สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๙ มกราคม ๒๕๖๘

ศักดิ์ดา ศิริภัทรโสภณ หารือเรื่องการศึกษาเกี่ยวกับการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการพัฒนานโยบายและเทคโนโลยี โดยเสนอให้จัดตั้งสถาบันอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด พร้อมกองทุนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า

รองศาสตราจารย์ศักดิ์ดา ศิริภัทรโสภณ ผู้แทนกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรนะครับ กระผม รองศาสตราจารย์ศักดิ์ดา ศิริภัทรโสภณ ที่ปรึกษาท่านประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม ผมขออนุญาต Recap ประเด็น คำถามหรือข้อสังเกตของท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติ แล้วก็ต้องขอขอบคุณท่าน สส. ที่ร่วมกัน อภิปรายนะครับ ผมคิดว่าส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยเกี่ยวกับการศึกษาในครั้งนี้ เพราะว่าการศึกษา เรื่องนี้ก็เนื่องจากรัฐบาลไทยเรามีทั้งนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องของรถ EV เรามีในเรื่อง ของเป้าหมายที่ชัดเจนด้วยเช่นกัน แต่บัดนี้เวลาผ่านไประยะหนึ่งแล้ว เป้าหมายที่รัฐบาลไทย ตั้งไว้ดูเหมือนจะเลือนลางมากนะครับถ้าเราไม่ทำอะไรเลย คราวนี้การศึกษาของ คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมในครั้งนี้เราได้รับโจทย์มาว่าให้ช่วยศึกษาหน่อยสิว่าเราจะ ทำอย่างไรที่จะนำนโยบายที่รัฐบาลไทยได้กำหนดไว้ทั้งหมดนี้ให้สู่การปฏิบัติได้อย่างจริงจัง มีการบูรณาการการทำงาน เอาผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์ได้จริง ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อก่อให้เกิด ประโยชน์ต่อประเทศชาติ สังคมอย่างยั่งยืนได้ ข้อสังเกตแล้วก็คำแนะนำของท่าน สส. บางท่านนั้นก็เป็นห่วงเรื่องของ Disruption ว่าเราเก่งเรื่องของการผลิตรถสันดาป ถามว่าที่เหลือจะไปอย่างไร ผมขออนุญาตตอบอย่างนี้นะครับว่า จริง ๆ เรื่องของการใช้รถ EV เราตื่นตัวกันมานานแล้ว แล้วก็ตอนผมเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ก็มีโอกาสร่วมงานกับทั้ง Professor กิชอร์ มะห์บูบานี ท่านพูดอยู่คำหนึ่ง ท่านบอกว่า วันนี้เรามีรถยนต์แล้วท่านจะใช้รถม้าอีกไหม คำถามคือคงไม่มีใครกลับไปใช้รถม้านะครับ แต่วันนี้เรามีรถ EV แล้วเราจะใช้รถอะไรครับถ้าเราไม่ใช้รถ EV ต่อไปถึงรถไฮโดรเจน แบตเตอรี่ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ ต้องขออนุญาตเรียนนะครับว่าแค่แบตเตอรี่ Lithium รถบัส รถบรรทุกราคา ๓-๖ ล้านบาท ๓-๕ ล้านบาทเป็นแบตเตอรี่แล้วนะครับ ถ้าเราจะให้ เอกชนซึ่งเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่มาเปลี่ยนไม่มีใครทำหรอกครับ อย่างที่ท่าน สส. เชียงใหม่ท่านก็บอกแล้ว มันใช้เงินทุนสูงครับ รัฐจะต้องมาลงทุนด้านนี้ มาดูแลพี่น้อง ประชาชนครับโครงการพวกนี้มันถึงจะเกิด ไฮโดรเจนก็เช่นเดียวกัน ท่านรู้ไหมครับว่า ตั้งสถานี Charge ไฮโดรเจนสถานีหนึ่งใช้เงินเท่าไร เทียบกับ EV EV นี่ล้านกว่าบาท ไฮโดรเจนนั้นไม่ต่ำกว่า ๔๐-๕๐ ล้านบาทนะครับ เทคโนโลยีวันนี้ยังไม่ไปถึงไหนเลยครับ มีบางประเทศใช้อยู่จำกัดมาก การศึกษานี้ผมยืนยันว่าไม่เก่าแล้วก็ยังใช้ได้ แล้วเกิดประโยชน์ ได้จริงนะครับ เห็นด้วยกับท่าน สส. ซึ่งผมก็ติดตามงานของท่านที่บอกว่าหน่วยงานราชการ ทำช้าไม่ค่อยทัน อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ ทางคณะทำงานเราก็เห็นปัญหานี้เราก็เลย บอกว่า เอ๊ะอย่างนี้เราควรจะต้องมีหน่วยงานเจ้าภาพไหมครับ อย่างสไลด์ที่ ๒๑ ถ้าสะดวก ขออนุญาตขึ้นสไลด์ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ทำการเปิด Presentation)

เราเสนอให้มีการจัดตั้งสถาบันอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดขึ้น ซึ่งหน่วยงานนี้ก็จะเป็น หน่วยงานอิสระ เป็นหน่วยงานเจ้าภาพ ตอนนี้ภารกิจมันอยู่กระจัดกระจายที่ท่านว่าช้า ๆ นี่มันไม่ได้ช้าอย่างไรหรอกครับ มันกระจายหมดเลย แล้วก็ไม่มีใครที่จะมารับผิดชอบตรง ๆ หน่วยงานนี้ก็จะมาในเรื่องของการวางแผน เรื่องของการกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์ทั้งหมดเลย ที่สำคัญเราเน้นเรื่องของ SMEs ซึ่งรายละเอียดนี้ผมได้เขียนไว้ในรายงานหมดแล้ว นอกจาก เราจะให้ผลการศึกษานี้เป็นจริงและนโยบายที่รัฐบาลได้กำหนดไว้นี้เป็นจริงขึ้นมา ๑. จะต้อง มีหน่วยงานรับผิดชอบก่อน ๒. จะต้องมีเงินให้เขาด้วย มีหน่วยงานไม่มีเงินก็ไปไม่ได้นะครับ คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมเราเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน มาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยแหล่งงบประมาณก็จะมีอยู่ ๓ ส่วน จากภาครัฐ ภาคเอกชน ความช่วยเหลือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภาครัฐงบประมาณประจำปี ภาษีจากคาร์บอน เครดิต ภาษีจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ท่าน สส. อภิปรายไปเรื่องของ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดเชื้อเพลิงเหล่านี้เป็นต้นนะครับ ผมขอยืนยันครับ ท่านประธานว่าแนวทางที่คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมได้ศึกษาเรื่องนี้ถึงแม้จะศึกษา มาเป็นระยะหนึ่งแล้ว แต่ว่าการศึกษาของเรานี้เรายึดโยงกับประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว ประเทศที่เขาทำมาก่อน แล้วก็ข้อมูลทางวิชาการซึ่งมีความก้าวหน้าอยู่แล้ว รายงานศึกษานี้ อยู่ได้อีกเป็น ๑๐ ปี ท่านไม่ต้องห่วงครับขอให้ทำจริง ๆ เถอะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน