ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ชี้ว่าปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชาเกิดจากต้นตอที่รัฐบาลชุดปัจจุบันขาดความชอบธรรม จึงเสนอให้สภาตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาข้อตกลง MOU ทั้ง ๒ ฉบับอย่างรอบด้าน โดยเน้นประโยชน์จากการปักปันเขตแดนกว่า ๒๐ ปี และเตรียมแผนรองรับกรณียกเลิก รวมถึงกลไกการเจรจาในอนาคต เพื่อเยียวยาบาดแผลทางใจและสร้างความไว้วางใจระหว่างสองประเทศ
ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ ท่านประธานครับ ในฐานะที่ผมเป็นผู้เสนอญัตติ เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา พิจารณาศึกษาในส่วนของ MOU ทั้ง ๒ ฉบับ ก่อนที่ผมจะลงเนื้อหาในรายละเอียดระดับหนึ่ง ซึ่งผมเชื่อว่าวันนี้มีเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่าน ที่จะมาลงรายละเอียดทั้งในเรื่องของ MOU ๔๓ และ MOU ๔๔ มากกว่าผม ผมอยากจะชวนท่านประธาน แล้วก็เพื่อนสมาชิก ทุกท่านออกมาถอยดูในภาพใหญ่ว่าวันนี้ที่เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสนับสนุนในเรื่องของ การตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาก่อน เพื่ออะไร ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าวันนี้ เพื่อนสมาชิกมีการแสดงความคิดเห็นหลากหลายแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นในกรณีที่บอกว่า MOU ที่ผ่านมาเป็นกลไกที่ขาดประสิทธิภาพหรือไม่ แก้ปัญหาแล้วไม่จบหรือเปล่า รวมถึงว่า จะแก้ไข MOU หรือจะพิจารณายกเลิก MOU มีข้อคิดเห็นแตกต่างหลากหลายแน่นอนครับ รวมถึงในเรื่องการใช้กลไกอื่น ๆ ที่จะช่วยการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา แต่ผมเชื่ออย่างนี้ครับท่านประธาน วันนี้เพื่อนสมาชิกของพวกเราทั้ง ๕๐๐ คน ที่มาร่วม ประชุมกัน หลายท่านจะลุกขึ้นมาอภิปราย หลายท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งเรื่องการต่างประเทศ ทั้งเรื่องความมั่นคง ทั้งเป็นตัวแทนของ สส. ในพื้นที่ วันนี้ ถ้าเราหารือกันอย่างเต็มที่จนได้ข้อสรุปที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย ไม่ว่าข้อสรุปนั้นจะออกมาเป็นอย่างไร แล้วเราส่งผลการศึกษานี้ให้กับรัฐบาลชุดปัจจุบันใน การไปแก้ไขปัญหา ผมก็เชื่อว่าปัญหาไม่จบครับ ถึงแม้จะเป็นข้อเสนอที่ดีที่สุดสำหรับ ประเทศไทยผมย้ำอีก ๑ ครั้ง แต่ถ้ายื่นข้อเสนอนี้ให้กับรัฐบาลชุดปัจจุบันในการแก้ไขปัญหา ปัญหาก็ไม่จบ ที่ผมนำเรียนแบบนี้เพราะปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น มีต้นตอมาจากรัฐบาลชุด ปัจจุบัน เริ่มต้นที่ตัวผู้นำประเทศ ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาปัจจุบันที่ทำให้พลเรือน ไทยและทหารของไทยต้องเสียชีวิตหลายสิบคน มีผู้บาดเจ็บนับร้อย มีผู้อพยพนับแสน ประชาชนในปัจจุบันระหว่าง ๒ ประเทศ เริ่มมีความขัดแย้งกันระหว่างประชาชน ทั้ง ๆ ที่ ก่อนหน้านี้ประชาชนที่เขาอยู่อาศัยในเขตตามแนวชายแดน เขาหากิน ไปมาหาสู่กันได้ ความขัดแย้งระหว่างประชาชน ๒ ประเทศ เกิดขึ้นเพราะตัวผู้นำประเทศครับท่านประธาน ดังนั้นผมถึงอยากเน้นย้ำความสำคัญอีก ๑ ครั้ง วันนี้นอกจากเรามาหารือว่าอะไรที่จะเป็น ทิศทางที่เดินไป ที่ดีกว่าของประเทศไทย เราจะมีทางออกในการแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นกลไกระหว่างประเทศ กลไกความมั่นคง กลไกระหว่างประชาชนต่าง ๆ ได้ ข้อสรุปแล้ว ยังไม่มีความสำคัญเท่ากับการที่เราจะยื่นผลการศึกษานี้ให้ใครเป็นคนทำ สำหรับ ผมครับท่านประธานสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งก็คือ เรื่องของความชอบธรรมของรัฐบาล ที่หมายถึงความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลไทยในการเข้าไปเจรจาแก้ไข ถ้าหาก รัฐบาลขาดความชอบธรรม ถึงแม้ผลการศึกษาจะดีแค่ไหน รัฐบาลเดินหน้าตามผลการศึกษา ของสภาแบบนั้น แต่สุดท้ายประชาชนคนไทยไม่เชื่อถือ เวทีต่างประเทศไม่ให้ความเคารพ นับถือรัฐบาลไทย ปัญหาจะได้รับการแก้ไขไหมครับ ผมตั้งคำถามนี้เพื่อชวนท่านสมาชิก ทุกท่านร่วมกัน อยากให้สนับสนุนในเรื่องของการตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อศึกษาก่อน ศึกษาเพื่ออะไรครับ ศึกษาเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศและส่งต่อไปยังรัฐบาล ชุดหน้าที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนและมีความชอบธรรมสูงกว่านี้ ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา
วันนี้ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านพิจารณาในกรอบภาพกว้าง มากกว่า ในเรื่องของ MOU ทั้ง ๒ ฉบับ สาเหตุที่ผมบอกอย่างนี้ เพราะไม่ว่าเราจะตัดสินใจทางใด ทางหนึ่งย่อมมีเรียนด้านกลับเสมอ ผมเข้าใจดีในเรื่องข้อกังวลของเพื่อนสมาชิกบางส่วนครับ ที่บอกว่ากลไกของ MOU ที่ผ่านมา เป็นกลไกที่ขาดประสิทธิภาพ รัฐบาลกัมพูชาละเมิด MOU หลายร้อยครั้ง แล้วเราจะมี MOU ไปเพื่ออะไร ทำไมเราไม่แก้ปัญหาให้จบ ๆ ไป แต่ท่านประธานอย่าลืมนะครับว่ากรอบของ MOU ทั้ง ๒ ฉบับนี้ ที่เราร่วมจัดทำกับกัมพูชา มาตลอดกว่า ๒๐ ปี ช่วยทำให้เราเดินหน้าการปักปันเขตแดนไปแล้ว ๗๔ หลักหมุดเขตแดน ด้วยกัน ผมเข้าใจดีว่ากระบวนการในปัจจุบัน มันติดขัดข้อปัญหาอย่างไร ซึ่งเราต้องพิจารณา ศึกษาในการลงไปแก้ไขหรือจะมีการยกเลิกข้อตกลงอะไรบางส่วนว่าไปเป็นในเรื่องของ การศึกษาของกรรมาธิการวิสามัญ แต่ถ้าหากเรารื้อกระบวนการทั้งหมดนี้ อย่าลืมพิจารณา ในเรื่องของผลกระทบอีกหนึ่งด้านด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ผมเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็น เพื่อนสมาชิกท่านใด ที่จะอยู่ฝั่งใดก็ตาม จะให้ยกเลิก จะให้แก้ไข จะให้เดินหน้าต่อ อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อแบบเดียวกันกับที่ท่าน สส. แนน ขออนุญาตเอ่ยนามที่ลุกขึ้นมา อภิปรายเมื่อสักครู่ พวกเราทุกคนล้วนมีโจทย์เดียวกันครับ ทำอย่างไรให้ประเทศไทย ได้รับผลประโยชน์และมีอำนาจต่อรองมากที่สุดเพื่อคนไทยทุกคน ดังนั้นในเรื่องของ ความเห็นที่แตกต่างหลากหลายของเพื่อนสมาชิกในปัจจุบัน ไม่มีความจำเป็นใด ๆ เลย ที่เราจะต้องรีบเร่ง รีบร้อนที่จะส่งข้อสรุปนี้ไปยังรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมให้ดำเนินการ แก้ไขในวันนี้ จึงเป็นที่มาที่วันนี้ผมอยากจะเชิญชวนเพื่อนสมาชิกทุกคนเห็นด้วยกับญัตติ ให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาก่อนอย่างรอบด้าน ซึ่งกรอบในการศึกษา ของกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ผมคิดว่ามี ๔ ประการใหญ่ ๆ ด้วยกันครับ
ประการแรก กรอบของกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ควรจะต้องมีการศึกษา ในเรื่องของผลกระทบ กฎหมายระหว่างประเทศและความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อเวที ระหว่างประเทศ
ข้อที่ ๒ ก็คือศึกษาในเรื่องของผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับกระบวนการ ทวิภาคีในการเจรจาการปักปันเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา
