ณัฐวุฒิ สนับสนุนให้นายกฯ เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายคุ้มครองชุมชนชาติพันธุ์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๘ มกราคม ๒๕๖๘

ณัฐวุฒิ บัวประทุม หารือการเพิ่มบทบาทนายกรัฐมนตรีให้เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยอ้างเหตุผลจากเจตนารมณ์ของกฎหมาย ความผูกพันต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ และความไม่สอดคล้องของการไม่รวมตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไว้ในบทบัญญัติ พร้อมสนับสนุนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นผู้รับผิดชอบชั่วคราวและถอนข้อสงวนเพื่อให้กฎหมายผ่านความเห็นชอบ.

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม กรรมาธิการ

ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนคนจังหวัดอ่างทอง ท่านประธานครับ กรณีของมาตรา ๔ ที่ผมได้สงวนความคิดเห็นไว้นั้น เป็นประเด็นเรื่อง อำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการตามกฎหมายฉบับนี้ แน่นอนครับว่าในขณะที่มีร่างแรกที่เข้ามาสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการนั้นมีการพูดถึง รัฐมนตรีอยู่ทั้งหมด ๒ ส่วนด้วยกัน ก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งก็คงมีบทบาท ที่แตกต่างกันครับ แต่อย่างไรก็ตามในชั้นกรรมาธิการนั้น กรรมาธิการเสียงข้างมากไปตัด ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ออก ซึ่งท่านก็คงมีเหตุผลที่จะชี้แจงต่อที่ประชุมสภาว่าเพราะเหตุใดท่านถึงตัดออกไป ตรงนั้น ผมเองก็เห็นชอบด้วยครับไม่ได้มี ข้อติดข้องหมองใจแต่ประการใด แต่สิ่งที่ผมได้สงวน ความเห็นไว้และขออยากจะให้มีการเพิ่มเข้าไปในรัฐมนตรีที่มีอำนาจหน้าที่เป็นผู้รักษาการ ตามกฎหมายฉบับนี้ ก็คือเพิ่มนายกรัฐมนตรีครับ ถามว่าทำไมต้องเพิ่มอำนาจหน้าที่ของ นายกรัฐมนตรี ผมเองก็มีอยู่ทั้งหมด ๔ เหตุผลที่จะประกอบด้วยกัน

ประการที่ ๑ เมื่อพิจารณาอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายฉบับนี้ทั้งหมดเวลาเรา พูดต้องพูดถึงภาพรวมทั้งหมด ไม่ใช่แค่อำนาจในฐานะประธานหรือใด ๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าในหมวดที่ ๒ ที่ว่าด้วยคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริม วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์นั้นมีการให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมามีทั้งหมด ๓๕ ท่านด้วยกัน และ คนที่นั่งเป็นประธานก็คือนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธาน ฉะนั้นนั่นเป็นเหตุผลประการที่ ๑ ครับ ในเมื่อเจตนารมณ์ของเนื้อหากฎหมาย ยังบอกเลยว่าประธานคณะกรรมการควรเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วเพราะเหตุใดเราถึงไม่ใส่ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายฉบับนี้ครับ

เหตุผลประการที่ ๒ เป็นเหตุผลสำคัญก็คือว่าเวลาเราพูดถึงพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ ณ ขณะนี้เราบอกว่าอาจจะมีรวมถึงประมาณ ๖๐ กว่ากลุ่มเป็นต้นไปด้วยกัน และในกลุ่ม เหล่านั้นมีพี่น้องประชาชนที่อยู่ในกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์เยอะแยะไปหมดครับ เอาเฉพาะที่เขา ระบุตนเอง เขาอยากมีส่วนในการที่จะเข้ามามีการขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้ การดูแลพื้นที่ การอนุรักษ์อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประเพณีของเขาก็เกือบ ๆ ๑๐ ล้านคน ฉะนั้นในกรณี กฎหมายใดกฎหมายหนึ่งที่มีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเอาเข้าจริง ๆ เป็นหน้าที่ของพวกเรา ด้วยที่ต้องมีส่วนสนับสนุนแล้วก็คุ้มครอง และอีกด้านหนึ่งก็ไม่ไปละเมิดสิทธิของพี่น้อง กลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวมันไม่น่าจะเสียหายอะไร แล้วเป็นสิ่งที่ดีด้วยซ้ำที่จะให้นายกรัฐมนตรี มาเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายเพิ่มเติมเข้ามา สะท้อนให้เห็นว่าเราให้ความสำคัญต่อ กฎหมายฉบับนี้อย่างไร

