ธิษะณา ชุณหะวัณ หารือประเด็นการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตชาติพันธุ์ โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการทบทวนมาตรา ๓ ที่เกี่ยวข้องกับการยอมรับสิทธิการจัดการที่ดินของชนเผ่าพื้นเมือง การใช้คำเรียกที่เหมาะสมแทนคำว่า "ชาติพันธุ์" และการคัดค้านการตัดคำว่า "ชนเผ่าพื้นเมือง" จากร่างกฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้มีการรับรองสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองตามปฏิญญาสหประชาชาติ มีการมีส่วนร่วมของชนเผ่าในการร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และการนำหลักการจากสนธิสัญญาระหว่างประเทศมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมความเสมอภาคและยอมรับอัตลักษณ์ของชนเผ่าพื้นเมืองอย่างแท้จริง โดยยกตัวอย่างจากกรอบกฎหมายของนิวซีแลนด์และแนวทางสากลในการกำหนดตนเองและการปกครองตนเองพิเศษโดยไม่แบ่งแยกดินแดน
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตกรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน สาทร และราชเทวี พรรคประชาชนค่ะ ท่านคะจากรายงานคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตชาติพันธุ์ พ.ศ. .... หลังการ พิจารณาดิฉันเห็นว่ามีประเด็นที่ต้องถกเถียงกันเพิ่มเติมในมาตรา ๓ เนื่องจากว่าการแก้ไข พ.ร.บ. ดังกล่าวเกรงว่าอาจจะไม่ตอบโจทย์ต่อความต้องการของพี่น้องชนเผ่าพื้นเมือง ในประเด็นการยอมรับสิทธิในการจัดการที่ดินของชนพื้นเมืองและการใช้คำว่า ชนเผ่า พื้นเมือง แทนคำว่า ชาติพันธุ์ ค่ะท่านประธาน ขออนุญาตสไลด์ค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
สไลด์ที่ ๒ ค่ะ หากว่าด้วย ตามปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง หรือ UNDRIP ประเทศไทยเอง ก็ได้โหวตรับรองโดยฉันทามติมี ๑๔๓ ประเทศที่โหวตเห็นชอบ ๔ ประเทศที่โหวตไม่เห็นชอบ และเพียงแค่ ๑๑ ประเทศที่งดออกเสียง ซึ่งก็หมายความว่าสมาชิกของสหประชาชาติ ส่วนใหญ่นั้นโหวตเห็นชอบต่อปฏิญญาดังกล่าวและได้ฉันทามติ รวมถึงประเทศไทยเอง ฉบับดั้งเดิมก็ใช้คำว่า Indigenous People หรือคำว่า ชนเผ่าพื้นเมือง แล้วเหตุใดเราจึง จะต้องตัดคำนี้ออกจากร่างคะ เพราะดิฉันก็ไม่เห็นว่าคำว่า ชนเผ่าพื้นเมือง จะเป็นปัญหาต่อ พ.ร.บ. นี้เลยค่ะ นี่เรากำลังพูดถึงเพียงแค่หลักการนะคะ พูดถึงสิทธิที่พวกเขาพึงจะมีแต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ การให้อำนาจที่มีผลกระทบต่อบูรณภาพแห่งดินแดนที่ท่านอาจจะเป็นกังวลนะคะ หรือ เอกภาพทางการเมืองขององค์อธิปัตย์และรัฐเอกราชเลย แม้แต่ มาตรา ๔๖ ในปฏิญญาก็ ระบุไว้อย่างชัดเจนและทางสหประชาชาติก็ได้กล่าวไว้ว่า มนุษย์ทุกคนควรที่จะได้รับรองสิทธิ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งอย่างเท่าเทียมกันและเป็นสิทธิที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดหรือเรียกว่า Universal Life ดิฉันเชื่อว่าประเทศไทยก็ควรจะมีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามใต้ข้อตกลง ของสหประชาชาติที่เราได้ลงสัตยาบันไว้ ท่านประธานคิดอย่างนั้นไหมคะ อีกปัญหาหนึ่ง ก็คือเมื่อ พ.