นพดล ยื่นญัตติ MOU 43-44 ชี้เป็นสนธิสัญญาต้องรักษาไว้

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๘

นพดล ปัทมะ อภิปรายเรื่องความขัดแย้งด้านเขตแดนไทย-กัมพูชา โดยชี้แจงที่มาของเส้นเขตแดนที่อ้างสิทธิทับซ้อนกัน และโต้แย้งข้อกล่าวหาว่าแผนผังใน MOU ๔๔ ยอมรับสิทธิฝ่ายตรงข้าม พร้อมยืนยันว่าการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวจะไม่แก้ปัญหาความขัดแย้งเดิม นพดล ปัทมะ อภิปรายถึงข้อดีของ MOU 43 ที่ห้ามเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน และชี้แจงประวัติศาสตร์คดีปราสาทพระวิหารเพื่อเน้นย้ำว่าการประท้วงเป็นวิธีการป้องกันทางกฎหมาย นพดล ปัทมะ อภิปรายคัดค้านการยกเลิก MOU 43 โดยชี้ว่าการยอมรับแผนที่ระวาง 1:200,000 นั้นไม่ถูกต้องและขัดต่อสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศสปี 1904 และ 1907 ที่ใช้สันปันน้ำเป็นบรรทัดฐานในแผนที่มาตราส่วน 1

นายนพดล ปัทมะ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ วันนี้เป็นโอกาสดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรในฐานะที่เป็น ผู้แทนประชาชนจะได้มาอภิปรายประเด็นที่สำคัญ ก็ขอบคุณเพื่อน ๆ สมาชิกที่ได้ เสนอญัตติและอภิปรายมาก่อนหน้าผม แล้วก็จะตามผมมาอีก ๒-๓ ท่าน ในนามของ พรรคเพื่อไทย ผมได้รับมอบหมายจากพรรคให้เป็นผู้ยื่นญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาศึกษาบันทึกความเข้าใจ MOU ๒๕๔๓ และ MOU ๒๕๔๔ เพื่อนำเสนอ ส่งให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการ

ท่านประธานที่เคารพครับ MOU ๔๓ ชื่อเต็ม ๆ ก็คือบันทึกความเข้าใจ ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วย การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก อันนี้ชื่อเต็ม ๆ นะครับ ฝ่ายเลขานุการอาจจะ ไปตรวจสอบเพิ่มเติมได้ ส่วน MOU ๔๔ คือบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชา อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ผมขอเริ่มจากชื่อที่เป็นทางการ MOU ต่อไปจะอภิปราย ใช้ MOU ๔๓ และ MOU ๔๔ ครับ MOU ๔๓ เป็นเรื่องของการสำรวจและจัดทำ หลักเขตแดนทางบก เซ็นโดยหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ในสมัยรัฐบาล ฯพณฯ ชวน หลีกภัย มาจากพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น ส่วน MOU ๔๔ ก็คือเซ็นโดยดอกเตอร์สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ในรัฐบาลพรรคไทยรักไทย เมื่อปี ๒๕๔๔ ซึ่งเป็นปีแรกที่พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้ง ครั้งแรกนะครับ

ท่านประธานครับ ผมต้องขอทำความเข้าใจในประเด็นแรกว่า MOU ๔๔ และ MOU ๔๓ มันเป็นเพียงบันทึกความเข้าใจหรือมันเป็นสนธิสัญญา เรื่องนี้มีการถกเถียงกันและ มีความเห็นจากกรมสนธิสัญญาและกฎหมายว่า MOU ทั้ง ๒ ฉบับนั้นเป็นสนธิสัญญา ตามอนุสัญญาเจนีวาหรือภาษาอังกฤษใช้ว่า Treaty เพราะฉะนั้นมีพันธกรณีระหว่างประเทศ ในการที่จะดำเนินการตามเงื่อนไขของ MOU ทั้ง ๒ ฉบับ MOU ๔๓ และ MOU ๔๔ ไม่ใช่เพียงบันทึกความเข้าใจ อันนี้ขอทำความเข้าใจไว้เป็นบันทึกในครั้งแรกก่อน

ประเด็นที่ ๓ ผมมีคำถามอยากจะชวนท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ได้พูดคุยกันว่าถ้า MOU ๔๓ มันแย่ มันน่ารังเกียจ มันต้องยกเลิก ผมหวนกลับไปคิดถึง คนที่ลงนามคือหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ซึ่งจบจากออกซฟอร์ด ในสมัยรัฐบาล ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ซึ่งท่านเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ผมค่อนข้างสบายใจในเบื้องต้น ว่าท่านต้องดูดีแล้วว่า MOU ที่พรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นเป็นแกนนำในการบริหาร ประเทศจะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน จึงลงนามใน MOU ๔๓ ซึ่งผมไม่มีข้อสงสัยเลยครับ ตลอด ๒๕ ปีที่ผ่านมาว่า MOU ๔๓ นั้นมันเป็นประโยชน์ MOU ๔๓ นี่ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นคือ ดอกเตอร์สุรินทร์ พิศสุวรรณ ซึ่งเป็นคนที่มี ความซื่อสัตย์อย่างมาก จบปริญญาเอกทางด้านการเมืองจาก Kennedy School of Government ก็คือจากฮาร์วาร์ด