เหตุผลประการที่ ๓ เป็นเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่ไปเกี่ยวพันกับสิ่งที่เรา เป็นภาคีสมาชิกของกฎหมายระหว่างประเทศเป็นจำนวนมาก เวลาที่เราพูดถึงกฎหมาย ระหว่างประเทศท่านอย่านึกแต่กฎหมายได้เชิงสิทธิมนุษยชนนะครับ อย่านึกแต่ประเด็น ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ไอแอลโอของพี่น้องแรงงาน ท่านสหัสวัต คุ้มคง ไอแอลโอ ๑๖๙ หรืออนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติที่ท่านชลธิชา แจ้งเร็ว ก็ดูแลอยู่ แต่ว่าเราต้องคิดถึงประเด็นมิติทางเศรษฐกิจ มิติในเรื่องของโลกร้อน มิติของการเปลี่ยนแปลงทางโลกร้อนต่าง ๆ Climate Change ที่ท่าน สส. ศนิวาร บัวบาน ท่านก็ดูแลเรื่องเหล่านี้อยู่ และเราพบว่าเวลาที่เราไปเป็นภาคีสมาชิก หรือมีส่วนในเรื่อง เหล่านี้ในระดับนานาอารยประเทศนั้นหลายครั้งคนที่ไปแสดงบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ ว่าเขามีส่วนในการจะคุ้มครองสิทธิของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์นั้นคือนายกรัฐมนตรี อันนี้ก็เป็น เหตุผลประการที่ ๓ ที่ควรจะระบุอำนาจหน้าที่ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย ฉบับนี้ด้วยครับ

เหตุผลประการที่ ๔ เป็นประการสุดท้าย ก็คือว่าเมื่อพิจารณาในเชิงเนื้อหา รายละเอียดทั้งหมดปกติแล้วข้อโต้แย้งสำคัญที่ท่านมักยกขึ้นมาโต้แย้งในกรณีของรัฐมนตรี รักษาการคือการไปออกกฎหมายลำดับรอง ออกกฎกระทรวง ประกาศ ระเบียบ ข้อบังคับ แบบนั้นแบบนี้ และถ้าเขาไม่ได้มีหน้าที่ก็ไม่จำเป็นต้องใส่เข้าไป แน่นอนครับในกฎหมาย ฉบับนี้หลายครั้งเป็นการออกประกาศในนามคณะกรรมการ หลายครั้งเป็นการออกระเบียบ ในนามของกระทรวงวัฒนธรรม หลายครั้งเป็นการออกข้อบังคับ ข้อบัญญัติต่าง ๆ ที่เป็น กฎหมายลำดับรองในการที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรท่านจะเป็นผู้ดูแล ผมเข้าใจและ ตระหนักดีครับ แต่ท่านจะเห็นว่าแม้กระทั่งการออกประกาศของคณะกรรมการ ที่พูดถึง การคุ้มครองในระดับนานาชาติ ในระดับชาติ ก็ให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วเขา เป็นคนออกกฎหมายหรือรับรองกฎหมายลำดับรองนั้น แล้วมีเหตุผลใดที่จะไม่ใส่ นายกรัฐมนตรีเข้าไปเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายฉบับนี้ครับ

ฉะนั้นด้วยเหตุผลที่ผมนำเรียนต่อท่านประธานมาทั้งหมด ๔ ประการ ผมพยายามจะเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญครับว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่แต่เพียงกฎหมาย ที่คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ แต่กฎหมายฉบับนี้จะละเลยชนเผ่า พื้นเมืองที่อยู่ในประเทศไทยไม่ได้ กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่ดูกลุ่มชาติพันธุ์แต่เพียง ๖๐ กลุ่ม ๖-๑๐ ล้านคนเศษ แต่กฎหมายฉบับนี้ยังเกี่ยวพันต่อพี่น้องประชาชนอื่น ๆ กฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่ขอบเขตหรือบริบทเพียงแต่ในประเทศไทย แต่กฎหมายฉบับนี้ยังมีความสำคัญและ ส่งผลต่อสถานะของไทยในเวทีระหว่างประเทศ แม้กระทั่งกรณีที่ไทยเพิ่งได้นั่งในคณะมนตรี สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉะนั้นด้วยเหตุผลดังกล่าวผมเข้าใจและตระหนักดีถึงภารกิจของนายกรัฐมนตรีว่าท่านมี มากมาย แต่ว่าการที่มีกฎหมายสำคัญแบบนี้เกิดขึ้นมา การที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการ ขึ้นมาเพิ่มเติมนั้นก็ไม่ควรจะเสียหายอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามในเมื่อวันนี้สถานการณ์ของ การผ่านกฎหมายฉบับนี้เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น ฉะนั้นผมคิดว่าวันนี้ให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวัฒนธรรมเป็นผู้ดูแลไปก่อน แล้วมีองคาพยพอื่น ๆ ในการสนับสนุนนั้นก็ยัง สามารถทำหน้าที่ได้ดี ส่วนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ผมไม่ติดใจ แต่ประการใดครับ ฉะนั้นสิ่งที่ผมได้อภิปรายทั้งหมดถึงแม้ผมจะเป็นผู้สงวนประเด็นเรื่อง นายกรัฐมนตรีไว้ แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการลงมติมาตรานี้ในวันนี้ ผมขอไม่ติดใจ ข้อสงวนที่ผมได้สงวนไว้ครับ ขอบพระคุณครับ