณ ๑๓๐,๐๐๐ คน กลุ่มที่ ๒ ก็คือกลุ่มมาตรา ๑๗ อันนี้ก็มีอยู่ ประมาณ ๓๔๐,๐๐๐ คน กลุ่มนี้ก็คือว่ายกสถานะที่เคยอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรชั่วคราว เป็นผู้อยู่อาศัยถาวรและเมื่อถือบัตรตามมาตรา ๑๗ แล้ว เขาสามารถที่จะขอสัญชาติได้ เมื่อผ่านระยะเวลาไป ๕ ปีอันนี้ก็ถือว่าเป็นผลงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน รวมถึง หน่วยงานอื่น ก็คือกรรมาธิการที่ผมศึกษาด้วย แล้วก็หลาย ๆ ส่วน เราจะเห็นปรากฏการณ์ ถ้าเราตามข้อมูลเรื่องนี้ ท่านอดีตนายกเศรษฐา ตอนที่เป็นนายก ท่านลงไปที่เชียงราย ท่านก็บอกว่ากระบวนการแก้ไขปัญหาเรื่องสถานะบุคคลและสัญชาติจะจบเวลาเพียง ๖ วัน ๕ วัน ในกระบวนการตรวจสอบ ซึ่งผมได้ลงไปตรวจสอบ ล่าสุดผมไปพื้นที่ พื้นที่ที่ดำเนินการ ได้จริง ๆ ผมคิดว่าคนที่มีหลักฐานพร้อม มีเจ้าหน้าที่ และมีประสบการณ์ เจ้าหน้าที่ ฝ่ายปกครองต้องมีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญด้วย สามารถดำเนินการจบ ๕ วัน ได้จริง ๆ ผมชื่นชมมาก ๆ ท่านนายอำเภอสังขละบุรี เป็นพื้นที่ที่มีปัญหาหนาแน่นและ มีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้ และจัดองค์กร จัดทีมงาน สามารถแก้ปัญหาได้เร็วที่สุดเทียบกับ ทุกอำเภอ ณ เวลานี้ แต่สิ่งที่ผมอยากจะฝากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนว่าช่วยกัน ตรวจสอบหน่อย ผมเองในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ผมก็เสนอกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในกระบวนการให้สถานะบุคคลไร้สัญชาติ ยังมีกระบวนการที่ไม่ชอบมาพากล โดยการเรียก เก็บเงินต่าง ๆ หรือใช้กระบวนการขั้นตอนที่นำไปสู่กระบวนการคอร์รัปชันได้ อันนี้เราก็ได้รับ ข้อมูล เพราะฉะนั้นก็คือว่าสิ่งที่มันเป็นผลงานและขับเคลื่อนแล้วทำให้รัฐบาลตัดสินใจ และเป็นการแก้ปัญหาของประเทศชาติ ผมคิดว่าอันนี้เราก็ต้องขอบคุณและชื่นชมกับทุกฝ่าย แต่สิ่งที่มันยังเป็นปัญหาที่จะต้องตามต่อ ก็คือ ผู้ลี้ภัยที่ออกมาทำงานเขาไม่เคยใช้ชีวิตร่วมกับ สังคม เราจะดูอย่างไร คนที่ค้างอยู่ประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าคน เราจะดูอย่างไร ส่วนเรื่องของ สถานะบุคคลไร้สัญชาติ กระบวนการที่เกิดกระบวนการคอร์รัปชันในพื้นที่ซึ่งผมเข้าใจว่า ตามยากมาก อันนี้เราต้องช่วยกัน เพราะฉะนั้นก็คือว่ามีทั้งเรื่องที่ชื่นชมและมีเรื่องที่จะฝาก ขอบคุณมากครับท่านประธาน