ส่วน MOU ๔๔ คนที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในขณะนั้นคือดอกเตอร์สุรเกียรติ์ เสถียรไทย จบดอกเตอร์ทางกฎหมาย คนไทยคนแรกครับ ที่จบดอกเตอร์ทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดทั้งคู่ ทั้ง MOU ๔๓ และ MOU ๔๔ คนที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นมีความรู้ค่อนข้างใช้ได้ ซึ่งผมก็เคยทำงานกับทั้ง ๒ ท่าน

ท่านประธานที่เคารพครับ ในฐานะที่เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ผมมีประสบการณ์สั้น ๆ ไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใด จะกล้าเซ็นเอกสารที่สำคัญ โดยไม่ผ่านสายตาของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต และไม่มีใครสามารถไปสั่งให้เขาซ้ายหัน ขวาหันได้ โดยเฉพาะ งานทางด้านความคิด ท่านพึ่งได้ครับ ท่านพึ่งความรู้ความสามารถหรือคุณธรรม ของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศได้พอ ๆ กับท่านพึ่งดวงอาทิตย์ที่มันควรจะต้อง มาตอนเช้าแล้วก็ลับอัสดงไปในเวลาหกโมงเย็น ผมคิดอย่างนั้นนะครับ ในฐานะที่เป็น ความเห็นของผม

ท่านประธานที่เคารพครับ คำถามต่อไปก็คือว่า ๒๕ ปีที่ผ่านมา ถ้าคิดว่า MOU ๔๓ มันแย่ มันมีข้อเสียมากมาย ทำไมปี ๒๕๔๔ นายกรัฐมนตรี ชื่อทักษิณ ชินวัตร ปี ๒๕๔๓ ตั้งแต่ชวน หลีกภัย ปี ๒๕๔๓ ทักษิณ ชินวัตร ปี ๒๕๔๔ ทักษิณ ชินวัตร ปี ๒๕๔๘ ฯพณฯ พลเอก สุรยุทธ์ ปี ๒๕๔๙ สมัคร สุนทรเวช ปี ๒๕๕๑ สมชาย วงสวัสดิ์ ปี ๒๕๕๑ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปี ๒๕๕๑ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปี ๒๕๕๔ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปี ๒๕๖๒ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปี ๒๕๖๖ เศรษฐา ทวีสิน ปี ๒๕๖๖ แพทองธาร ชินวัตร ปี ๒๕๖๗ แพทองธารนี้ ผมเอาเฉพาะ ปี ๒๕๖๗ เป็นเบื้องต้น ก่อนนะครับ ทำไมละครับ ตลอด ๒๕ ปีที่ผ่านมาไม่มีใครคิดที่จะยกเลิก มันผ่านสายตา ของ ๑๐ นายกรัฐมนตรีมาได้อย่างไร อันนี้เราก็ต้องคิดต่อไปนะครับ ถ้า MOU ๔๔ มันแย่จริง ผมขอถามต่อนะครับ ถ้ามีการพิจารณาว่าจะยกเลิก หลังการรัฐประหาร ในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ได้มีการศึกษาโดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมายว่า ควรจะยกเลิก MOU ๔๔ หรือไม่ แต่รัฐบาล ฯพณฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีมติคณะรัฐมนตรีอย่างชัดเจนในเดือนธันวาคม ๒๕๕๗ ว่าต้องใช้ MOU ๔๔ ต่อไป เพราะมันเป็นประโยชน์มากกว่าโทษตลอด ๘ ปี ตั้งแต่ ปี ๒๕๖๒ จนถึง ปี ๒๕๖๖ ตั้งแต่ ยึดอำนาจครับ ขอประทานโทษครับ ปี ๒๕๕๗ จนถึงปี ๒๕๖๖ ครับ ๘ ปี คนที่นั่งเป็น ประธาน JBC หรือกลไก เขาเรียกว่า JTC ขอประทานโทษครับ คณะกรรมาธิการร่วม ทางเทคนิคไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นกลไกภายใต้ MOU ๔๔ ที่จะไปเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อน อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ชื่ออะไรท่านประธานทราบไหมครับ ผมไม่เอาชื่อ ก็ได้ครับพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ท่านเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ผมพาดพิงท่าน ไม่ได้ทำให้ท่านเสียหาย เพราะท่านทำตาม MOU ๔๔ ซึ่งก็เป็นไปตามข้อเสนอของกระทรวง การต่างประเทศ แต่ผมก็แปลกใจว่าบางพรรคการเมืองที่ออกจากรัฐบาล แล้วไปเป็นฝ่าย ค้าน ในตอนเป็นรัฐบาล ๘ ปี ไม่เคยมีความคิดที่จะยกเลิก MOU ๔๔ แต่พอออกจากรัฐบาล แล้วมีความคิดที่จะยกเลิก ไม่เห็นด้วย ความคิดอ่านทางกฎหมายหรือเรื่องที่สำคัญขนาดนี้ มันเปลี่ยนแปลงไปตามสถานะการเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านได้หรือครับ

