วรพจน์ ด้วงพิบูลย์ อธิบายประเด็นกฎหมายสุราโรงกลางและสุราชุมชน โดยเสนอแก้ไขกฎกระทรวงเพื่อกำหนดเงื่อนไขใหม่ พร้อมทั้งอภิปรายความคลาดเคลื่อนระหว่างนิยามผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ประกอบอุตสาหกรรมรายย่อยในมาตรา ๑๕๓ ที่อาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ จึงได้เสนอให้แยกหลักเกณฑ์การอนุญาตผลิตสุราออกเป็น ๒ ประเภท คือ เพื่อการค้าและมิใช่เพื่อการค้า
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม วรพจน์ ด้วงพิบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมสรรพสามิต ที่ปรึกษากรรมาธิการครับ ขออนุญาตนำเรียน ๒ ๓ ประเด็นที่อาจจะ เกี่ยวข้องกับกรมสรรพสามิต
ขออนุญาตเรียนตอบคำถามท่านสมาชิกที่มีการตั้งคำถามในประเด็นแรก เรื่องการอนุญาตผลิตสุราโรงกลาง ก็คือโรงที่มีขนาดตั้งแต่ ๕ แรงม้าไปจนถึงขนาดที่ต่ำกว่า ๕๐ แรงม้า กฎกระทรวง พ.ศ. ๒๕๖๕ กำหนดให้ต้องผ่านโรงเล็กมาก่อน ๑ ปี เหตุผลก็เนื่อง มาจากว่า ณ ตอนนั้นมีการพูดคุยว่ากระทรวงการคลังมีการอนุญาตผลิตสุราให้เฉพาะโรงเล็ก แล้วโรงเล็กก็จะโตไม่ได้ พอมีที่มาว่าหลักเกณฑ์การอนุญาตผลิตสุราควรกำหนดให้โรงเล็ก โตได้ก็จึงมีการขยายโรงกลาง โดยที่กำหนดเงื่อนไขว่าโรงกลางนั้นจะต้องเป็นโรงเล็กมาก่อน ๑ ปี ด้วยข้อกังวลที่ว่าหากมีข้อกำหนดเรื่องโรงกลางมาเลยก็เกรงว่าอาจจะมีกลุ่มทุนที่มาทำ โรงงานสุราขนาดกลางแล้วก็อาจจะมีผลกระทบกับโรงเล็ก อย่างไรก็ตามจากปี ๒๕๖๕ ถึงปัจจุบันเวลาก็ผ่านมาพอสมควร แล้วก็การกำกับดูแลควรจะผ่านโรงเล็กมาก่อนแล้วค่อยเป็นโรงกลางนี่อาจจะไม่มีความ จำเป็น กรมสรรพสามิตก็ได้เสนอแก้กฎกระทรวงโดยตัดประเด็นนี้ออกไป กฎกระทรวง ที่มีการแก้ไขโรงกลางไม่จำเป็นต้องผ่านโรงเล็กมาก่อน ๑ ปีแล้วนะครับ นอกจากนั้นในเรื่อง ของสุราชุมชนเดิมที่มีข้อกำหนดเรื่องต้องห่างแหล่งน้ำสาธารณะไม่น้อยกว่า ๑๐๐ เมตร หากห่างน้อยกว่า ๑๐๐ เมตรจะไม่อนุญาต ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่เด็ดขาด กฎกระทรวงปัจจุบัน ก็มีการแก้ไขว่าหากห่างแหล่งน้ำน้อยกว่า ๑๐๐ เมตร ก็จะต้องมีระบบบำบัดของเสีย ที่ไม่กระทบกับแหล่งน้ำสาธารณะ อันนี้ก็จะมีการอนุญาตนะครับ
ต่อมาในเรื่องของประเด็นที่ต้องการให้มีการเพิ่มขนาดภาชนะบรรจุ รวมถึง ดีกรีที่แตกต่างออกไปจากที่กำหนดไว้เดิม กรรมาธิการหลายท่านได้นำเรียนไปแล้วนะครับ เรียนย้ำเพิ่มเติมครับว่าข้อกำหนดอันนี้อยู่ในข้อสังเกตที่สภาจะต้องส่งมาให้หน่วยงานอยู่แล้ว ดังนั้นแน่นอนครับตอนที่กรมสรรพสามิตและกระทรวงการคลังจะออกอนุบัญญัติที่เป็น หลักเกณฑ์พวกนี้ก็จะต้องคำนึงถึงข้อสังเกตที่กำหนดไว้อย่างแน่นอนนะครับ เพิ่มเติมไปถึง ถ้อยคำในมาตรา ๑๕๓ ที่เป็นถ้อยคำว่า ผู้ประกอบการรายย่อย หรือผู้ประกอบอุตสาหกรรม รายย่อย มี ๒ คำอยู่ในมาตราเดียวกัน ขออนุญาตนำเรียนแบบนี้นะครับ ในมาตรา ๑๕๓ วรรคสาม ถ้อยคำตอนต้นที่บอกว่า กฎกระทรวงตามวรรคสองให้คำนึงถึงมาตรฐาน การผลิตสุรา และต้องสนับสนุนให้สหกรณ์ เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน องค์กรเกษตรกร หรือผู้ประกอบการรายย่อย ก็จะเห็นว่ากฎหมายนี้พูดถึงกลุ่มคน ๔ กลุ่มอย่างชัดเจน ก็คือสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน แล้วก็องค์กรเกษตรกร ๔ กลุ่มนี้พูดถึงสถานะอย่างชัดเจน