นภัทร พิศาลบุตร นำเสนอรายงานจากคณะทำงานเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนานโยบายเด็กปฐมวัยอย่างเป็นระบบ โดยอ้างอิงทฤษฎี งานวิจัย และข้อมูลสถิติที่ชี้ช่องว่างของเด็ก พร้อมความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน นภัทร พิศาลบุตร ระบุวิกฤตประชากรไทยจากอัตราการเกิดต่ำและสังคมผู้สูงอายุ โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการลงทุนทุนมนุษย์ โดยเฉพาะการพัฒนาเด็กปฐมวัยช่วง ๖ ปีแรก เพื่อสร้างศักยภาพการเรียนรู้สูงสุด นภัทร พิศาลบุตร ระบุว่าการลงทุนในเด็กปฐมวัยมีความสำคัญต่อการพัฒนาสุขภาพ การเรียนรู้ และรายได้ในระยะยาว โดยชี้ว่าปัญหาความยากจนเป็นอุปสรรคหลักที่ขัดขวางโอกาสในการเข้าถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็ก นภัทร พิศาลบุตร ระบุปัญหาบริการด้านงบประมาณและบุคลากรที่ไม่ทั่วถึง ส่งผลให้เด็กกลุ่มเปราะบางไม่ได้รับโอกาสเท่าเทียม จึงเสนอแผนสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้าเพื่อสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงและการพัฒนาอย่างรอบด้าน พร้อมนำเสนอข้อเสนอรูปธรรม ๙ ข้อ เพื่อผลักดันนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางนภัทร พิศาลบุตร จากองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย สมาชิกคณะทำงานแนวทางการพัฒนานโยบายเด็กปฐมวัยอย่างเป็นระบบ ขอนำเสนอรายงาน ที่ทางคณะทำงานได้ร่วมกันศึกษารวบรวมทบทวนข้อมูล ซึ่งนำมาจากแนวคิดทฤษฎีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการเด็ก งานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย รวมไปถึงข้อมูลสถิติต่าง ๆ ที่ชี้ให้เห็นช่องว่างของเด็กปฐมวัยในประเทศไทยในตอนนี้ รวมทั้งนำความคิดเห็นต่าง ๆของหน่วยงานภาครัฐแล้วก็เอกชนมาจัดทำเป็นรายงานฉบับนี้ ขอสไลด์ด้วยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
สไลด์ถัดไปเลยค่ะ โจทย์ใหญ่ ของประเทศไทยในตอนนี้คือเรากำลังเผชิญวิกฤติประชากรอย่างที่เมื่อสักครู่ท่าน สส. ได้เรียนไป เรากำลังเจอปัญหาเด็กเกิดน้อยจนอัตราการเจริญพันธุ์รวมของประเทศไทยหล่นลง อย่างรวดเร็ว รวมกับภาวะสังคมผู้สูงอายุที่ส่งผลให้เราจะมีแรงงานที่จะมาช่วยขับเคลื่อน เศรษฐกิจขับเคลื่อนสังคมในประเทศไทยในอนาคตน้อยลง นั่นหมายความว่าเด็กในอนาคต ของเรานี้จะต้องแบกรับภาระมากกว่าคนในยุคปัจจุบัน เราจึงจำเป็นจะต้องช่วยให้เด็กของเรา ทุกคนมีศักยภาพที่เต็มเปี่ยมตอนที่เขาโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ทุกวันนี้เรามีสิ่งต่าง ๆ ที่จะช่วยให้ เด็กของเราเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าคะ จาก Human Capital Index หรือค่าดัชนีทุนมนุษย์ ของธนาคารโลกชี้ว่าเด็กที่เกิดในประเทศไทยในวันนี้มีผลิตภาพเพียงร้อยละ ๖๐ ของศักยภาพ สูงสุดที่เขาจะมีได้เท่านั้น ดังนั้นวิธีเดียวที่เราจะสู้กับวิกฤตินี้ได้ก็คือการลงทุนในการพัฒนา ทุนมนุษย์ตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในเด็กปฐมวัยตั้งแต่แรกเกิดจน ๖ ปี เพื่อให้เด็กทุกคนมีศักยภาพในการเรียนรู้ มีความพร้อมที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ สไลด์ถัดไปค่ะ ทำไมต้องเป็น ๖ ปีแรก ท่านอาจจะสงสัย เราดูถึงหลักฐานที่เป็นที่ยอมรับกัน ทั่วโลกนะคะ อย่างแรกคือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ว่าสมองของคนเรามีพัฒนาการสูง สุดในช่วงเวลาแรกเกิดถึง ๓ ปี นั่นหมายความว่าสมองของเด็ก ๓ ขวบมีการเชื่อมต่อ เซลล์ประสาทกันรวดเร็วกว่าสมองของพวกเราเสียอีก นี่คือโอกาสทองของการพัฒนาเด็ก ที่เราต้องฉวยไว้ค่ะ เราจะต้องให้เด็กทุกคนได้รับสิ่งดี ๆ ได้รับโภชนาการที่ดี มีพ่อแม่ คอยอ่านหนังสือให้ฟังเพื่อกระตุ้นสมองและพัฒนาการ มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ดูแลโดยที่ ไม่มีความรุนแรง สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เด็กของเราพัฒนาอย่างสมวัย