ผมอยากจะกราบเรียนต่อไปว่าโดยส่วนตัวผมคิดว่าเป็นการดีที่เราจะ มาอภิปรายกันในวันนี้ ผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่ามันมีก้อนหินในป่าใหญ่ ๆ ที่ผมยังไม่ได้พลิก ที่ผมยังไม่ได้รู้หรือไม่ ผมเป็นคนน้ำไม่เต็มแก้ว อยากจะรับฟังความเห็นของเพื่อนสมาชิก แล้วตลอดชีวิตเราใช้ปรัชญาของร้านตัดผม ท่านประธานรู้จักปรัชญาร้านตัดผมไหมครับ หลายหัวดีกว่าหัวเดียวครับ เราเอาความคิด เอาสติปัญญาของคนมาหลอมรวมกัน ทั้งนี้ ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลหรือคนที่จะเป็นรัฐบาลหรือคาดว่าตัวเองจะเป็นรัฐบาลในครั้งหน้า เอาสมองมารวมกัน แล้วทำเพื่อประเทศไทยครับ วันนี้เรา Team Thailand ครับ เอาสติปัญญามาคุยกัน อารมณ์เอาไว้ข้างนอกห้องประชุม ผมอยากจะกราบเรียนว่าวันนี้ เป็นวันที่เราจะมาระดมสมอง เอานักวิชาการ เอานักกฎหมาย ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ขาประจำ ขาจร ทั้งหลายทั้งปวง เอามาคุยกัน ไม่จำเป็นจะต้องสาดโคลนและไม่จำเป็น จะต้องปลุกกระแสที่เราใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ผมประสบการณ์อายุพอสมควรแล้ว เห็นนักการเมืองมาก็เยอะ บางคนเก่งในการชี้ปัญหา อภิปรายเป็นฉาก ๆ แต่พวกเราเก่งใน การชี้ทางออก ผมคิดว่าเราต้องมาช่วยกันหาทางออกให้กับประเทศ

อยากจะกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่าก่อนที่เราจะยกเลิก เรามาดู เนื้อหาของ MOU ๔๓ สักนิดหนึ่งดีไหมครับ ว่าถ้าเราคิดว่ามันไม่ดี มาดูว่ามันดีหรือไม่ดี อย่างไร การแก้ไขปัญหาเรื่องเขตแดน จริง ๆ มันมีแค่ ๒ แนวทาง ก็คือทำสงคราม ถ้าเราเห็นว่าเป็นของเรา ส่งกองกำลังทหารไปยึด อีกกรณีหนึ่งก็คือ มาเจรจาโดยสันติวิธี มันมี ๒ ทางในโลกครับ ไม่มีทางที่ ๓ หรือไปปรึกษาหมอปลา ท่านประธานครับ ทั่วโลก เขาใช้วิธีการเจรจา สงครามรัสเซีย-ยูเครน ตายไปหลายแสนคนก็ต้องมาเจรจา สงครามโลก ครั้งที่ ๒ ตายไป ๒๐ กว่าล้านคน ก็ต้องมาเจรจา เพราะฉะนั้นมันต้องเจรจา มันต้องใช้วิธีการ ทางการทูต การเจรจาทางการทูตมันต้องมีกรอบในการเจรจา ซึ่งนี่ล่ะครับคือกรอบ ในการเจรจาก็คือใช้ MOU ๔๓ ในการเจรจาเรื่องเขตแดนทางบก ๘๐๐ กิโลเมตร ของไทย-กัมพูชา มาเจรจากัน มาคุยกัน โดยมีกลไกก็คือคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ครับ Joint Boundary Commission ไม่ใช่ JBP อันนั้นมันชื่อสีชนิดหนึ่ง JBC

ประเด็นแรกต้องมีกลไกคือคณะกรรมาธิการ JBC มาประชุมกัน น่าเสียดาย ๒๕ ปีประชุมกันไป ๑๐ กว่าครั้ง เฉลี่ยประมาณ ๒ ปีครั้ง ผมว่าทำงานน้อยไปนิดหนึ่งครับ ถ้าผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องประชุมกันทุก ๓ เดือน เพราะการ จะปักปันเขตแดน จัดทำหลักเขตแดน มันต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพราะอะไร ถ้ารู้ว่ามันชัด โฉนดมันชัด รังวัดชัด ล้ำกันนี่รู้เลยว่าเป็นของใคร ชัด ๆ นะครับ นอกจากนั้น ภายใต้คณะกรรมาธิการ JBC หรือคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม มันมีคณะกรรมการ เทคนิคร่วมซึ่งไปสำรวจ ไปดูภูมิประเทศจริง ระหว่างไทย-กัมพูชา ใช้ LiDAR ใช้เทคโนโลยี สมัยใหม่ถ้าอุปมาอุปไมยเหมือนท่านประธานมีบ้านติดกับเพื่อนบ้าน ต้องไปรังวัด ต้องไปสำรวจแล้วก็ทำรั้ว นั่นคือข้อดีประเด็นแรก