ส่วนที่ ๓ ถ้ากรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จะศึกษาในเรื่องของการยกเลิก ก็อย่าลืมคิดเผื่อไว้ด้วยว่าจะมีกลไกใด ๆ ที่จะมาแทนที่ในเรื่องของการเจรจาระหว่าง ไทยกับกัมพูชา ในระหว่างที่เราอาจจะยังไม่มีข้อตกลงฉบับใหม่
สุดท้ายก็คือในเรื่องของการบริหารจัดการความมั่นคงชายแดน ระหว่าง ๒ ประเทศ ในระหว่างที่มีสภาวะช่องว่างที่เราขาดกลไกในการเดินหน้าในการปักปันเขตแดน ทั้ง ๒ ประเทศ ทั้งในเรื่องกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งในเรื่องกลไกที่จะเดินหน้า การเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชาและความเสี่ยงทางด้านมั่นคงต่าง ๆ ล้วนเป็นสิ่งที่ กรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ จะต้องศึกษาอย่างรอบคอบและรอบด้าน ท่านประธานครับ ในเรื่องของสิ่งที่กรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จะต้องมาศึกษา นอกจาก ๓-๔ ข้อที่ผมได้บอก ไปแล้ว อีก ๑ อย่างที่ผมอยากจะฝากไว้ถ้าหากว่ามีการลงมติในการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ขึ้นมาศึกษาจริง ผมอยากให้ทุกท่านใช้กลไกของกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ศึกษาแนวทาง การแก้ปัญหาความขัดแย้งของประชาชนที่เกิดขึ้นระหว่าง ๒ ประเทศด้วยเช่นเดียวกัน ที่ผมนำเรียนแบบนี้ เพราะอะไรครับ ปฏิเสธไม่ได้ที่ผมได้นำเรียนไปตั้งแต่ตอนต้นว่าตอนนี้ ความขัดแย้งลุกลามบานปลายจากความขัดแย้งระหว่างผู้นำมาถึงในเรื่องของระหว่างรัฐบาล และปัจจุบัน กำลังจะฝังรากลึกลงไปในระดับประชาชน ไทยและกัมพูชาไม่สามารถ ที่จะยกประเทศหนีออกจากกันได้ครับและตราบใดที่ถึงแม้เราจะมีกลไกที่ดีขนาดไหน มีประสิทธิภาพมากขนาดไหน แต่ยังมีบาดแผลลึกในใจที่ทำให้ประชาชนระหว่าง ๒ ประเทศนั้น ไม่ไว้วางใจต่อกันและกัน การปักปันเขตแดน รวมถึงการเจรจาต่อจากนี้ในอนาคตก็จะ เป็นสิ่งที่ทำได้อย่างยากยิ่ง ผมย้ำอีก ๑ ครั้ง พวกเราเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้กลไก ทุกอย่างของสภาหรือกรรมาธิการวิสามัญในการทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด แต่อย่าลืมโจทย์อีก ๑ ข้อด้วยเช่นเดียวกันก็คือการเยียวยาบาดแผลที่ฝังลึกลงไปในจิตใจ ของประชาชนคนไทยที่เกิดขึ้นจากการบริหารแผ่นดินที่ผิดพลาดของรัฐบาลที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสิ่งที่เป็นเป้าหมายของพวกเราในครั้งนี้ก็คือทำให้สภาของพวกเรา เป็นที่พึ่ง ที่หวังสุดท้ายของพ่อแม่พี่น้องประชาชนจากผลของนิด้าโพลที่ออกมา เนื่องจาก ปัจจุบันเราตกอยู่ภายใต้วิกฤติการขาดความไว้วางใจของประชาชนต่อรัฐบาลในชุดปัจจุบัน ดังนั้นผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนสมาชิกทุกคนในวันนี้จะไม่ได้ใช้โอกาสของสภา ในการผลักดันเรื่องนี้เพื่อใช้เป็นเกมทางการเมืองแต่อย่างใด แต่ผมอยากจะให้เพื่อนสมาชิก ทุกคนใช้โอกาสหรือกลไกของสภาต่อจากนี้ ในการมุ่งหวังหาผลการศึกษาที่เป็นการแก้ไข ปัญหาระหว่าง ๒ ประเทศอย่างแท้จริง ด้วยเหตุและผลทั้งหมดที่ผมได้นำเรียนไปเมื่อสักครู่ ก็ถึงเป็นที่มาที่อยากจะให้ทุกท่านสนับสนุนในญัตตินี้ในการให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาในเรื่องของ MOU ๔๓ และ MOU ๔๔ อย่างรอบคอบ เพื่อส่งต่อผลการศึกษาที่ดีที่สุด ให้กับรัฐบาลชุดหน้าที่มีความชอบธรรมเข้ามาแก้ไขปัญหา ในส่วนนี้ครับ ขอบคุณครับ