พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ อภิปรายการปรับลดงบประมาณในวาระสองมาตรา 24 โดยตั้งข้อสังเกตถึงโครงการพัฒนาครูของคุรุสภาที่ใช้งบสูงและอาจเกินขอบเขตหน้าที่ พร้อมเสนอให้ตัดงบประมาณที่ซ้ำซ้อนเพื่อนำไปพัฒนาระบบการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้ตัวอย่างประกอบเพื่อสะท้อนปัญหาการจัดสรรงบประมาณในภาคการศึกษาของประเทศ
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรและประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดที่กำลังรับชม การทำงานของสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในขณะนี้ ดิฉัน พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร ผู้แทนประชาชนจากเขตคลองสามวา พรรคประชาชน ท่านประธานคะ ดิฉันขอใช้สิทธิสมาชิกในการอภิปรายปรับลดงบประมาณ ในวาระสอง มาตรา ๒๔ โดยโครงการที่ดิฉันจะขอยกตัวอย่างขึ้นมาก็จะสะท้อนปัญหา การเขียนของบประมาณด้านการศึกษาในประเทศ ขอสไลด์ด้วยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
โครงการที่ดิฉัน ตั้งข้อสังเกตก็คือโครงการส่งเสริมการพัฒนาครูผู้สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนา ศักยภาพ ตามพหุปัญญาของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาค่ะ ซึ่งปัญหาของโครงการนี้ดิฉัน จะขอสรุปง่าย ๆ สั้น ๆ เป็น ๒ ก ด้วยกัน ก แรกก็คือเกินหน้าที่ ส่วน ก ที่ ๒ ก็คือกระจุกตัว กันอยู่แค่นี้ งบประมาณนี้นะคะ ของบประมาณมาเป็นค่าครุภัณฑ์ ๑๗.๓๓ ล้านบาท โดนตัด ในชั้นอนุกรรมาธิการไปแล้วเหลือ ๑๕ ล้านบาท แต่ยังมีค่าจ้างเหมาบริการเพิ่มขึ้นมาอีก ๒.๖๔ ล้านบาท รวมแล้วโครงการนี้รัฐต้องเสียงบประมาณ ๑๗.๖๔ ล้านบาท ซึ่งเราเห็นตรงกันค่ะ ท่านอนุกรรมาธิการว่าโครงการนี้มีปัญหาที่จะต้องปรับลดอยู่ เพียงแต่ที่ดิฉันเห็นต่างออกไป ก็คือควรจะปรับลดโครงการนี้ทั้งโครงการ ทำไมหรือคะ เรามาดูหน้าที่ของคุรุสภากันค่ะ ตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากร พุทธศักราช ๒๕๔๖ มาตรา ๘ ได้กำหนด วัตถุประสงค์ของคุรุสภาไว้ว่ามีหน้าที่หลักในการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพการออกและเพิกถอน ใบอนุญาต การกำกับดูแล การปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพ การกำหนดนโยบายแผนพัฒนา วิชาชีพต่าง ๆ การประสานส่งเสริมการศึกษาและการวิจัยเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพ ซึ่งภารกิจเหล่านี้พูดให้ง่าย ๆ เลยก็คือหน่วยงานคุรุสภาเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็น Regulator ทำหน้าที่ในการออกกฎเกณฑ์กติกาเพื่อให้หน่วยงานสำหรับผลิตครูเขาได้ผลิตครู ได้ตรงตามเป้าหมายของประเทศ แต่จาก TOR ของโครงการนี้ระบุไว้ชัดเจนว่าสำนักเลขาธิการ คุรุสภาไม่ได้จะทำหน้าที่กำหนดนโยบายหรือว่าประสานส่งเสริม แต่จะเป็นผู้ดำเนินโครงการนี้ ด้วยตัวเอง ลักษณะโครงการจะเป็นการสร้างสถานการณ์จำลองทางวิชาชีพครูขึ้นมา โดยจะมีการจัดทำเนื้อหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพต่าง ๆ โดยให้ครู เสมือนจริงเป็นผู้ดำเนินเรื่องราว ๑๐ สถานการณ์จำลอง