ข้อดีประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าตามเงื่อนไขของ MOU ๔๓ ระหว่างที่ต่างคน ต่างอ้างสิทธิ เขาเรียกว่าพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนกัน ท่านประธานถ้าดูเรื่องเล่าเช้านี้ เมื่อเช้าก็จะเห็นแถวบ้านหนองจาน มันมีเส้น เรายึดเส้นหนึ่ง เขายึดเส้นหนึ่ง แล้วลากเส้นกัน มันก็มีซ้อนกัน บริเวณที่ซ้อนกันเรียกว่า Overlapping Claims Area หรือว่าเรียกว่า พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน พื้นที่นี้ตาม MOU ๔๓ ห้ามไปเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม กล่าวโดย สรุปก็คือห้ามไปสร้างโรงเรียน ห้ามไปสร้างบ้านพัก ห้ามไปสร้างตลาด ห้ามไปสร้างวัด เช่น ในพื้นที่ทับซ้อน ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ไปสร้างวัดซึ่งเราประท้วง ทหารไทยใช้ MOU ๔๓ ในการประท้วงไป ๔๐๐-๕๐๐ ครั้ง บางคนบอกว่าคุณประท้วงไปทำไม เสียเวลา แต่สำหรับผม การประท้วงคือการป้องกันไม่ให้เราถูกอ้างว่าเรายอมรับพื้นที่นั้น ป้องกันไม่ให้ถูกกฎหมาย ปิดปาก เพราะหลักกฎหมายปิดปากหรือเรียกว่า Temple of Preah Vihear หรือ Temple Case ผมเรียนกฎหมายระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และที่มหาวิทยาลัย ออกซฟอร์ด คดีนี้คือคดีที่เป็น Authority หรือเป็นหลักกฎหมายว่าถ้าคุณยอมรับ ในข้อเท็จจริงเรื่องหนึ่งเรื่องใดแล้วคุณไม่ปฏิเสธ ถือว่าถูกปิดปากในการยอมรับสิ่งนั้น แล้วมันเคยเป็นเรื่องที่เราถูกลงโทษมาในคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๕ สมัย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ย้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับ คนที่ยกปราสาทพระวิหารให้ กัมพูชาคือรัฐบาลสมัย จอมพล ประภาส จารุเสถียร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สมัย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๐๕ ผมอายุ ๑ ขวบ ไม่ได้เป็นคนยกปราสาทพระวิหารให้กัมพูชาแน่นอน ท่านประธาน ที่เคารพ เพราะฉะนั้นข้อดีของ MOU ข้อที่ ๒ ก็คือว่าห้ามไปเปลี่ยนแปลง ภูมิประเทศ ห้าม ไปทำลายสันปันน้ำ ให้ไปขุด Coulet อย่างที่เราเห็น Coulet ทางยุทธภูมินี่ห้าม เพราะฉะนั้น เราประท้วงได้

อันที่ ๓ ท่านประธานที่เคารพครับ เขาบอกว่าตาม MOU ๔๓ เวลาพิพาทกัน เรื่องดินแดน จะต้องมาเจรจาทั้ง ๒ ฝ่าย ข้อดีของมันก็คือ เป็นการบีบให้กัมพูชาจะต้องมาเจรจา กับไทย ป้องกันไม่ให้กัมพูชาจะต้องยกระดับไปยังเวทีโลก แม้ว่าในอดีตกัมพูชาต้องการที่จะ ส่งเรื่องนี้ไปศาลโลก เห็นไหมครับ เมื่อวันที่ ๑๔-๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๘ กัมพูชาบอกว่า ผมจะไม่คุยเรื่องของ ๓ ปราสาทและ ๑ ช่องบก จะเอาเรื่องนี้ไปสู่ศาลโลก ICJ ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ แต่ประเทศไทยประกาศท่าทีทางกฎหมายอย่างชัดเจนว่าเราไม่ยอมรับ Jurisdiction หรือเขตอำนาจศาลโลก เพราะฉะนั้นตามกฎบัตรของศาลโลก ICJ Statute ข้อ ๓๖ เมื่อไม่มีความยินยอมของประเทศไทย กัมพูชาจึงไปไม่ได้ มุกหรือเรื่องของเวทีโลก แป้กเป็นเรื่องที่ ๑ แป้กเป็นเรื่องที่ ๒ คือกัมพูชาพยายามยกระดับไปเป็นเวทีคณะมนตรี ความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งก็มีมติว่าให้ไทยและกัมพูชาไปคุยกันเอง แป้กเป็นเรื่องที่ ๒ การมาคุยกันท่านประธานที่เคารพ ก็คือตามกรอบ MOU ๔๓ นั่นเอง ทีนี้ท่านประธาน อาจจะบอกว่าผมบรรยายข้อดีราวกับผมไปเซ็นเอง MOU ๔๓ ซึ่งไม่ใช่ครับ เป็นเรื่องของรัฐบาล สมัย ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ซึ่งบังเอิญท่านไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย แต่ผมก็ไม่ได้พาดพิงท่าน ในทางที่เสียหาย

