สุนี ไชยรส เสนอรายงานคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมเพื่อผลักดันนโยบายสวัสดิการเด็กถ้วนหน้าเป็นวาระแห่งชาติ โดยเสนอโครงการเงินสวัสดิการถ้วนหน้าสำหรับหญิงตั้งครรภ์เดือนที่ ๕-๙ เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท เพื่อแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อยและแม่ตั้งครรภ์ยากจน พร้อมชี้แจงว่างบประมาณประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านบาทจะเพียงพอและเป็นหลักประกันคุณภาพชีวิตของเด็ก
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน สุนี ไชยรส คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า และคณะทำงานของคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมค่ะ ดิฉันคิดว่าวันนี้ในฐานะที่องค์กร ด้านเด็กทั่วประเทศได้เคยมีข้อร้องเรียนมาถึงคณะกรรมาธิการเพื่อปรึกษาหารือร่วมกับ หลาย ๆ ฝ่าย คิดว่าน่าจะเป็นโอกาสที่เหมาะสม แล้วก็มีคุณค่ามากสำหรับรายงานฉบับนี้ ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรคจะได้ช่วยกันผลักดันให้กลายเป็นนโยบายของรัฐบาล ต้อนรับวันเด็กซึ่งกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันนี้ เป็นสถานการณ์ซึ่งฝ่ายรัฐบาลเองได้แถลงออกมา ก่อนหน้านี้ไม่นานว่าเป็นวาระแห่งชาติในนโยบายส่งเสริมการมีบุตร เป็นวาระที่ฝ่ายค้าน ได้สนับสนุนเรื่องของการพัฒนาสวัสดิการเด็กปฐมวัย ขณะเดียวกันก็มีมติของคณะกรรมการ และอนุกรรมการหรือแม้แต่มติคณะรัฐมนตรีที่ออกมาสอดคล้องกับการพัฒนาที่เป็นไปตาม รายงานของคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมฉบับนี้ ดิฉันอยากจะขออนุญาตว่าเพิ่มเติม รูปธรรมของข้อเสนอ ๔ ข้อแรกนะคะ
ข้อแรกก็คือว่าเงินสวัสดิการถ้วนหน้าสำหรับหญิงตั้งครรภ์เดือนที่ ๕-๙ เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ซึ่งในสถิติที่หลายท่านอาจจะเห็นอยู่แล้วว่าวันนี้เด็กเกิดน้อย นั่นก็คือ แม่ตั้งครรภ์เองก็น้อยด้วย ในนี้จะเป็นแม่ที่ยากจน ในนี้จะเป็นแม่ที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว แม่วัยใส จำนวนมาก แล้วก็เป็นคนที่ต้องการได้รับการดูแล เพราะว่าผู้หญิงที่ตั้งครรภ์มีโอกาสที่จะ ไม่ได้ทำงานคือไม่มีรายได้อย่างน้อยร้อยละ ๔๐ เท่าที่มีการประเมินกัน การสนับสนุนให้แม่ที่ ตั้งครรภ์ในเดือนที่ ๕-๙ เดือนละ ๓,๐๐๐ บาทจะเป็นหลักประกันในสิ่งที่ทุกท่านได้พูดมาว่า รายงานฉบับนี้อยากขอให้ได้มีสิ่งที่ค้ำประกันว่าแม่ที่ตั้งครรภ์ไม่ว่าใครก็ตามจะสามารถเกิด เด็กที่มีคุณภาพแล้วก็ได้รับการดูแลต่อ ถ้าจะเป็นห่วงว่าจะใช้งบประมาณมากท่านจะเห็น ขอสไลด์ต่อไปนะคะ จะเห็นภาพชัดเจนนะคะว่าผู้หญิงตั้งครรภ์นั้นไม่ถึง ๕๐๐,๐๐๐ คน ถ้าให้เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท เป็นเวลา ๕ เดือน จะใช้งบประมาณเพียง ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้เมื่อนึกถึงว่าวิกฤติเด็กเกิดน้อยทั้งปริมาณและคุณภาพการดูแลแม่ตั้งครรภ์ด้วยเงิน ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาทในงบประมาณปี ๒๕๖๙ ที่กำลังจะมาถึงน่าจะเป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมา แล้วก็สอดรับกับนโยบายของทุกฝ่ายนะคะ
