ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ หารือเรื่องการบริหารจัดการกองทุนตั๋วร่วม โดยแสดงความเห็นชอบในหลักการให้ประชาชนมีสิทธิ์เข้าถึงขนส่งสาธารณะที่ถูกและคุณภาพ แต่แสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้เงินของรัฐวิสาหกิจเพื่อค้ำประกันกำไรของเอกชน และแนะนำให้รัฐบาลอุดหนุนค่าโดยสารให้ประชาชนเข้าถึงขนส่งสาธารณะที่ราคาถูก แต่ควรเป็นไปตามงบประมาณปีปกติและผ่านการตรวจสอบของสภา
เรียนท่านประธานที่เคารพ ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ สมาชิกผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคประชาชน ในฐานะ กรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ในมาตรา ๓๗ นั้นเป็นกรณีเดียวกันกับมาตรา ๓๕ ซึ่งหาก เปรียบเทียบกัน มาตรา ๓๕ นั้นเปรียบเสมือนรายรับของกองทุนตั๋วร่วมนี้ แต่มาตรา ๓๗ นั้น เปรียบเสมือนเป็นรายจ่ายของกองทุนตั๋วร่วมแห่งนี้ ซึ่งผมต้องขอยืนยันว่าผมเห็นด้วย ในหลักการว่าพี่น้องประชาชนนั้นควรที่จะต้องได้รับสิทธิในการเข้าถึงขนส่งสาธารณะที่ ราคาถูกและมีคุณภาพ แต่ที่ผมไม่เห็นด้วยเลยคือวิธีการในการทำให้ราคาของค่าโดยสารนั้น ถูกลงจนเกินไปโดยใช้กองทุนตั๋วร่วมนี้อย่างไม่สมเหตุสมผลและไม่มีความจำเป็นครับ นอกเหนือจากกลไกที่ผมได้บอกไปแล้วในมาตรา ๓๕ ว่าเป็นกลไกการพิจารณา ในกรรมาธิการที่ลักไก่ครับ เพราะในช่วงที่ผมติดภารกิจกรรมาธิการงบประมาณ ปี ๒๕๖๙ ผมก็ไม่ได้มีโอกาสที่จะเข้าไปแสดงความคิดเห็นในมาตรานี้ ซึ่งรายจ่ายของกองทุนนี้ที่ผม ได้กล่าวไปได้กำหนดไว้ในวรรคสามของมาตรา ๓๗ ที่ว่าให้ค่าใช้จ่ายของกองทุนนั้นให้รวม ไปถึงเงินที่ส่งคืนการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยหรือว่า รฟม. ด้วย นั่นทำให้ผม เกิดข้อกังวล ๓ ประการด้วยกันครับ
ประการที่ ๑ คือการใช้เงินของรัฐวิสาหกิจนั้นเพื่อไปค้ำประกันกำไรของ เอกชน ว่าง่าย ๆ ผมคิดว่าเรามีโอกาสที่จะเกิดสภาวะที่เรียกว่าความเสี่ยงนั้นเป็นของรัฐ แต่ผลกำไรกลายเป็นของเอกชน เพราะหากว่าเรามีนโยบายที่มีค่าโดยสารที่ราคาถูก แต่สิ่งที่ เกิดขึ้นคือเอกชนจะไม่จำเป็นต้องรับภาระความเสี่ยงใด ๆ เลย เพราะว่ามาตรานี้กำหนดให้ กองทุนตั๋วร่วมนั้นเป็นผู้ที่จะจ่ายส่วนต่างให้เต็มจำนวนให้กับรัฐวิสาหกิจหรือว่าเอกชน ที่มีการให้ประกอบการให้กับพี่น้องประชาชนอยู่ ซึ่งแท้จริงแล้วผมคิดว่างบประมาณ ของรัฐวิสาหกิจควรจะเป็นงบประมาณที่ใช้เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน แทนที่ จะกลายเป็นการชดเชยกำไรให้กับเอกชนมากกว่า
