เชษฐา เสนอแก้วิกฤตเด็กปฐมวัย ขยายลาคลอด ๑๘๐ วัน-จัดสรรหนังสือ ๓ เล่มต่อครอบครัว

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๗

เชษฐา มั่นคง นำเสนอประเด็นการบริการและการเข้าถึงสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีคุณภาพ โดยชี้ให้เห็นช่องว่างในการดูแลช่วงอายุ ๓ เดือนถึง ๓ ปี และเสนอแนะให้ขยายระยะเวลาลาคลอดเพื่อลดช่องว่างดังกล่าว พร้อมทั้งเรียกร้องงบประมาณและยกระดับมาตรฐานศูนย์รับเลี้ยงเด็กเพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย เชษฐา มั่นคง เสนอแนวทางแก้ไขวิกฤตพัฒนาการล่าช้าของเด็กปฐมวัยโดยเรียกร้องให้จัดสรรหนังสือ ๓ เล่มต่อครอบครัวและส่งเสริมทักษะการอ่าน พร้อมทั้งเน้นย้ำความสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตามมาตรฐานสากล โดยเสนอให้ขยายเวลาลาคลอดเป็น ๑๘๐ วัน จัดตั้งคลินิกนมแม่ในโรงพยาบาล และสนับสนุนระบบสาธารณสุขทางไกลเพื่อเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เชษฐา มั่นคง เสนอการแก้ไข พ.ร.บ. ควบคุมการตลาดอาหารทารกและเด็กปี ๒๕๖๐ และเสนอมาตรการส่งเสริมการมีบุตรผ่านสวัสดิการถ้วนหน้า เช่น การลาคลอด ๑๘๐ วัน เงินอุดหนุนเด็กเล็ก และสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เพื่อสร้างแรงจูงใจและพัฒนาคุณภาพเด็กอย่างยั่งยืน

นายเชษฐา มั่นคง ผู้แทนคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรเคารพ ผม เชษฐา มั่นคง ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็กและคณะทำงาน ในคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร ขอนำเสนอประเด็นที่ ๕ ต่อจาก ท่านอาจารย์สุนี ไชยรส การให้การบริการและการเข้าถึงสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีคุณภาพ ขอสไลด์ด้วยครับ ประเทศไทยเราได้มีการลงทุนด้านการศึกษาเด็กปฐมวัยร้อยละ ๗๔.๘ ของเด็กอายุ ๓-๕ ปี แล้วการให้บริการเด็กที่ต่ำกว่า ๓ ปีนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งครับ ในการส่งเสริมให้เด็กทุกคนมีพัฒนาการได้เต็มไวเพราะช่วงขวบแรกของเด็กคือช่วงเวลา แห่งการพัฒนาที่รวดเร็วและต่อเนื่องนะครับ จะส่งผลต่อการพัฒนาด้านสมองของเด็กนั้น ๆ ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สติปัญญา และภาษาจึงจำเป็นจะต้องมีผู้ที่ดูแลที่มีความรู้มีทักษะ ในการที่จะดูแลเด็กอย่างเต็มที่นะครับ ท่านประธานถ้าท่านได้ดูจากสไลด์นี้นะครับท่านจะ เห็นว่าตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึง ๖ ปี จะมี ๓ ช่วง ช่วงตั้งครรภ์จนถึงแรกเกิดจนถึง ๓ เดือน ก็คือ ลาคลอดก็จะเป็นช่วงที่เด็กอยู่กับแม่อยู่กับผู้ปกครองนะครับ หลังจากนั้นช่วง ๓ ปีจนถึง ๖ ปี เด็กจะอยู่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาลนะครับ เพราะฉะนั้นจะมีช่องว่างหนึ่ง ที่เป็นช่องว่างระหว่าง ๓ เดือนจนถึง ๓ ปี อันนี้จะไม่มีหน่วยงานของรัฐที่เข้ามาดูแลเลยครับ ถ้าเป็นไปได้อย่างที่ท่านอาจารย์สุนีได้นำเสนอคือลาคลอด ๑๘๐ วัน ยืดออกมาอีกนิดจาก ๓ เดือนเป็น ๑๘๐ วัน ก็จะช่องแคบลง อันนี้ก็จะช่วยในการที่จะมีคนที่มาดูแลเด็กมากขึ้น เพราะฉะนั้นข้อเสนอนี้ก็คือเป็นการเพิ่มงบประมาณและการขยายการเข้าถึงการยกระดับ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีคุณภาพเพียงพอเข้าถึงได้ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่ทิ้งเด็กคนใดคนหนึ่ง ไว้ข้างหลังนะครับ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจะต้องมีคุณภาพแล้วก็เด็กที่มาดูแลเพิ่มเติมสำหรับช่วง ๓ เดือนจนถึง ๓ ปีนะครับ สำหรับผู้ปกครองที่ต้องการที่จะเป็นเด็กที่เล็กขึ้นให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ดูแล แล้วก็สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยขนาดเล็กสามารถยืดหยุ่นได้ตามรูปแบบต่าง ๆ นะครับ แล้วก็มีการสร้างแรงจูงใจสำหรับศูนย์รับเลี้ยงเด็กในสถานประกอบการ ขอสไลด์ถัดไปครับ

ประเด็นที่ ๖ การจัดสวัสดิการหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยเราจะเห็นว่าพัฒนาการ ล่าช้าเด็กปฐมวัยนับเป็นวิกฤติร้ายแรงต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการพัฒนาศักยภาพ ของประชากร เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าด้านภาษาและด้านความเข้าใจด้านภาษามากกว่า พัฒนาการด้านอื่น ๆ มีเด็กเพียง ๑ ใน ๓ ของเด็กปฐมวัยเท่านั้นที่มีหนังสือ ๓ เล่มในบ้าน ข้อเสนอนี้ก็คือเป็นการมอบหนังสือให้เด็กแรกเกิดทุกคน ๓ เล่มในบ้านโดยสนับสนุน งบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กชุมชนควรมีหนังสือที่ เพียงพอ หลากหลายและมีคุณภาพ รวมทั้งผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กเองจะต้องมีทักษะในการ อ่านหนังสือให้เด็กฟัง

ข้อเสนอข้อที่ ๗ การปกป้องส่งเสริมสนับสนุนและการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพัฒนากำลังคนของประเทศ เพราะนมแม่ ถือเป็นอาหารที่ดีที่สุดและอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมของแต่ละช่วงวัย ข้อเสนอ ขององค์การอนามัยโลกนะครับ ทารกควรได้กินนมแม่อย่างน้อย ๖ เดือนในขณะที่ประเทศไทย และทั่วโลกได้วางเป้าหมายไว้ว่ากำหนดไว้ที่ร้อยละ ๕๐ แต่ประเทศไทยเราอยู่ที่ร้อยละ ๒๘.๖ เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศไทยเราอยู่ที่อันดับ ๘ ใน ๑๐ ของประเทศนะครับ โดยประเทศอินโดนีเซีย กัมพูชาและเวียดนามอยู่ลำดับที่ ๑ ๒ ๓ ตามลำดับ ซึ่งปัญหาสำคัญก็คือแม่เชื่อว่าตนเองมีน้ำนมไม่เพียงพอแล้วไม่ได้รับการช่วยเหลือในการที่ เข้าแก้ปัญหานะครับ พยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านนมแม่มีน้อย เพราะฉะนั้นคือข้อเสนอนี้ก็ควร เป็นการมุ่งดำเนินนโยบายในเรื่องการปกป้องส่งเสริมสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยงบประมาณสนับสนุนให้กับคลินิก เช่น คลินิกนมแม่ที่โรงพยาบาลทุกแห่งรวมไปถึงระบบ สาธารณสุขทางไกล แล้วก็รวมไปถึงเรื่องของการขยายลาคลอดเป็น ๑๘๐ วันที่ท่านอาจารย์ สุนีได้พูดถึง แล้วก็สนับสนุนให้แม่ทำงานสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้นะครับ เช่น มีมุมแม่ ในที่ทำงาน สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยสำหรับเด็กที่ต่ำกว่า ๒ ขวบรวมไปถึงการขนส่งนมแม่ฟรี ตามภูมิภาคหรือตามจังหวัดต่าง ๆ นะครับ

สุดท้ายก็คือการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ. ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหาร และทารกสำหรับเด็กในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์การตลาดในปัจจุบันนะครับ

ส่วนข้อที่ ๘ ท่าน สส. กาญจน์ ตั้งปอง ได้นำเสนอแล้วผมขอข้ามไปเลยนะครับ

ข้อ ๙ การส่งเสริมการมีบุตร หลายท่านคงทราบแล้วนะครับว่าอัตราการเกิด น้อยลงอย่างต่อเนื่อง แล้วก็อัตราการเจริญพันธุ์ลดลงนะครับ ดังนั้นคือข้อเสนอนี้นะครับจะต้องมี สวัสดิการเด็กถ้วนหน้าเพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการดูแลการพัฒนาเด็กนะครับ เพื่อสร้าง แรงจูงใจให้กับคนรุ่นใหม่อยากมีบุตรแล้วก็ส่งเสริมให้เด็กมีคุณภาพ เช่น การลาคลอด ๑๘๐ วัน เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีคุณภาพและตอบโจทย์กับคนทำงานครับ

สุดท้ายนี้อยากจะฝากไว้กับท่านที่ประชุมแห่งนี้นะครับ การพัฒนาศักยภาพ ของเด็กนั้นรอไม่ได้ รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องส่งเสริมสวัสดิการสังคมเพื่อพัฒนา เด็กปฐมวัยที่เหมาะสมอย่างเป็นระบบทั้ง ๙ ประเด็นนี้เพื่อแก้วิกฤติตอนนี้นะครับ และเพื่อสร้างพื้นฐานของเด็กที่จะพัฒนาประเทศในอนาคตต่อไป หากเราไม่ทำอะไรเลย เด็กของเราจะไม่สามารถพัฒนาได้เต็มศักยภาพได้นะครับ ขอจบเพียงเท่านี้ ขอบคุณมาก ครับท่านประธาน