ข้อเสนอที่ ๒ คือการยกระดับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึง ๖ ปี แบบถ้วนหน้า วันนี้รัฐบาลได้ให้เงิน ๖๐๐ บาทกับเด็กที่ยากจน รายได้ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทอยู่แล้ว เป็นงบประมาณแต่ละปีประมาณ ๑๖,๐๐๐-๑๗,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าข้อเสนอเพื่อ ถ้วนหน้า เด็กทั้งหมดมีประมาณ ๓.๓ ล้านคนนะคะ ถ้าเราดูตัวเลขก็จะพบว่าใช้เงินเพิ่มเติม อีกเพียง ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาทก็จะสามารถดูแลเด็กทุกคน ตอนนี้เด็กได้ประมาณ ๒,๓๐๐,๐๐๐ คนนะคะ แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นก็คือว่านโยบายของคณะกรรมาธิการต้องการบอก ว่าถ้าไม่ให้ถ้วนหน้าตอนนี้สถิติของเด็กตกหล่น เด็กจน ๆ ที่รัฐบาลเคยคิดว่าอยากจะได้เงิน กลายเป็นว่าเด็กตกหล่นเมื่อปี ๒๕๖๒ ประมาณร้อยละ ๓๐ ของเด็กที่ยากจนตามเกณฑ์ รัฐบาล ปี ๒๕๖๗ TDRI กับยูนิเซฟเพิ่งแถลงล่าสุดนะคะ ปรากฏว่าตกหล่นไปร้อยละ ๓๔ คือมากกว่าเดิม ซึ่งถ้วนหน้าเท่านั้นถึงจะเป็นหลักประกันว่าจะสามารถช่วยได้ และวันนี้มติ ของคณะกรรมการหลายชุดของรัฐบาลเองหรือมติของ ครม. เองก็เริ่มแถลงออกมาแล้วว่า จะให้เงินอุดหนุนถ้วนหน้าน่าจะสอดรับร่วมกันนะคะว่าแต่มันมาแล้ว ๑๐ ปีโครงการนี้ ทำอย่างไรจะเร่งรัดให้ทันปี ๒๕๖๙
ส่วนที่ ๓ สิทธิการลาคลอดของมารดา ๑๘๐ วัน ซึ่งตรงนี้เราจะพบว่าแม่ จำนวนมากซึ่งอยู่ในกระบวนการของการตั้งครรภ์ ได้นำเสนอไปแล้วว่ามีโอกาสที่จะไม่มี รายได้แล้วก็ตกงานอย่างมาก ถ้ายิ่งไม่มีโอกาสลาคลอดยาวโอกาสจะเลี้ยงดูลูกด้วยนมแม่ โอกาสที่จะสามารถทำให้ดูแลลูกได้อย่างดี เพราะว่ามันจะมีข้อจำกัดในการที่จะพาลูกเล็ก ๆ ไปอยู่ที่ไหนในขณะที่พ่อแม่ต้องทำงาน ข้อนี้จะเป็นหลักประกันให้นะคะ ในขณะที่ทั่วโลก ตอนนี้ขยายเวลาของการลาคลอดแล้วก็ให้โอกาสพ่อหรือผู้ที่ทำหน้าที่พ่อสามารถที่จะทำ หน้าที่ช่วยแม่ในการเลี้ยงดูลูกได้อย่างน้อย ๓๐ วัน นี่เป็นข้อเสนอของคณะกรรมาธิการค่ะ ข้อเสนอนี้หวังว่าจะช่วยเติมเต็มในสิ่งที่เราคิดว่าคนทำงานจำนวนมากถูกคาดหวังว่าแม่จะ สามารถเลี้ยงลูกได้ดีนะคะ
ข้อเสนอที่ ๔ จึงเป็นข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกันว่าการส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กนั้น แน่นอนว่าเน้นที่พ่อแม่ผู้ปกครอง แต่ว่าครูศูนย์เด็กเล็กหรือแม้แต่ครูผู้ดูแลเด็กก็ควรจะได้รับ โอกาสในการพัฒนาทักษะ นี่เป็นเรื่องใหญ่มากเพราะว่าสังคมไม่สามารถที่จะปล่อยให้การ เลี้ยงดูเด็กเล็กเป็นหน้าที่เฉพาะของพ่อแม่เท่านั้น ความคาดหวังควรจะเป็นร่วมกันว่าสังคม และนโยบายของรัฐจะได้เข้าไปดูแลเขาตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์นะคะ วันนี้มติหลายข้อออกมา ชัดเจนบอกว่าเราจะต้องไม่ปล่อยให้ช่องว่าง ถ้าท่านสังเกตดูนะคะ วันนี้ขออนุญาตที่จะย้ำว่ารายงานของกรรมาธิการบอกว่าสังคมไทย ก้าวหน้า สังคมไทยผู้สูงอายุได้แบบถ้วนหน้า ผู้พิการได้เงินอุดหนุนแบบถ้วนหน้า บัตรทองที่ รัฐบาลภูมิใจก็ได้แบบถ้วนหน้าสำหรับคนที่อยู่ในเงื่อนไขจะได้รับนะคะ รวมทั้งการเรียนฟรี สำหรับเด็ก แต่ว่าคนที่ตกหล่นมากที่สุดที่คณะกรรมาธิการพยายามเน้นย้ำก็คือว่าเราต้อง ไม่แก้ปัญหาทีละจุด แต่เราต้องแก้ปัญหาแบบทั้งระบบแล้วก็วางแผนร่วมกัน เพราะฉะนั้น ข้อเสนอจึงมีถึง ๙ ข้อ แล้วก็เน้นย้ำว่าสังคมต้องไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพ่อแม่หรือปล่อย เด็กทิ้งไว้ข้างหลัง ในนี้ยังมีรายงานถ้าท่านอ่านละเอียดจะพบว่ามีเด็กพิการเราจะพบมีเด็กที่ อยู่ในสถานสงเคราะห์ เราจะพบเด็กที่ตกหล่นจำนวนมาก แต่เราไม่ควรจะทิ้งเด็กคนใดไว้ข้าง หลัง เพราะฉะนั้นข้อเสนอของคณะทำงานและคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมจึงขอเสนอว่า ๔ ข้อนี้เป็นหลักประกันขั้นพื้นฐาน ซึ่งควรจะทำให้ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับหญิงตั้งครรภ์ กับเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้าควรจะให้ทันภายในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ขอบคุณค่ะ