ข้อคัดค้านประเด็นหนึ่งก็คือ MOU ๔๓ ไปยอมรับแผนที่ระวาง ๑:๒๐๐,๐๐๐ ถูกต้องไหมครับท่านประธานที่เคารพ ที่มีการอภิปรายกัน ไม่มีครับท่านประธาน ไม่มีที่กัมพูชาใช้ MOU ๔๓ มาปรักปรำไทยว่าไทยไปยอมรับแผนที่ระวาง ๑:๒๐๐,๐๐๐ และไม่มีข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศหรือกรมแผนที่ทหารที่เสียสติพอ ที่จะไปยอมรับ แผนที่ ๑:๒๐๐,๐๐๐ ท่าทีที่แน่นแฟ้น มั่นคงของประเทศไทย ยึดถือสันปันน้ำตามสนธิสัญญา สยามฝรั่งเศส ปี ๑๙๐๔ และ ปี ๑๙๐๗ และสันปันน้ำมาจำลองในแผนที่ระวาง ๑:๕๐,๐๐๐ ตอนแรกเรียกว่าแผนที่ระวาง L7017 ตอนหลังมาเปลี่ยนเป็นแผนที่ L7018 ทั้ง ๒ แผนที่นี้ ใช้สันปันน้ำเป็นบรรทัดฐานและใช้มาตราส่วน ๑:๕๐,๐๐๐ แผนที่นี้ เป็นแผนที่ที่ทุกคน ของประเทศไทย เจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่อุทยาน เจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ กองทัพ กระทรวงการต่างประเทศ กองเขตแดน กรมแผนที่ทหาร ต้องใช้แผนที่นี้ในการปฏิบัติงาน เพราะฉะนั้น ไม่มีทางที่เราจะไปสละการยอมรับ แผนที่ระวาง ๑:๕๐,๐๐๐ หรือไปยอมรับแผนที่ ๑:๒๐๐,๐๐๐ ไม่มีประเด็นนี้ที่ให้ท่านกังวลใจ ท่านประธานที่เคารพ ถ้ายกเลิก MOU ๔๓ มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านวิทยา แก้วภราดัย ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านบอกว่าคุณนพดลจะอภิปรายอะไรก็ได้ ช่วยบอกหน่อย ว่าถ้ายกเลิก MOU ๔๓ จะมีข้อเสีย ข้อดีอย่างไร ผมพูดท่านประธานส่งไปยังท่านวิทยา ท่านมาทวงคำตอบผมอยู่ข้างหลัง ท่านประธานที่เคารพ ถ้ายกเลิก ผลเสียจะเป็นอย่างไร หรือข้อดีจะเป็นอย่างไร ผมกราบเรียนท่านประธานว่าการยกเลิก MOU ๔๓ มีข้อเสีย มากกว่าข้อดี อย่างที่ท่านสมาชิก ขอประทานโทษ ท่านหนึ่งจากพรรคฝ่ายค้านได้บอกว่า ทุกอย่างเหรียญมี ๒ ด้าน มีข้อดี ข้อเสีย แต่ผมก็กราบเรียนว่า MOU ๔๓ โดยรวมมันมีข้อดี มากกว่าข้อเสีย ถ้ายกเลิกคือมันมีข้อเสียมากกว่าข้อดี

ประเด็นแรก จะทำให้การแก้ไขปัญหาเขตแดนไม่มีกรอบในการเจรจาเลย ท่านประธานที่เคารพ ถ้ายกเลิก Set Zero ก็มาคุยกันใหม่ว่าคุณจะคุยกันอย่างไร จะมีกลไกอย่างไร จะมีตัวแทนกรรมการแต่ละฝ่ายอย่างไร นั่นคือปัญหาอันแรก

อันที่ ๒ เราจะห้ามไม่ให้กัมพูชาจะต้องไม่เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมไม่ได้ เพราะถ้ากัมพูชามาสร้างวัด มาสร้างโรงเรียน หรือมาสร้างตลาด วิธีทำอย่างเดียว เราประท้วงไม่ได้แล้วท่านประธานต่อไป เราอาจจะประท้วงได้ แต่ก็มีแนวโน้มที่เราจะต้อง ใช้กองกำลังทหารไปผลักดันให้ออกไป ซึ่งโอกาสที่จะมีการปะทะมีการต่อสู้กันก็เป็นไปได้ นั่นเป็นประเด็นที่ ๒

