กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ เสนอแนวคิด Emission 30@30 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยผลักดันให้ขยายสัดส่วนการใช้รถ EV สำหรับขนส่งสาธารณะและโลจิสติกส์ภายในปี 2573 ผ่านการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานครบวงจรตั้งแต่การผลิต สถานีชาร์จ แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงระบบประกันภัยและการซ่อมบำรุง
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อ.เอท กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เขตมีนบุรี สะพานสูง วันนี้ขอร่วมอภิปรายผลการรายงานของคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมเรื่องเกี่ยวกับการ ที่จะทำให้ EV หรือรถไฟฟ้านี้เป็นรถบรรทุกแล้วก็รถบัสใช้งานได้จริง ในส่วนตัวของ อ.เอท นอกจากเป็นอาจารย์แล้วก็ยังอยู่ในอุตสาหกรรมของรถยนต์ หรือว่า Automobile Industrial ด้วยก็เลยอยากที่จะสะท้อนมุมมองบางอย่างที่จะให้ท่านเผื่อว่าเราจะได้เอาจุดนี้ ไปใช้ได้จริง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ อ.เอท อยากที่จะมาคุยในวันนี้นะครับ ก็เป็น Model ง่าย ๆ ก็คือ EVT จริง ๆ EVT ถ้าเกิดท่านมองตามปกติ EV ก็คือ Electric Vehicle ส่วนตัว T ก็คือ Transportation คือการขนส่ง แต่วันนี้ อ.เอท จะขออนุญาตมาอีก Model หนึ่งนะครับ E แทนที่จะเป็นคำว่า Electric หรือใช้คำว่า เมื่อสักครู่ที่ท่านพูดท่านก็รายงาน มาแล้วนะครับ ผ่านไปยังประธานนะครับ คือคำว่า Emission คำว่า Emission แปลว่าอะไรครับ แปลว่าการปลดปล่อยก๊าซที่มันจะทำร้ายโลกเรา เมื่อสักครู่ ท่าน สส. ครีม และท่านธีระชัย ก็ได้พูดชัดเจนมากครับว่าในเรื่องของการเกษตรอะไรต่าง ๆ มันทำร้ายโลกของเราจริง ๆ เพราะฉะนั้นการจะปลดปล่อย Emission อ.เอท ขออนุญาตนะครับ นำสิ่งที่ท่านเสนอมา ก็คือ Thirty at Thirty ก็คือ 30@30 หมายความว่าอะไรครับ ก็คือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ภายใน ๓๐ ก็คือปี ๒๐๓๐ นี้ซึ่งก็จะเกิดอีกไม่กี่ปีนี้ ประมาณไม่เกิน ๕ ปีนี้นะครับ ซึ่งเกิดอะไรขึ้นครับ อ.เอท ขออนุญาตสะท้อนนะครับว่ามันเป็นหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติอีก ๑๐ ปีด้วย ซึ่งมันจะเป็นอย่างไร ขออนุญาตมาเล่าให้ฟังครับว่า ตอนนี้ครับเราผลิตได้ ประมาณสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เราจะขยายไปเป็น ๓๐ ถูกไหมครับ และอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นี้ครับ เรามีเรื่องของบัสนะครับเราพูดถึงบัสกับพูดถึงคำว่า ตัว Truck ก็คือรถที่เป็น รถบรรทุกแล้วก็รถบัส รถเมล์นี้ครับเรามียอดอยู่ประมาณ ๑๘,๐๐๐ คันที่เราผลิตได้ตอนนี้ นะครับนี่คือตัวเลขที่กลม ๆ แล้วเราต้องการที่จะขยับไปถึงปี ๒๐๓๐ ไปถึงประมาณ ๓๐,๐๐๐ คัน นี่คือสิ่งที่เราตั้งเป้านะครับ เป็นจริงหรือเปล่าอันนี้ไม่แน่ใจ ซึ่งตรงนี้พอ อ.เอท มองนะครับ เอ๊ะ มันจะทำอย่างไรซึ่งตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงถ้าไปดูตัวเลขครับ รถบัสเราก็มีอยู่ ประมาณสักเต็มที่ ที่ อ.