ร.บ. ดังกล่าวจะมีผลต่อพี่น้องชนเผ่าพื้นเมือง จึงอยากให้เพิ่มอัตราผู้ที่มีความเป็น ชนเผ่าพื้นเมืองได้มีส่วนร่วมมากกว่านี้ นอกจากการแสดงความคิดเห็นค่ะผู้ที่มีความเป็น ชนเผ่าพื้นเมืองก็คิดว่าสมควรเช่นเดียวกันนะคะ
ขอสไลด์ที่ ๓ นะคะ ในกรณีของประเทศที่มีประชากรชนเผ่าพื้นเมือง มีสัดส่วนสูงต่อประชากรทั้งหมด อย่างเช่น ประเทศนิวซีแลนด์เป็นต้น ก็มีประชากรที่เป็น ชนเผ่าพื้นเมืองราว ๆ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ได้มีกฎหมายที่ส่งเสริมความเป็นชนเผ่าพื้นเมือง ภายในประเทศ แต่หากเทียบกับประเทศไทยที่มีชนเผ่าพื้นเมืองเช่นเดียวกัน ประชากร ชนเผ่าพื้นเมืองกลับได้รับสิทธิทางพลเมืองที่น้อยกว่าพลเมืองทั่วไปในประเทศเรา เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่าง ๆ ในโลกแล้วตำแหน่งของชนเผ่าพื้นเมืองในนิวซีแลนด์นั้น อยู่ในสถานภาพที่มีอำนาจต่อรองกับรัฐได้ระดับดีระดับหนึ่ง เพราะสนธิสัญญาไวตางี ปี ๑๘๔๐ ที่ระบุถึงการยอมรับ หนึ่งในความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกันหรือที่เรียกว่า Partnership การเคารพซึ่งกันและกัน หรือที่เรียกว่า Mutual Respect การให้ความร่วมมือกัน ของผู้แทนเจ้าอาณานิคมอังกฤษและผู้นำชนเผ่าพื้นเมือง การสร้าง Cooperation หรือ ความร่วมมือให้กับชาวเมารีที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองได้มีกลไกในการต่อรองกับภาครัฐ ไม่ว่าจะ เป็นการแก้ไขปัญหาแต่ก็ยังเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่สำคัญของพี่น้องชนเผ่าเมารีเป็นการ สร้างความชอบธรรมให้กับพวกเขาในเวทีการเมืองระดับชาติ ซึ่งเอกสารดังกล่าวเป็นรากฐาน ประวัติศาสตร์ในประเทศนิวซีแลนด์ ต่อมาได้ช่วยรับรองสิทธิของชาวนิวซีแลนด์ทุกคน ในปี ๑๙๗๕ ได้มีการออกพระราชบัญญัติสนธิสัญญา Waitangi โดยอ้างอิงถึงสนธิสัญญาไว้เป็น กรอบกฎหมายใช้ในการศึกษาและพิจารณาปัญหาที่จะนำไปสู่ศาล Waitangi และเมื่อไม่นานมานี้ ในปี ๒๐๑๐ ประเทศนิวซีแลนด์ก็ได้มีการทบทวนและให้สัตยาบันต่อปฏิญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองอีกด้วยค่ะ โดยรวมแล้วไม่ว่าจะเป็นสนธิสัญญา ปฏิญญา และประเทศที่ยึดถือในหลักปฏิบัติต่อประชาชน ต้องคำนึงถึงเนื้อหาสาระและนัยสำคัญ ในเอกสารที่ประเทศนั้นได้ลงนามไว้ค่ะท่านประธาน ยอมรับโดยฉันทามติของทั่วโลกให้เป็น สัตยาบันเป็นภาคีและควรนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนทุกคน
ขอสไลด์ที่ ๔ ค่ะ นอกจากในประเด็นสิทธิที่ดินทำกินของพี่น้องชนเผ่า พื้นเมืองที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของพี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองแล้วยังมีประเด็นที่พี่น้อง ชนเผ่าพื้นเมืองถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ โดยที่พี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองถูกห้ามไม่ให้ใช้คำว่า ชนเผ่าพื้นเมือง แต่ให้ใช้คำว่า ชาติพันธุ์ แทนในทางราชการ ซึ่งคำ ๆ นี้ก็นำมาลดทอนคุณค่า ความเป็นมนุษย์และกลืนวิถีชีวิตเชิงประเพณีวัฒนธรรม ซึ่งตามปฏิญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยสิทธิชนพื้นเมืองก็ยังใช้คำว่า ชนพื้นเมือง หรือคำว่า Indigenous People ไม่ใช่ กลุ่มชาติพันธุ์ หรือที่เรียกว่า Ethnic Group เป็นคนละกลุ่มไม่เท่ากันนะคะท่านประธาน ระหว่างคำว่า ชนเผ่าพื้นเมือง กับ กลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกันค่ะ อันเนื่องจากทุกคน ไม่ว่าจะเป็นท่านหรือดิฉันก็เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เช่นเดียวกันค่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะ มีความเป็นชนเผ่าพื้นเมือง โดยชนเผ่าพื้นเมืองมักจะเป็นผู้ที่ถูกลดทอนวัฒนธรรมที่ปฏิบัติมา อย่างช้านานกดขี่จากโครงสร้างอำนาจทางสังคมทั้ง ๆ ที่พวกเขาควรจะได้รับการปฏิบัติและ ยอมรับจากประชากรส่วนใหญ่ในฐานะมนุษย์เท่ากันค่ะ ท่านคะ ดิฉันได้ทำการอภิปรายเรื่อง พี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง และดิฉันอยากจะให้ท่านไม่เข้าใจผิดในการที่ ชนเผ่าพื้นเมืองนั้นจะมีสิทธิในการกำหนดตนเอง ไม่ได้หมายความว่าจะมีสิทธิในการแบ่งแยก ดินแดนเสมอไปนะคะท่านประธาน เพราะสิทธิในการกำหนดตนเองนั้นมี ๒ รูปแบบค่ะ ท่านประธาน ๑. คือการปกครองตนเองแบบพิเศษ หรือที่เรียกว่า Internal Self-Determination เคยเกิดขึ้นในไอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ ในปี ๑๙๒๑ ตัดสินโดย League of Nation ที่ไม่ใช่เป็น รูปแบบการแบ่งแยกดินแดน แต่เป็นรูปแบบการปกครองแบบพิเศษที่มีเสรีภาพในวัฒนธรรม ในการใช้ภาษาและการจัดเก็บภาษี รวมถึงการมีสภาท้องถิ่นค่ะท่านประธาน เพื่อจะปกครองตนเองและชนเผ่าพื้นเมืองนั้นก็ได้ใช้ภาษาที่แตกต่างจากคนส่วนมาก ซึ่งเป็น Swedish Speaking หรือว่าพูดภาษาสวีเดนแทนที่จะพูดภาษาฟินแลนด์ แต่ก็ยังอยู่ใน ประเทศฟินแลนด์ อันนี้เรียกว่าการปกครองตนเองในรูปแบบพิเศษที่สามารถแสดงถึง อัตลักษณ์ความเป็นตนเองหรือความเป็นชนเผ่าพื้นเมืองนั้นออกมาได้ค่ะท่านประธาน ดิฉัน จึงอยากให้พวกเรามองเห็นถึงความเป็นมนุษย์ของพี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองที่มีวิถีชีวิตที่สืบทอด เป็นประเพณีวัฒนธรรมมาอย่างยาวนานและไม่ให้พวกเขาต้องละทิ้งความสวยงามของ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