ประเด็นที่ ๓ ผมคิดว่าโอกาสที่ เราจะบีบบังคับให้กัมพูชาจะต้องมาเจรจา กับเรา มันหายไปแน่ ๆ เพราะเนื่องจากพอท่านยกเลิกพันธกรณีตาม MOU ๔๓ ไป กัมพูชา ก็จะไปเวทีโลก ไม่คุยกับไทยแล้ว ขนาดมี MOU ๔๓ ยังบอกว่า ๓ ปราสาทกับ ๑ ช่องบก จะไม่คุยกับไทย อันนั้นเป็นการละเมิดพันธกรณีนะครับ พอไม่มี MOU ๔๓ ท่านเดาได้เลยครับ กัมพูชาก็ต้องพยายามที่จะยกระดับหรือ Escalate ความขัดแย้ง เรื่องเขตแดนให้สูง แล้วก็พยายามที่จะ ใช้คำว่า หาพวก ก็ได้ครับ ในเวทีโลก ซึ่งอันนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เราพึงปรารถนา

ผมขออนุญาตท่านประธานตั้งเป็นคำถามสุดท้ายอย่างนี้แล้วกันครับ ว่าถ้า MOU ๔๓ เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายกัมพูชา ถ้ายกเลิกนะครับ ถ้ามันเป็นประโยชน์ สำหรับกัมพูชา ถ้ายังคงมีอยู่ กัมพูชาอยากจะยกเลิกไปทำไมครับ ถูกต้องไหมครับ คือ แสดงว่าการที่มี MOU ๔๓ ไทยได้เปรียบ ทีนี้ท่านประธานอาจจะบอกว่านพดล คุณคิดเอง หรือเปล่า ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ เมื่อ ๓-๔ วันที่ผ่านมา กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ มีความเห็นแล้วก็ได้แถลงชัดเจนว่า MOU ๔๓ ทำให้ไทยได้เปรียบ แล้วเนื้อหาหลัก ๆ ก็คล้ายที่ผมได้กราบเรียนท่านประธาน เมื่อสักครู่นี้ เพราะฉะนั้นก็ฝากให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้ไปพิจารณาประกอบด้วยครับ ว่าความเห็นทางกฎหมายของกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ซึ่งเป็นข้าราชการที่มีคุณธรรม มีความรู้ความสามารถและเป็นกรมที่รักษาท่าทีทางด้านกฎหมายระหว่างประเทศของเรา และรู้เรื่องสนธิสัญญาที่ดีที่สุด เขามีความเห็นอย่างนี้เราควรรับฟังหรือไม่

ทีนี้ผมขออนุญาตท่านประธานอีกนิดเดียว พูดถึงเรื่อง MOU ๔๔ ครับ เพราะว่าวันนี้ญัตติเราพิจารณาทั้ง MOU ๔๓ และ MOU ๔๔ ความเป็นมา ผมเคยอภิปราย ในสภา ขอสั้น ๆ นะครับ เมื่อปี ๒๕๑๕ ประเทศกัมพูชา เขมรนี่ละครับ ประกาศเขตไหล่ทวีป ก็ยาวออกมา เมื่อปี ๒๕๑๖ ไทยประกาศเขตไหล่ทวีป ไทยประกาศ ปี ๒๕๑๖ กัมพูชา ประกาศ ปี ๒๕๑๕ ไทยประกาศอย่างมีความรับผิดชอบ สอดคล้องกับกฎหมายทะเล กฎหมายระหว่างประเทศ ในขณะที่กัมพูชาประกาศอย่างไม่สอดคล้องกับกฎหมายทะเล ซ้อนกัน พื้นที่ประมาณ ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร แผนที่อ้างสิทธิทับซ้อนกัน ตามกฎหมาย ทะเลปัจจุบัน ซึ่งเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ แล้วก็กัมพูชาปฏิเสธไม่ได้ ว่าไม่บังคับกับกัมพูชา ไทยกับกัมพูชาจะไปสำรวจพื้นที่ใต้เขตไหล่ทวีปไม่ได้ จะไปสำรวจ น้ำมันและแก๊สไม่ได้ คือจะเข้าในพื้นที่ไม่ได้ถ้าเกิดต่างคนต่างอ้างสิทธิ อันนั้นเป็น ประเด็นแรกที่อยากจะกราบเรียนท่านประธาน กลไกทางกระทรวงการต่างประเทศ ก็เลยคิดว่า เอ๊ะ ทำไมไม่มาพูดคุยกัน คุณอ้างสิทธิ เราก็อ้างสิทธิ มาคุยกันให้มันสอดคล้อง กับกฎหมายระหว่างประเทศ บางคนบอกว่าแผนผังที่แนบท้าย MOU ๔๔ ซึ่งเป็นแผนผัง เหมือนคล้าย ๆ ขาคน มันมีเส้นทั้งที่ไทย-กัมพูชาลาก และมันมีเส้นที่ไทยลาก ทั้ง ๒ เส้นอยู่ ด้วยกัน บางคนตีความว่าการที่เราไปสะท้อนเส้นของกัมพูชาในแผนผังแนบท้ายเท่ากับ เราไปยอมรับเส้นของกัมพูชา เป็นถูกกฎหมายปิดปาก จริง ๆ ไม่ใช่นะครับ เพราะในนั้น มีเส้นของไทยด้วย ถ้าตีความว่ากัมพูชาถูกกฎหมายปิดปากว่าไปยอมรับเส้นของเขา เราก็ต้องตีความได้เช่นกันว่ากัมพูชายอมรับเส้นของไทย ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่ต้องไปเจรจา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ มาจนถึงปัจจุบันทั้งไทยและกัมพูชาต่างยืนยันสิทธิในเส้นของแต่ละคน ต้องไปเจรจากันต่อไป ทีนี้ผมก็ไปสู่ประเด็นว่าถ้ายกเลิก MOU เอาสั้น ๆ แล้วกัน ถ้ายกเลิก MOU ๔๔ ผลจะตามมาอย่างไร