เอท มองมาตอนนี้ปัจจุบันนี้ใช้อยู่ก็อยู่ที่ประมาณ ๘,๐๐๐ คัน Truck ที่ยังใช้อยู่ที่เป็น Electric หรือเป็น EV อยู่ประมาณ ๕๐๐ คัน มันยังค่อนข้างที่จะน้อยจริง ๆ แต่เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังต่อนะครับว่าเราจะแก้กันอย่างไร หรือจะไปให้มันถึงความฝันของเรา ก็คือเป็นระบบที่เป็น Electric Vehicle ใช้อย่างเต็มรูปแบบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์จริง ๆ มันจะ ใช้งานได้อย่างไร ถามว่าเอาไปใช้อะไรได้บ้าง อ. เอท ก็มานั่งมองครับ เออ เป็นไปได้ เช่น เอามาทำเป็นรถโรงเรียน เอามาทำเป็นรถบรรทุก เอามาทำเป็นรถขนขยะ หรือเอามาทำเป็น รถพยาบาล อันนี้เป็น Idea ที่ดีนะครับ ทีนี้เราจะทำอย่างไรให้จาก Idea เป็น I do ทำได้ จริง ๆ ก็มาดูที่ตัว V ครับ เมื่อสักครู่นี้ E คือ Emission แปลว่ามันจะลดสิ่งแวดล้อม ผลกระทบได้จริงไหม ทีนี้มาดูตัว V ครับ V นี่เขาใช้คำว่า Value Chain ครับ Value Chain แปลว่า เหมือนกับเป็นห่วงโซ่ ถ้าเป็น Food Chain ก็ห่วงโซ่อาหารครับ พอเป็น Value Chain ก็คือห่วงโซ่ด้านคุณค่า มีประมาณสัก ๓-๔ Chain หรือ ๓-๔ ข้อที่ อ.เอท อยากที่จะ ฝากท่านไป ก็จะเป็นเรื่องของอันดับแรกก็คือ ผู้ผลิต อันดับ ๒ เป็นผู้ใช้ อันดับ ๓ จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับ Insurance แล้วก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Leasing ก็เป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับการให้การ รับประกัน แล้ว Leasing ก็คือการให้เงินกู้นั่นเองนะครับ และสุดท้ายจะเป็นเรื่องของ Garage หรือการซ่อมแซม ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ท่าน สส. ครีม ได้พูดไปแล้วว่าเรามีบุคลากร ได้เพียงพอหรือเปล่านะครับ ทีนี้ อ.เอท ไม่สามารถพูดได้ทั้งหมดในเวลา ๗ นาทีนะครับ ขออนุญาตเน้นเป็นบางส่วนก็แล้วกัน ขออนุญาตเน้นที่ Producer หรือผู้ผลิต จริง ๆ ผู้ผลิต จะทำให้ EV มันเต็มรูปแบบได้ มันไม่ใช่แค่มีรถไฟฟ้าอย่างเดียวถูกไหมครับ ทุกท่านก็เข้าใจดี มันต้องมี EV Station ก็คือเป็นสถานี Charge และเป็นเรื่องของการสร้างแบตเตอรี่ถูกไหม ครับ เพราะเราเองตอนนี้ถ้าเกิดเราไปพูดถึงการสร้างอุตสาหกรรมจริง ๆ เราเองตอนนี้ มีบริษัทที่เป็นข้ามชาติเยอะมากถึงประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ได้นะครับ สำหรับบริษัทของ ไทยเองเรายังมีเขาเรียกว่าเป็นการสนับสนุนที่น้อยมากจริง ๆ นะครับ เราก็จำเป็นจะต้องมี การทำเรื่องของ Software ด้วย ไม่ใช่แค่แบตเตอรี่อย่างเดียวนะครับ เรื่องของ Software เรื่องของอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเราก็เป็นต้น ๆ ของโลกเหมือนกัน แต่ถามว่ามันยังดีกว่านี้ได้ไหม มันยังมี Room มีโอกาสที่จะขยายได้มากกว่านี้ในสิ่งที่ อ.เอท เป็นกังวลนะครับ ทีนี้ต่อมา เรามาดูถ้าเป็น EV Station ตอนนี้เรามีสถานที่ที่ Charge อยู่ประมาณสัก ๒,๖๐๐ นี่เป็น ของรถยนต์ทั่วไปนะครับ ถ้าเป็นของรถ Truck หรือของรถบัส หรือของที่เป็นขนส่งแทบจะมี ตัวเลขน้อยมากจริง ๆ เป็นหลักสิบได้ อ.