ซึ่งการที่จะเข้าสู่สถานการณ์พวกนี้ ก็จะต้องมีแว่นเสมือนจริงประกอบด้วยถึงจะสามารถที่จะใช้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ได้ นี่ไม่ใช่หน้าที่ของคุรุสภา มันเป็นหน้าที่ของหน่วยผลิตซึ่งนั่นก็คือมหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่ผลิต ครุศาสตร์บัณฑิตต่าง ๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏที่มีการของบอุดหนุนผู้เรียน ด้านสังคมศาสตร์แล้วก็เพื่อจะไปพัฒนาวิชาชีพครูอยู่แล้ว คุรุสภากำลังของบประมาณ ที่ไม่ตรงกับภารกิจของตัวเอง รวมถึงซ้ำซ้อนกับงบประมาณของที่อื่นอยู่ ในความเห็นของ ท่านอนุกรรมาธิการ ท่านคิดจริง ๆ หรือว่าสถานการณ์จำลอง ๑๐ สถานการณ์นี้จะเป็น สถานการณ์ที่เพียงพอที่จะยกระดับวิชาชีพครูทั้งประเทศให้ดีขึ้น ยิ่งในสถานการณ์ที่โลก พัฒนาไปไกล ๑๐ สถานการณ์จำลองไม่มีทางที่จะครอบคลุมสิ่งที่คุณครูจะต้องเจอแน่นอน วิธีการที่จะพัฒนาวิชาชีพครูได้ดีที่สุดไม่ใช่การให้ครูไปเสียเวลากับห้องเรียนเสมือนจริง หรือว่าบทเรียนเสมือนจริงพวกนี้ค่ะ แต่คือการคืนเวลาให้กับครู คืนให้ครูได้มีเวลา มีปฏิสัมพันธ์กับลูกศิษย์ ได้ดูแลพวกเขาทำความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน และสร้างโลก แห่งการเรียนรู้ที่แท้จริงในห้องเรียน ส่วนในภารกิจที่มันเกี่ยวข้องกับคุรุสภาจริง ๆ คุรุสภา ไม่ได้เขียนมาค่ะ ดิฉันเฝ้ารอเห็นการแก้ไขปัญหาระบบผลิตครูที่ยังมีปัญหาในการไม่สามารถ ที่จะผลิตครูได้ตรงตามสายงาน ในเรื่องของแผนการพัฒนาคุณภาพครู ในเรื่องของการ ปกป้องรักษาคุณครูที่ดีไว้ ไม่ให้ต้องมีครูคนไหนตัดสินใจลาโลกไปเพราะเขาแบกรับภาระงาน มหาศาลไม่ไหว ดิฉันยังไม่เห็นการเขียนของบประมาณพวกนี้เลยค่ะ ที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือ เจ้าตัวโครงการที่เกินหน้าที่ของท่านมันก็ยังมีปัญหาในเรื่องของการกระจุกตัวของทรัพยากร เพราะทรัพยากรที่ท่านขอไปมันจะไปกระจุกตัวอยู่ที่สำนักเลขาธิการคุรุสภา ในขณะที่เรา มีหน่วยพัฒนาครูอยู่ทั่วประเทศ ยังไม่นับถึงว่าการเข้าถึงได้ต้องใช้แว่น VR ซึ่งการที่คุรุสภา ใช้เหตุผลนี้ในการเขียนของงบประมาณเพื่อจะยกระดับวิชาครูทั้งประเทศจึงไม่สมเหตุสมผล ด้วยประการทั้งปวงค่ะ งบประมาณก้อนนี้กำลังแสดงถึงกลไกที่บิดเบี้ยวในการเขียนขอ งบประมาณ เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นจากฐานความคิดที่คอยแต่จะขยายขอบเขตหน้าที่ของ ตัวเองออกไปจนนำไปสู่ความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น แล้วก็ทำให้การใช้งบประมาณของรัฐ สิ้นเปลืองไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้เป็นไปเพื่อประชาชนผู้เรียนหรือบุคลากรทางการศึกษา ที่แท้จริง ซึ่งหากเราตัดทิ้งโครงการทั้งหมดนี้ออกไปได้มันจะเป็นการที่จะทำให้เรามี งบประมาณเหลือมากพอที่จะไปพัฒนาการศึกษาด้านอื่น จะทำให้เราสามารถมอบโอกาส และคุณภาพทางการศึกษาที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนของเราได้มากขึ้น ด้วยเหตุผลทั้งหมด ที่กล่าวไปดิฉันขอตัดงบประมาณก้อนนี้ออก เพื่อเปลี่ยนงบประมาณที่สิ้นหวังนี้ไปสู่ การเสริมพลังให้ระบบการศึกษาไทยให้ดียิ่งขึ้น ขอบคุณค่ะ