ประเด็นแรก ก็คือการอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันจะยังคงอยู่ทุกประการ ไทยก็อ้างเส้นของไทย กัมพูชาก็อ้างของไทย

ประเด็นที่ ๒ ก็คือพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ก็จะยังคงอยู่เหมือนกันทุกประการ ทั้งมี MOU และไม่มี MOU

ประเด็นที่ ๓ ตามกฎหมายระหว่างประเทศคือกฎหมายทะเล ซึ่งเราเป็นสมาชิก ของสหประชาชาติ เราอยู่ภายใต้กฎหมายทะเลฉบับเดียวกัน บังคับให้ทั้งไทยและกัมพูชา จะต้องไปเจรจากันโดยสุจริต ก็คือ Act in good faith เพื่อบรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรม อย่างไร ไม่มี MOU ๔๔ ก็ต้องไปเจรจากันอยู่ดี

ประเด็นที่ ๔ กัมพูชาไม่มีพันธกรณีที่จะไปเจรจาแบ่งเขตทะเลเหนือเส้น ๑๑ องศาเหนือ แล้วไม่มีพันธกรณีที่จะมาเจรจาเรื่องพัฒนาร่วมใต้เส้น ๑๑ องศาเหนือ ลงมา ๑๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตรบนไปแบ่งเขตทะเล ๑๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตรด้านใต้เส้น ๑๑ องศามาพัฒนาร่วม กัมพูชาก็ไม่ต้องผูกพันแล้วเพราะไม่มี MOU ๔๔ แล้ว

ประเด็นที่ ๕ กัมพูชาไม่ต้องผูกพันในการที่จะมาเจรจา ทั้งเรื่องแบ่งเขตทะเล และพัฒนาร่วม ให้ผูกติดกันเหมือนปาท่องโก๋ เหมือนแฝดอิน-จัน เพราะ MOU ๔๔ เป็นการบีบ กัมพูชา จริง ๆ ผมอยากกราบเรียน ไม่อยากเอาเรื่องภายในมาพูด กัมพูชาเขาอยากเจรจา เฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทางน้ำมันและแก๊ส เขาบอกว่าเรื่องแบ่งเขตทางทะเลเอาไว้ก่อน แต่เพราะว่าเป็นความชาญฉลาดของกระทรวงการต่างประเทศ ในปี ๒๕๔๔ ที่บอกว่า เราไม่เจรจาเรื่องผลประโยชน์ทางน้ำมันและแก๊ส จนกว่าคุณจะเจรจาเรื่องเขตแดนทางทะเล คู่กันไปด้วย เพราะฉะนั้นที่มีคนไปใช้ Fake News ในทำนองว่าอดีตนายกและนายกไปบอก ว่าถ้าตกลงกันไม่ได้ก็แบ่งคนละครึ่ง คนละ ๕๐:๕๐ นั้นไม่จริงนะครับ ท่านไม่ได้มีเจตนา เช่นนั้น แล้วมันก็ทำไม่ได้ อันนี้ผมขออนุญาตแก้ประเด็นนี้ด้วยนะครับ

สุดท้ายถ้ายกเลิกไป แล้วก็ไม่มีกลไกในการเจรจา การพัฒนาร่วมกันเรื่องน้ำมัน และแก๊ส ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งเรื่องนี้อยากจะย้ำอีกทีว่าการพัฒนาไม่ว่าจะเป็น การตกลงเขตแดนทางบกตาม MOU ๔๓ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาร่วมตาม MOU ๔๔ ไม่สามารถทำได้งุบงิบโดยใครคนหนึ่งคนใด จะต้องผ่าน JBC ในกรณีทางบก จะต้องผ่าน JTC ในกรณีทางทะเล จะต้องผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ จะต้องผ่านคณะรัฐมนตรี จะต้อง ผ่านรัฐสภาทั้ง ๒ แห่ง ฉะนั้นพี่น้องประชาชนสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา อันนี้ คือประโยชน์ที่ MOU ทั้ง ๒ ฉบับมี ถ้ายกเลิก ผลจะเป็นอย่างไร