เอท ว่านะครับ เรามีอยู่ ๒,๖๐๐ ที่เป็นสถานี Charge เรามีหัว Charge อยู่ประมาณเท่าไรครับ ประมาณหมื่นหัว หมื่นหัว Charge ตอนนี้ รถถ้าเกิดเป็น EV ที่ Register หรือเอามาลักษณะของการเอาลงทะเบียนทั้งหมดในประเทศ ไทยเรามีประมาณ ๑,๐๓๐,๐๐๐ คันครับ ถ้าเอามาหารกับ ๑๐,๐๐๐ หัวนี้เฉลี่ยแล้วต่อหัวจะ มีรถที่เข้าคิวอยู่ประมาณ ๑๔๖ คันต่อหัว สมมุติว่า ๑๔๐ คันนี้หมดพร้อมกันอันนี้เกิดเรื่อง แน่นอนครับ เพราะว่าอะไร มันไม่มีที่จะไป Charge ถูกไหมครับ เพราะฉะนั้นนี่คือเราต้องทำ ให้เร็วกว่านี้ ต้องคิดให้ไวกว่านี้นะครับ อันนี้คือสถานการณ์ ณ ปัจจุบันนะครับ ถ้าเกิดเราไป ดูในอนาคต อ.เอท ขออนุญาตข้ามไปที่ตัว T เลยครับ E V T ครับ E คือเรื่องของ Emission V คือเรื่องของ Value Chain ก็คือห่วงโซ่คุณค่า และไปดูที่ตัว T ครับ ตัว T อ.เอท ขอใช้คำ Timeframe หรือเป็น Timeperiod หรือเป็น Timeline ทีนี้เราจะทำให้มันเป็นจริงได้ อย่างไรครับ เรามาดูตัวเลขนะครับ ถ้ารถในประเทศไทยทั้งหมดตอนนี้เลยมีอยู่ประมาณ ๔๒ ล้านคัน ท่านไปดูได้นะครับตัวเลขนี้ไม่โกหกเรา ๔๒ ล้านคันนี้มีรถมอเตอร์ไซค์ประมาณ สัก ๒๒ ล้านคัน แล้วก็มีรถยนต์เท่าที่ อ.เอท ดูมาอยู่ที่ประมาณอีก ๑๒ ล้านคัน ท่านครับ ๑๒ ล้านคันนี้ถ้าเราต้องการที่จะให้เป็นบรรลุเป้าหมายของเราก็คือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะต้อง มีประมาณ ๓ ล้านคัน ถ้าเป็น ๓ ล้านคันแล้วถ้าเกิดมาใช้รถ EV Station ตอนนี้ ตอนนี้เรามี อยู่อย่างไรก็ไม่พอครับ เพราะเรามีปั๊มประมาณ ๘,๐๐๐ ปั๊ม และปั๊มที่มี EV ตอนนี้เราอยู่ที่ ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าปั๊มที่มันสามารถ Charge EV ได้ อย่างไรตอนนี้มันเป็นสิ่งที่ อ.เอท ก็เลยมองว่ามันเป็นความฝันไปหรือเปล่า เรามามองกลับไปที่รถบัสและรถ Truck นะครับ เรามาดูรถบัสครับ รถบัสตอนนี้หรือพูดง่าย ๆ รถเมล์นี่เรามีอยู่ประมาณ ๑๒๗,๐๐๐ คันครับ ใน ๑๒๗,๐๐๐ คันเป็นรถที่เสียแล้วหรือเกิน ๒๐ ปีประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าคันครับ ถ้าเราต้องการผลิตเมื่อสักครู่นี้ในหน้า ๓๙ ท่านบอกมาชัดเจนว่าเราผลิตได้ปีหนึ่งเต็มที่ ประมาณ ๕,๐๐๐ คัน แล้วถ้าเกิดเราเอา ๕,๐๐๐ คันมาหารต่อปีที่เราต้องเอาไปทดแทนรถที่ เป็นรถบัสนะครับ รถบัสเคสเดียวประมาณ ๔๕,๐๐๐ คันที่มันเกิน ๒๐ ปี ใช้เวลาถึง ๘ ปี อันนี้แค่รถบัสอย่างเดียวนะครับ ยังไม่พูดถึงรถบรรทุกครับ รถบรรทุกตอนนี้เรามีอยู่ ประมาณ ๑,๒๐๐,๐๐๐ คันครับ และรถที่เกิน ๒๐ ปีเรามีอยู่ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคัน และอีก ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคันนี้มัน ๒๐ กว่าปีมันต้องสร้างมลภาวะถูกไหมครับ แล้วถ้าเกิดเรา จะเอารถ EV ไปทดแทน แล้วเราผลิตได้แค่ปีหนึ่งกี่คันครับ ๓ บริษัทถูกไหมครับ หนึ่งในนั้นมีบริษัท NEX นะครับ เราผลิตเอา ๕,๐๐๐ ไปหาร ๔๐๐,๐๐๐ กว่า เราต้องใช้ เวลาถึง ๘๘ ปี นี่คือ Timeline ที่เกิดขึ้นจริง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่สนับสนุน เรื่องนี้อย่างจริงจัง อ.เอท คิดว่า EV ยังไม่เกิดครับ และยังไม่พูดถึง FCV นะครับ ก็คือ Fuel Cell ที่เป็นคำถามว่า Trend โลกเปลี่ยนเป็นโลกที่เป็น Fuel Cell เป็นโลกที่จำเป็นต้องใช้ ไฮโดรเจนเข้ามานี่เราจะตามเขาอย่างเดียวไม่ได้แล้วนะครับ ขออนุญาตเป็นผู้นำเขาบ้าง และสุดท้ายนี้ อ.เอท ก็อยากจะเห็นอุตสาหกรรม EV ของไทยก้าวหน้าและก้าวไกล เพื่อประโยชน์สูงสุดเป็นของประชาชนทุกคนครับ Respect