วิทยา แก้วภราดัย ชื่นชมรายงานคณะกรรมาธิการและเสนอแนะให้ปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเน้นย้ำถึงบริบทสังคมผู้สูงอายุและการเชื่อมโยงระหว่างเด็กกับผู้สูงอายุผ่านคุณธรรม และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อสร้างสายใยความสัมพันธ์ในชุมชน
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครวมไทยสร้างชาติ ระบบบัญชี รายชื่อ เรียนคณะกรรมาธิการทุกท่านนะครับ ขออนุญาตแสดงความชื่นชมกับรายงานของ คณะกรรมาธิการที่ทำฉบับนี้มา ทุกเรื่องที่เขียนมาผมไม่ขัดข้องเลยครับ แต่ผมคิดว่าถ้าเรา แต่งอีกสักนิดหนึ่งมันก็จะเป็นความสวยงาม แล้วที่ผมต้องเอ่ยกับท่านประธานและเพื่อน สมาชิกรวมทั้งกรรมาธิการด้วยว่าและแล้วเราก็มาถึงวันนี้ครับ เมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว มีคนเคย พูดถึงยุคสังคมที่มีลูกน้อย แล้วเราก็ไม่คิดว่ามันจะมาอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยวันนี้ก้าวหน้า ไปสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดมันมีมาแต่เหตุครับท่านประธาน ผมนี้เป็นคนที่ทำ สวนอยู่ด้วยปลูกพืชด้วย ผมดูต้นไม้ต้นไหนที่ใบมันเริ่มเหี่ยวผิดปกติสักระยะหนึ่ง ผมก็จะเห็น มันออกดอกเต็มต้นแล้วก็จะติดลูกมาแล้วก็จะเป็นวาระสุดท้ายของต้นไม้ต้นนั้น มันเป็น ธรรมชาติของสัตว์โลกครับ มนุษย์เราเวลามันเกิดภัยเช่นนั้น สิ่งที่จะต้องทิ้งไว้ก็คือทิ้งทายาท ไว้เหมือนกับต้นไม้ ยุค Baby Boom ของท่านประธานกับผม หรือขออนุญาตเอ่ยนามเพื่อน สมาชิกบางท่านที่อยู่ในกรรมาธิการซึ่งมาจากยุคนั้นล่ะครับ เราเป็นผลผลิตที่เกิดจากสังคม หลังจากสงครามโลก มนุษย์คิดถึงการเอาตัวรอด คิดถึงการสร้างเผ่าพันธุ์ ขยายเผ่าพันธุ์ จะทำให้เผ่าพันธุ์ไม่สิ้นตระกูล ยุคที่ลูกมากครับท่านประธาน รุ่นก่อนท่านประธานสักนิด บางบ้านมีลูก ๑๐ คน บางยุครัฐบาลประกาศใครมีลูกมากมารับรางวัล ท่านเชื่อไหมครับ บางครอบครัวมีลูก ๒๐ กว่าคน Baby Boom ครับ ยุคนั้นเกิดง่ายตายง่ายเพราะระบบ สาธารณสุขเราไม่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ เราไม่มีระบบการแพทย์ที่ดีพอ ผมจำได้ว่าทั้งจังหวัด มีสุขศาลาแค่แห่งเดียว ทุกอำเภอไม่มีหรอกครับมีแต่หมอตำแยรุ่นท่าน รุ่นผม รุ่นท่าน กรรมาธิการบางท่านนั้นเกิดจากหมอตำแยไม่รู้จักโรงพยาบาล แต่ทุกอย่างมันก็เริ่มพัฒนาขึ้นครับจากยุค Baby Boom ที่เด็กเกิดง่ายตายง่ายมาสู่ยุคนี้มาถึง ได้อย่างไรครับท่านประธาน เกิดยาก ตายยากเข้าไปอีก ประเทศเราก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หมายถึงมันก็เป็นเรื่องพัฒนาที่ดีครับ สมัยก่อนเด็กเกิดมาโดยเฉลี่ยเด็กไทยอายุ ๗ ขวบ ตายเสียเกือบครึ่งหนึ่งครับ อายุที่สูงสุดโดยเฉลี่ยก็ประมาณ ๓๕ ปี แล้วก็พัฒนามาเรื่อย ๆ จนวันนี้บอกได้เลยครับว่าเราก้าวสู่สังคมสูงอายุเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันเราต้องมาพูดถึง เรื่องว่าทำอย่างไรให้เกิดพลเมืองขึ้นมา สวนกับเรื่องที่ผ่านมาเมื่อ Baby Boom ครับ วันนี้ คนไม่ยอมเกิด อย่างเพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่อภิปรายผมก็เห็นใจครับคนรุ่นใหม่จะมีลูกมาก ก็กังวลว่าส่งลูกออกจากบ้านแล้วจะรอดชีวิตกลับบ้านหรือเปล่า เพราะฉะนั้นสิ่งที่ กรรมาธิการท่านเสนอท่านต้องลืมไม่ได้นะครับว่าเราจะพัฒนาระบบทุนไปรองรับทุกอย่าง