ผมจะสรุปอย่างนี้ท่านประธานที่เคารพ ใช้เวลามาพอสมควร ก็คือ กล่าวโดยสรุปว่าถ้ายกเลิก MOU ๔๓ MOU ๔๔ ก็ต้องมาเจรจากันใหม่อยู่ดี แล้วก็มีข้อเสีย อย่างที่กราบเรียน มีบางคนไปกล่าวหากันใน Social Media คือสมัยนี้มันเป็นสมัยที่ การไหลเวียนของข้อมูลเท็จเร็วมาก ท่านประธานเห็น ผมก็เป็นเหยื่อของการใช้ข้อมูลเท็จ ทำลายล้าง แต่ผมไม่ยอมแพ้หรอกครับ ผมคิดว่าความจริงจะต้องชนะความเท็จ มีคนไปบอกว่า MOU นี้เป็น MOU ขายชาติใช่ไหมครับ MOU ๔๓ และ MOU ๔๔ ผมคิดว่า มันเป็นการสรุปที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ผมคิดว่าการสรุปในลักษณะนั้น เป็นการสรุปที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล ผมกราบเรียนไปแล้วว่าถ้าเป็น MOU ที่แย่ขนาดนั้น มันจะผ่านกระทรวงการต่างประเทศมาได้ไหมล่ะ มันจะผ่านรัฐบาลที่มี คนซื่อสัตย์สุจริตและมีคนบริหารประเทศมาเช่นนั้นได้ไหม ผมไม่เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น แล้วทำไม คณะรัฐมนตรีในอดีตถึงมีมติในการยืนยันว่าต้องเจรจาตาม MOU ๔๔ กล่าวโดยรวมแล้ว ผมยินดีนะครับที่สภาแห่งนี้ถ้ามีมติตั้งคณะกรรมาธิการไปศึกษาก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เราจะ ระดมสมองรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย วันนี้เราไม่ควรทำเป็นน้ำเต็มแก้ว หรือมีความรู้ว่า ข้าพเจ้ารู้ดีที่สุดในห้องนี้ เขาบอกว่าถ้าข้าพเจ้ามีความรู้ดีที่สุดในห้องนี้ เขาบอกว่า ท่านอาจจะนั่งผิดห้อง เพราะมันยังมีคนเก่งกว่าเราเสมอ เพราะฉะนั้นการระดมสมอง เป็นเรื่องที่ทุกคนมีส่วนร่วม เรื่องนี้เป็นเรื่องของประเทศชาติโดยส่วนรวมครับ เอาเหตุเอาผล มาว่ากัน แล้วจะไปศึกษา ผมไม่ขัดข้อง แต่โดยส่วนตัวผมอยากจะเสนอให้ที่ประชุม ได้อภิปรายและนำข้อเสนอไปให้รัฐบาลได้พิจารณา ท่านประธานที่เคารพครับ

สุดท้ายนี้จุดยืนของพรรคเพื่อไทยในด้านต่างประเทศก็คือว่าเราเห็นว่า ประโยชน์ของชาติต้องมาก่อนครับ ประโยชน์ของชาติต้องมาก่อน การแก้ไขปัญหาเขตแดน ต้องยึดอธิปไตยของชาติเป็นหลัก แล้วก็รักษาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ผมมั่นใจว่า การยึดแนวทางทางการทูต การให้หน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นกรมสนธิสัญญา กรมแผนที่ทหาร สมช. กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ กองบัญชาการกองทัพไทย ทุกฝ่าย ได้มามีส่วนร่วมในการพิจารณาร่วมกัน ร่วมกับความเห็นต่างของฝ่ายต่าง ๆ ผมคิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์ ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นแค่มิติหนึ่งในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เรายังมีเรื่องการค้ามนุษย์ เรายังมีเรื่องของการร่วมมือปราบปรามยาเสพติด เรายังมี เรื่องแรงงาน เรายังมีเรื่องของการปราบปรามแก๊ง Call Center ต่าง ๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน เราได้ดุลการค้าค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นมันยังมีมิติของอาเซียน มหาอำนาจหลายประเทศ ก็ไม่ค่อยสบายใจที่มันมีความไร้เสถียรภาพทางการเมืองใน ASEAN ผมคิดว่าเราไม่ได้เป็น ศัตรูกับประชาชนของทั้ง ๒ ประเทศ แต่เราจำเป็นจะต้องปกป้องอธิปไตยของเรา แล้วก็ รักษาความสัมพันธ์ ผมขอสนับสนุนญัตติในการที่มาหารือกัน เพื่อหาทางออกให้กับเรื่องนี้ ในเรื่อง MOU ๔๓ และ MOU ๔๔ โดยการยึดประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