อย่างที่ ๒ ก็คือผลการพัฒนาของเด็กปฐมวัยจะอยู่ต่อไปจนถึงวัยผู้ใหญ่เลย การพัฒนาเด็กปฐมวัยจะส่งผลต่อการเรียนรู้ ต่อสุขภาพ พฤติกรรม ต่อขีดความสามารถ ของเขาในวัยผู้ใหญ่ แล้วก็เกี่ยวข้องไปถึงรายได้เมื่อเขาโตขึ้น มีงานวิจัยจากต่างประเทศ ที่พบว่าเด็กที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ แล้วก็ได้รับการดูแลที่ไม่เหมาะสมในช่วงปฐมวัย เขาจะประสบกับผลกระทบที่เกิดขึ้นไปตลอดชีวิต เด็กกลุ่มนี้จะมีแนวโน้มที่จะเรียนรู้ได้น้อยลง แล้วก็มีรายได้ที่น้อยลงเมื่อโตขึ้น แล้วก็ติดกับดักความยากจนต่อไป แต่ว่าถ้าเกิดว่าเด็กได้รับ การแก้ไขอย่างทันท่วงทีเราก็จะสามารถฟื้นฟูเด็กกลับมาได้ค่ะ
๓. คือในด้านเศรษฐศาสตร์ การลงทุนในเด็กปฐมวัยเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ที่สุด จะให้ผลตอบแทนทางสังคมสูงที่สุดในระยะยาว โดยทุก ๆ ๑ ดอลลาร์ หรือทุก ๆ ๑ บาทที่เราลงทุนไปจะได้ผลกลับมาอย่างน้อย ๗ เท่า โดยที่ถ้าเกิดว่าเราลงทุนกับเด็กกลุ่มที่ เปราะบางก็จะยิ่งได้ผลคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ขอสไลด์ถัดไปค่ะ อย่างไรก็ตามเด็กปฐมวัยของเรายัง มีปัญหาอีกมากมายที่ยังต้องแก้ไขไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโภชนาการ เรื่องของการศึกษา เด็กปฐมวัยที่ยังไม่มีคุณภาพเพียงพอ หรือการพัฒนาการเด็กที่ล่าช้า แต่เมื่อเราวิเคราะห์ลง ไปลึก ๆ จะเห็นว่าปัจจัยที่แฝงอยู่ในทุก ๆ ประเด็นเหล่านี้มันจะกลับมาที่เรื่องของความ ยากจน ทราบไหมคะว่าเด็กของเรานี้ เด็กปฐมวัยเกือบ ๒ ใน ๓ เติบโตในครัวเรือนกลุ่มที่ ยากจนของประเทศ ซึ่งได้นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในการเข้าถึงโอกาส จากสถิติ เราเห็นว่าเด็กที่ยากจนเหล่านี้มักจะเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับโอกาสในการพัฒนา ยิ่งยากจนมาก ก็ยิ่งขาดโอกาสมาก ลดโอกาสที่เขาจะตามคนอื่นได้ทัน ทำให้ประเทศไทยสูญเสียศักยภาพ ของเด็กกลุ่มนี้ไปอย่างน่าเสียดาย
สุดท้ายบริการที่ไม่ทั่วถึงไม่ว่าจะเป็นด้านงบประมาณ ด้านบุคลากร ทำให้ เด็กกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุดเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือนั้น หรือบริการที่มีอยู่ ยังไม่ได้ผล ยังไม่ได้คุณภาพ ทำให้งบประมาณที่ใช้ไปไม่ได้เกิดผลสัมฤทธิ์กับตัวเด็กเท่าที่ควร สไลด์ถัดไปค่ะ ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือว่าเราต้องลงทุนในนโยบายที่ตอบโจทย์ แล้วก็แก้ปัญหา เหล่านี้อย่างจริงจัง
ข้อเสนอสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้าในรายงานนี้มีจุดมุ่งหมาย ๒ อย่างก็คือ ๑. เพื่อให้โอกาสเด็กทุกคนในการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกัน ส่งเสริมการคุ้มครองทางสังคม ที่เข้าถึงตัวเด็ก จัดการความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคม ไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง แล้วนอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของการส่งเสริมการดูแลพัฒนาการเด็กอย่างรอบด้านตลอดช่วง ปฐมวัยเพื่อสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ถัดไปค่ะ
รายงานนี้มีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมอยู่ ๙ ข้อ ตามที่เมื่อสักครู่ท่านประธาน กรรมาธิการเรียนไป เพื่อผลักดันให้เป็นนโยบายที่สำคัญในการพัฒนาเด็กปฐมวัย ช่วยให้เด็ก ของเรามีโอกาสเริ่มต้นอย่างดีที่สุดเพื่อพัฒนาเต็มศักยภาพของพวกเขา แล้วก็พัฒนาประเทศ ต่อไป ขอเชิญอาจารย์สุนีต่อค่ะ