แต่นอกจาก ๔ กลุ่มนี้มันก็จะมีผู้ประกอบการรายย่อยอื่น ๆ อีกมากมายที่ไม่สามารถระบุได้ ไม่สามารถระบุสถานะในกฎหมายได้ในขณะนี้เลย มาตรานี้ตอนต้นก็จึงเขียนเปิดกว้างครับ อันนี้เหมือนบทกวาด บทกว้างเท่านั้นเองว่า หรือผู้ประกอบการรายย่อย ก็แปลว่าไม่ใช่ เฉพาะ ๔ คนหรอก ผู้ประกอบการรายย่อยอื่น ๆ ที่กฎหมายไม่ได้กล่าวถึงไว้ก็จะได้รับการ สนับสนุน ได้รับการส่งเสริมด้วย แต่ตอนท้ายที่บอกว่าจะต้องไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ผูกขาดทาง เศรษฐกิจโดยไม่เป็นธรรม แล้วก็จะต้องไม่สร้างภาระเกินสมควร โดยมีข้อยกเว้นว่า เว้นแต่ เป็นการกำหนดสัดส่วนความเป็นเจ้าของของบุคคลสัญชาติไทย หรือเป็นการผลิตสุราของ รัฐวิสาหกิจที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการผลิตสุรา หรือเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบอุตสาหกรรม รายย่อย คำว่า ผู้ประกอบอุตสาหกรรมรายย่อย ในตอนท้ายก็จะเห็นได้ว่าแตกต่างจากคำว่า ผู้ประกอบการรายย่อยในตอนต้น นัยก็คือว่าตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔ ได้มีนิยามศัพท์ชัดเจน คำว่า ผู้ประกอบอุตสาหกรรม และคำว่า โรงอุตสาหกรรม โรงอุตสาหกรรมคือสถานที่ผลิตสินค้า ผู้ประกอบอุตสาหกรรมคือเจ้าของ หรือผู้จัดการ หรือผู้ดำเนินการในการผลิตสินค้าเท่านั้นเอง ตอนท้ายจึงใช้คำว่า หรือเพื่อ ส่งเสริมผู้ประกอบอุตสาหกรรมรายย่อย โรงงานสุราที่ได้รับอนุญาตผลิตสุราโรงเล็ก โรงกลาง มีสถานะเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมตามกฎหมาย ๒ กลุ่มนี้ก็จะถูกตีความว่าเป็นผู้ประกอบ อุตสาหกรรมรายย่อยที่อาจได้รับการส่งเสริมในเรื่องของการกำกับดูแลที่น้อยกว่าโรงใหญ่ การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการอนุญาตที่น้อยกว่าโรงใหญ่แบบนี้เป็นเรื่องที่สามารถ เลือกปฏิบัติได้ เพราะว่าตอนท้ายก็จะยกเว้นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบ อุตสาหกรรมรายย่อย เท่านั้นเองครับที่มีความแตกต่างระหว่าง ๒ คำครับ ขอบพระคุณครับ ขออนุญาตเพิ่มเติมอีกนะครับ ปกติการอนุญาตผลิตสุราก่อนกฎกระทรวงปี ๒๕๖๕ ไม่เคยมีถ้อยคำว่า เพื่อการค้าหรือมิใช่เพื่อการค้านะครับ พอปี ๒๕๖๕ มีเรื่องของต้องการให้ผลิตบริโภคเองที่บ้าน การอนุญาตผลิตสุราจึงแยกเป็น ๒ คำ แยกเป็น ๒ ลักษณะ คือผลิตเพื่อการค้าและผลิตโดยมิใช่เพื่อการค้า ผลิตมิใช่ เพื่อการค้าแทบจะไม่ดูอะไรเลยครับ ดูแค่คุณสมบัติของผู้ขอผลิตนะครับว่าจะต้องมีอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ แล้วก็ดูสถานที่ผลิตว่าผลิตกินเองที่บ้านนั้นจะต้องไม่ก่อความเดือดร้อน รำคาญให้กับผู้อยู่อาศัยข้างเคียงเท่านั้นเองนะครับ มีมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ ในหลักเกณฑ์ตาม มาตรา ๑๕๓ ที่สภากำลังพิจารณาอยู่ก็จะเป็นหลักเกณฑ์ว่าหากเป็นการอนุญาตผลิต เพื่อการค้าควรจะต้องมีข้อกำหนดแบบใด ควรจะต้องมีการส่งเสริมผู้ผลิตรายเล็กรายย่อย แบบใด แล้วก็ห้ามมีข้อกำหนดในลักษณะใด แต่ในเรื่องของผลิตโดยมิใช่เพื่อการค้าก็ยังคง อยู่ในกฎกระทรวงการอนุญาตผลิตสุรา ก็ยังคงเป็นการอนุญาตอย่างง่ายที่แทบจะไม่ได้กำกับ ดูแลอะไรมากนะครับ จะดูแค่ผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยข้างเคียงเท่านั้นเอง ขอบพระคุณครับ