เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู หารือเรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยเน้นย้ำถึงแนวโน้มการใช้รถไฟฟ้าอย่างแพร่หลาย และเสนอแนะให้รัฐสนับสนุนนโยบายและระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงใหม่
ขอบคุณค่ะท่านประธาน ดิฉัน เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู ผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ ๑ พรรคประชาชน วันนี้ ดิฉันขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรม ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถโดยสารและรถบรรทุก ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบันมีแนวโน้มการ ใช้รถไฟฟ้าอย่างแพร่หลาย ด้วยงานวิจัยอะไรต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์หรือข้อมูลต่าง ๆ ที่พวกเราได้รับรู้รับทราบกัน จากข้อมูลสถิติขอสไลด์ด้วยนะคะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
จากข้อมูลสถิติมีรถไฟฟ้า ส่วนบุคคลไม่เกิน ๗ ที่นั่งจดทะเบียนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ของดิฉันเอง ในปี ๒๕๖๕ มีการจดทะเบียนรถโดยสารส่วนบุคคลอยู่ที่ ๓๓๑ คัน ในปี ๒๕๖๖ อยู่ที่ ๓,๐๘๓ คัน ในปี ๒๕๖๗ พุ่งขึ้นไปสู่ ๖,๒๘๑ คัน ไม่ได้เป็นยอดสะสมแต่เป็นจดทะเบียนในปีนั้น ๆ นะคะ ท่านประธาน ซึ่งดูเหมือนว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าจะเติบโตเป็นอย่างมาก แต่ว่าในทางกลับกันในขณะเดียวกันสถิติการจดทะเบียนรถตามกฎหมายที่เป็นรถไฟฟ้ากับ สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่มีเพียงแค่ ๓ คันเท่านั้นท่านประธาน ๓ คันนี้ฟังไม่ผิดคันแรก เป็นคันที่เป็นรถ EV ของบริษัทเอกชนที่ขอสัมปทานไว้แล้วแต่ว่ายังไม่เปิดให้บริการ อีก ๒ คันที่เหลือเป็นรถสองแถวที่วิ่งระหว่างอำเภอเข้าร่วมโครงการกับโครงการวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่ง ๒ คันนี้เมื่อติดตามผลหลังจากเปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาป เป็น EV แล้วก็ได้รับเสียงสะท้อนมาว่าค่าใช้จ่ายต่อคันจาก ๑๒,๐๐๐ บาทถึง ๑๕,๐๐๐ บาท ของผู้ขับลดลงเหลือแค่ประมาณ ๔,๐๐๐ บาทต่อเดือน ซึ่งก็เป็นนิมิตหมายอันดีที่จะทำให้ เป็นการลดต้นทุนสำหรับผู้ประกอบการแล้วก็ผู้ขับรถโดยสาร EV แต่ดิฉันก็คิดว่าด้วยจำนวน ของรถโดยสารเพียง ๓ คันกับทั้งจังหวัดเชียงใหม่ก็ยังรู้สึกว่ายังน้อยไปอยู่ดี แต่ว่าก็ยังพอมี หวังกับนโยบายของรัฐบาลที่ท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มี นโยบายวางแผนที่จะสนับสนุนต่อยอดรถสองแถวสีแดงในจังหวัดเชียงใหม่ที่วิ่งในตัวเมือง จังหวัดเชียงใหม่ให้กลายเป็นรถสองแถวไฟฟ้าเพื่อลดมลพิษฝุ่นควัน PM2.5 โดยมีแผน สนับสนุนในโครงการนำร่องเพิ่มเติมให้รถแดงเพิ่มจำนวนเป็น ๑๐๐ คันแล้วก็เป็นสิ่งที่ ต่อเนื่องมาจากโครงการวิจัย แต่ว่านโยบายเหมือนจะดูดีแต่ดิฉันมองว่ามันมีข้อสังเกต ๓ ประการที่ดิฉันคิดว่าโครงการหรือนโยบายนี้อาจจะแท้งหรือว่าไม่ทำให้พี่น้องประชาชน ชาวไทยได้ประโยชน์อะไรจากนโยบายนี้เลย ๓ ประการนะคะ