แต่อย่าให้สังคมมันสามานย์ อย่างไรก็ตามครับการพัฒนาระบบทุนเพื่อไปรองรับเด็กที่จะเกิด มาใหม่มันต้องเสริมสร้างด้วยคุณธรรม วันนี้ท่านตัดทิ้งระหว่างเด็กกับผู้สูงอายุไม่ได้ครับ ผมไปดูงานในบางประเทศมา ๒๐ ปีที่แล้วครับ เขาใช้ผู้สูงอายุ ๗๐-๘๐ อยู่กับศูนย์เด็กเล็ก เป็นการถ่ายทอดทุกอย่างให้กับเยาวชนเด็กหมด ท่านกรรมาธิการจะมาตัดขาดไม่ได้คนแก่ ก็ดูแลคนแก่ไปเดือนละ ๓,๐๐๐ ได้ ๑,๐๐๐ ไปก่อน วันข้างหน้า Serve รัฐบาลดี ๆ มา มีสตางค์เยอะก็คนละ ๓,๐๐๐ หรือจะให้เด็กคนละเท่าไร แยกคนละกองคนละก้อน เราอยู่ใน สังคมครับแล้วก็สังคมนี้ผมคิดว่าขาดไม่ได้ก็คือสายใหญ่แห่งคุณธรรม ผมเคยยกตัวอย่าง ให้กับเพื่อนสมาชิกพรรคผมในต่างจังหวัดครับ ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ขึ้นทะเบียน อสม. ครั้งแรกไว้ทั่วประเทศ ขึ้นครั้งแรก ๙๘๖,๐๐๐ คน ในวันที่ทั้งกระทรวงไม่เคยมี ใครรู้ครับว่า อสม. มีทั้งหมดกี่คน และวันนั้นผมก็เริ่มที่จะให้นโยบาย อสม. ในการที่จะเป็นตัวกลาง ในการสร้างสายใยความสัมพันธ์ของชุมชน อสม. ต้องเป็นคนที่ดูแลเด็กตั้งแต่ในครรภ์และสุดท้าย อสม. ต้องเป็นพ่อแม่บุญธรรมคนแรกของเด็ก และพร้อมกับกล่องของขวัญจากกระทรวงไปถึงเด็ก เมื่อ ๑๕ ปีที่แล้วครับในกล่องกระทรวงผมพูดคิดถึงเพื่อนสมาชิกที่ขออนุญาตเอ่ยนามครับ คุณกาญจน์ได้อภิปรายไป ในกล่องของขวัญสำหรับเด็กผมชอบใจมากครับที่มันมีหนังสือนิทาน ไปด้วย เรื่องใหญ่ครับ อาจารย์สุนีครับ การที่คนรู้จักอ่านนิทานให้กับลูกฟัง เดี๋ยวนี้เรายากแล้วครับ ทิ้งโทรศัพท์มือถือไว้กับลูกอายุ ๓ ขวบแล้วเขาพัฒนาตัวเอง มีพ่อแม่คนไหนจะอ่านนิทานให้ลูกฟัง ตั้งแต่ในครรภ์ ผมเริ่มขอร้องให้ อสม. อ่านนิทานให้เด็กฟังตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และนิทานเล่มแรก ที่ผมส่งไปให้กับเด็กที่เกิดในปี ๒๕๕๒ คือนิทานชื่อว่าพระมหาชนก ผมจะให้เขารู้จัก ความเป็นคนเข้มแข็ง เป็นคนเสียสละและจากความสายใยชุมชน และขอให้ อสม. ทุกคน ในหมู่บ้านได้เป็นพ่อแม่บุญธรรม เป็นที่พึ่งพิงสำหรับเด็กในชุมชนแล้วก็สร้างความเข้มแข็ง ต่อชุมชน ทุกเรื่องที่นำเสนอผมไม่คัดค้านครับ แต่ผมอยากเพิ่มเติมให้มันเป็นสังคมที่อบอุ่น ไม่ใช่สังคมที่ยัดวัตถุให้กับเด็กทั้งหมด และสุดท้ายเราก็ไม่กล้าให้ลูกหลานออกจากบ้าน เพราะไม่รู้คนชั่วกับยาบ้าอยู่รายรอบบ้านเราขนาดไหน แต่เราสร้างสังคมจากการที่เอาเด็ก และผู้สูงอายุมาอยู่ในชุมชนเดียวกันถ่ายทอดความอบอุ่นด้วยกัน ไม่ใช่ไปจ้างครูจบใหม่ แล้วมาดูแลเด็กและถือว่าจบแล้ว ไม่ใช่ครับ คนอย่างรุ่นผมอย่างรุ่นท่านประธานถึงเวลาต้อง ไปเลี้ยงเด็กในศูนย์เด็กเล็ก ได้ถ่ายทอดวันที่แล้วมามันเป็นอย่างไร วันข้างหน้าต้องเป็น อย่างไร เด็กโตขึ้นจะได้ที่อบอุ่น ถ้าครอบครัวมีปัญหาอย่างน้อยเขามีพ่อแม่บุญธรรมที่เป็น สายใหญ่ของเขาในการที่จะผูกพันกัน ผมสนับสนุนครับในการศึกษาของคณะกรรมาธิการ และคิดว่าเรามาถึงอย่างรวดเร็วครับ สังคมผู้สูงอายุและสังคมที่เกิดลูกยาก ท่านต้องทำ ๒ ปัญหานี้ ให้มาเจอกันในวันนี้ครับเพื่อแก้ไขปัญหาวันข้างหน้า ถ้าตั้งทางระหว่างสังคมผู้สูงอายุกับเด็ก เกิดยากห่างจากกัน แยกให้เขาแตกต่างจากกัน ท่านไปไม่ถึงปลายทางครับ เราพัฒนาไม่ได้ แต่ท่านทำให้ ๒ สิ่งนี้ อยู่ด้วยกันด้วยความกลมกลืน ผมเชื่อครับว่าสังคมเราจะเป็นสังคมที่ไม่ต้องกังวลเวลาส่งลูก ไปโรงเรียนแล้วครับ ขอบพระคุณครับ