ประการที่ ๒ การชดเชยกำไรให้กับเอกชนนั้นผ่านกองทุนนี้เป็นการใช้เงินที่ ไม่โปร่งใส ผมคิดว่ารัฐบาลเราสามารถอุดหนุนค่าโดยสารให้พี่น้องประชาชนสามารถเข้าถึง ขนส่งสาธารณะที่ราคาถูกได้ แต่ก็ควรเป็นไปตามงบประมาณปีปกติที่เราพิจารณากันในทุกปี พิจารณาผ่านสภาที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศมานั่งอยู่ครับ แต่การใช้งบประมาณจากกองทุนตั๋วร่วมนั้นอาจส่งผลให้เกิดความไม่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ยากแน่นอน เพราะถ้าหากว่าเกิดเป็นแบบนี้ต่อไปดีไม่ดีเราอาจจะมีโอกาสที่จะทำให้พี่น้อง ประชาชนนั้นต้องรับภาระ ๒ ต่อด้วยกัน ต่อแรก คือเสียโอกาส เสียโอกาสจากรายได้ของ รัฐวิสาหกิจหรือเอกชนที่เขาจะไปพัฒนา เช่น การขยายเส้นทางการรถไฟก็ดี หรือต่อที่ ๒ พี่น้องประชาชนนั้นจะต้องเสียภาษีมาเพื่อจ่ายหรือว่าโปะหนี้ให้กับเอกชนนั่นเอง อาจจะเกิด เป็นสภาวะที่เรียกว่าหนี้สาธารณะซ่อนรูปที่เกิดขึ้นจากนโยบายและการใช้ พ.ร.บ. นี้โดยที่ ไม่มีความจำเป็นก็ได้นะครับ
ประการที่ ๓ คือการโปะรายได้ให้กับเอกชนแบบนี้ หรือที่เรียกว่า การ Guarantee รายได้ ก็อาจจะส่งผลให้เอกชนหรือรัฐวิสาหกิจนั้นไม่สามารถเกิดแรงจูงใจ ในการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ แก่พี่น้องประชาชนได้ ยกตัวอย่าง เช่น การขยายเส้นทางรถไฟฟ้าให้ครอบคลุมพื้นที่ไปถึง ชานเมือง ให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ชานเมืองเขาเข้าถึงรถไฟฟ้า เข้ามาทำงานในเมืองได้ง่าย ก็อาจจะไม่เกิดขึ้น ผมเป็นคนต่างจังหวัดครับ ที่พระนครศรีอยุธยานี่ยังไม่มีรถไฟฟ้าแม้แต่ สักเส้นทางเดียว นั่นก็อาจจะส่งผลว่าเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจนั้นจะไม่มีแรงจูงใจในการพัฒนา ใด ๆ เลย และหากว่ามีจำนวนผู้มาใช้งานรถไฟฟ้านั้น แม้จะมีการใช้งานมากหรือน้อยก็ตาม กองทุนนี้จะค้ำประกันกำไรไว้เลย ว่าง่าย ๆ คือเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจนั้นไม่จำเป็นจะต้อง พัฒนาคุณภาพหรือการให้บริการใด ๆ เลยครับ
เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราอาจจะได้ค่าโดยสารที่ราคาถูกก็จริง แต่สิ่งที่ต้อง แลกกลับมาคือการให้บริการที่ยังย่ำอยู่กับที่ นั่นจึงเป็น ๓ ประการความน่ากังวลของผม ในมาตรานี้ ที่เราอาจจะไม่มีความจำเป็นเลยในการที่จะต้องเพิ่มวรรคสามเข้าไปในมาตรานี้ และใช้รูปแบบของมาตราทั้งหมดที่สามารถจะดำเนินการพัฒนาระบบตั๋วร่วมได้อยู่แล้ว จึงขอเรียนถามท่านประธานผ่านไปถึงประธานคณะกรรมาธิการว่าเรามีความจำเป็น จริง ๆ หรือที่จะต้องเพิ่มวรรคนี้ขึ้นมา แม้กระทั่งเป็นการเอื้อให้เอกชนไม่สามารถจะมี การพัฒนาให้กับพี่น้องประชาชนได้ ขอบคุณท่านประธานครับ