ประการแรก ก็คือโครงการที่ได้ประกาศไปว่าจะส่งเสริมให้รถแดงหรือ รถสันดาปกลายเป็นรถไฟฟ้า ก็ได้รับข้อมูลจากเวทีสภาพลเมืองที่เปิดเวทีพูดคุยเรื่องสิทธิ การเดินทาง ระบบการเดินทางของคนเชียงใหม่ ซึ่งในนั้นมีตัวแทนของสำนักงานพลังงาน จังหวัดเชียงใหม่ก็ได้พูดออกมาเองว่าด้วยงบประมาณและไม่มีกฎหมายที่รองรับอาจจะทำให้ โครงการนี้ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้
ประการที่ ๒ การสร้างแรงจูงใจของโครงการนี้ การเปลี่ยนรถสันดาปเป็น รถไฟฟ้าต้องใช้งบประมาณกว่า ๖๐๐,๐๐๐ บาทต่อคัน ซึ่งการเปลี่ยนต้องใช้ระยะเวลา ๑ เดือน ในระยะเวลา ๑ เดือนนั้นผู้ขับขี่หรือว่าคนขับรถโดยสารจะต้องขาดรายได้ ๑ เดือนเลย ซึ่งมันเป็นการตอกย้ำทำให้เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายอะไรต่าง ๆ แล้วอีกอย่างหนึ่งรัฐบาลก็มีการ ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำด้วย แต่ว่าการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำเขาก็ต้องเอาเงินที่เขาหาเช้ากินค่ำ ไปจ่ายค่าผ่อนรถอยู่ดี ซึ่งนโยบายนี้คิดว่าถ้ายังอยากจะดำเนินต่อไปควรเป็นนโยบายที่ ให้เปล่า ก็คือเป็นการที่เปลี่ยนให้ทุนกับผู้ขับขี่รถ ผู้ประกอบการในเรื่องนี้ไปเลย
ประการที่ ๓ ก็คือเรื่องอะไหล่ แบตเตอรี่ หรือวัสดุที่เป็นส่วนประกอบในรถ ไม่สามารถที่จะผลิตในไทยได้เลย ต้องนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งมีมูลค่าที่สูงมาก ๆ ดิฉันก็ตั้ง ข้อสังเกตไว้ ๓ ประการ แล้วก็อย่างไรตามดิฉันขอมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมสำหรับรายงานฉบับ นี้ถึงรัฐบาลแล้วก็ถึงคณะกรรมาธิการด้วยว่า การที่จะทำให้รถโดยสารโดยเฉพาะในจังหวัด เชียงใหม่ที่ทางรัฐบาลได้มอบนโยบายมาแล้วกลายเป็นรถไฟฟ้าทั้งระบบก็อาจจะต้องเปลี่ยน จากคำว่า อุดหนุน เป็นคำว่า ให้เปล่า น่าจะดีกว่านะคะ
ข้อเสนอแนะที่ ๑ ก็คือสนับสนุนการเปลี่ยนเครื่องยนต์จากสันดาปเปลี่ยนเป็น EV หรือไฟฟ้า แล้วก็มีการส่งเสริมการ Upskill Reskill แรงงานในจังหวัดเชียงใหม่หรือ ในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ จะส่งเสริมให้มีอุตสาหกรรมนี้เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ พี่น้องประชาชนจริง ๆ ด้วยค่ะ
ข้อเสนอแนะที่ ๒ ข้อสุดท้ายก็คือภาครัฐจะต้องสนับสนุนผลักดันนโยบาย และสร้างระบบขนส่งสาธารณะทั้งระบบ นโยบายจะดีได้นะคะไม่ใช่เพียงแค่เพียงคำพูดที่ สวยหรูเท่านั้น แต่ต้องคิดทั้งระบบ ขอบคุณค่ะท่านประธาน