ประเสริฐ จันทรรวงทอง ขอบคุณและตอบคำถามเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยอ้างอิงโมเดลสิงคโปร์ 3 ข้อ คือการปิดกั้นข้อมูลหลอกลวง การระงับธุรกรรมโดยเจ้าหน้าที่ และให้ Telco กับแบงก์ร่วมรับผิดชอบ พร้อมยืนยันว่ากระทรวงฯ มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ประชุมเดือนละครั้งเพื่อออกมาตรการ ประเสริฐ จันทรรวงทอง เสนอมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคด้านดิจิทัล โดยห้ามสถาบันการเงินส่งลิงก์ผ่านช่องทางสื่อสารและจำกัดการใช้งาน Mobile-Banking ให้ใช้ได้ใน 1 อุปกรณ์ พร้อมกำหนดให้ต้องแจ้งผู้ใช้บริการก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง ประเสริฐ จันทรรวงทอง อภิปรายเรื่องการยกระดับความปลอดภัย Mobile-Banking ผ่านร่าง พ.ร.ก. ป้องกันอาชญากรรมเทคโนโลยี โดยเน้นการเพิ่มบทลงโทษและเยียวยาผู้เสียหาย พร้อมชี้แจงมาตรการควบคุม SIM จำนวนมากที่ยังไม่ยืนยันตัวตน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผมต้องขอถือโอกาสนี้ได้ขอบพระคุณท่านฐากร ตัณฑสิทธิ์ ที่ท่าน มีความห่วงใยในเรื่องปัญหาแก๊ง Call center ซึ่งทำการหลอกลวงพี่น้องประชาชนอย่างแพร่หลาย นะครับ เรื่องนี้ต้องเรียนว่าปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาของสังคมไทยในยุคปัจจุบันปัญหาที่สำคัญ ปัญหาหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นต่อกรณีคำถามของท่านนี้ ผมขออนุญาตได้เล่าพอสังเขป แล้วก็จะขออนุญาต ได้ตอบคำถามของท่านนะครับ ท่านได้เปิดกระทู้ถามมาเรื่องของ Model ของสิงคโปร์นะครับ ในเรื่องนี้ต้องเรียนว่าสิงคโปร์เขามีหลัก ๆ อยู่ ๓ เรื่องด้วยกันที่เขาประกาศมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นะครับ
เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของการปิดกั้น ปิดกั้นทันทีก็คือเป็นการปิดกั้นการนำเข้า ข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ที่เข้าข่ายหลอกลวงพี่น้องประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ เรื่องที่ ๒ ที่ทางสิงคโปร์ได้ทำคือการให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการระงับเหตุที่ต้องสงสัยนะครับ แม้ว่า ผู้เสียหายจะไม่ยินยอมก็ตาม อย่างเช่น ผู้เสียหายยังยืนยันที่จะโอนเงินไปให้แก๊งมิจฉาชีพสมมุตินะ ครับ ทางเจ้าหน้าที่เขาก็สามารถระงับได้แล้วไปทำความเข้าใจในภายหลัง สุดท้ายสาระสำคัญเรื่อง หนึ่งของสิงคโปร์ก็คือให้ Telco และแบงก์ ร่วมรับผิดชอบ แล้วก็ร่วมสร้างมาตรฐานนะครับ อันนี้ ก็เป็นมาตรฐานที่สิงคโปร์ได้กำหนดเอาไว้นะครับ ผมขออนุญาตได้ตอบเรียนต่อนะครับว่าในเรื่องนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ท่านฐากรคงทราบดีว่าเรามีคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตาม พระราชกำหนดขึ้นมา ๑ ชุด เรียกว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทาง เทคโนโลยี แล้วคณะกรรมการชุดนี้มีการประชุมทุกเดือนอย่างน้อยเดือนละ ๑ ครั้ง แล้วได้ออกนโยบายและมาตรฐานที่เป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความมั่นใจและสร้างระบบที่ป้องกัน ไม่ให้พี่น้องประชาชนได้ถูกหลอกลวงจากผู้ก่ออาชญากรรม ผมพูดหลักที่เราใช้มาตรการนะครับ
เรื่องแรกครับ สถาบันการเงินห้ามส่ง Link ทุกประเภทผ่าน SMS อีเมล และ ห้ามส่ง Link ของข้อมูลสำคัญผ่าน Social Media อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นที่เราได้ออก มาตรการไป
เรื่องที่ ๒ ก็คือการจำกัดจำนวนบัญชีผู้ใช้งาน Mobile-Banking ให้ใช้ได้ใน ๑ อุปกรณ์เท่านั้นนะครับ
เรื่องที่ ๓ ก็คือให้สถาบันการเงินต้องแจ้งผู้ใช้บริการ Mobile-Banking ก่อนทำ ธุรกรรมทุกครั้ง
เรื่องที่ ๔ ยกระดับความปลอดภัยในเรื่อง Mobile-Banking โดยมีการพัฒนา ระบบความปลอดภัยในระบบมือถือเพื่อรองรับกับภัยการเงินในรูปแบบใหม่ ๆ แล้วก็ต้องมี การตรวจจับและติดตามบัญชีธุรกรรมที่ต้องสงสัยที่เราเรียกว่า Near Real Time เพื่อระงับ เหตุได้ทันทีนะครับ ในเรื่องนี้ในอดีตที่ผ่านมาผมต้องเรียนท่านสมาชิกว่าเคยมีฎีกานะครับ ฎีกาที่สำคัญเรื่องหนึ่งก็คือ ฎีกาที่ ๖๒๓๓/๒๕๖๔ คำพิพากษาของศาลฎีกากรณีผู้เสียหาย ถูกหลอกให้กด Link ปลอม ทำให้คนร้ายสามารถควบคุมโทรศัพท์ แล้วก็สามารถโอนเงินออกจาก บัญชีของผู้เสียหายได้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยให้ธนาคารและผู้เสียหายมีความรับผิดชอบร่วมกันครับ ก็คือเห็นว่าธนาคารนั้นไม่ได้ทำการรักษาความปลอดภัยของระบบให้ดี ส่วนผู้เสียหายนั้นก็เป็น ประเด็นที่ทำให้มีความประมาทเลินเล่อนะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่เคยมีฎีกามา ในอดีตแล้วนะครับ อย่างไรก็ตามเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาต้องเรียนว่ากระทรวงดิจิทัลเพื่อ เศรษฐกิจและสังคมได้เสนอร่างพระราชกำหนดมาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ทางด้านเทคโนโลยีขึ้นมาเสนอต่อ ครม. ซึ่งในเรื่องนี้อยู่ระหว่างการที่กฤษฎีกากำลังตรวจร่าง อยู่แล้วก็หลังจากตรวจร่างเสร็จก็จะเอาเข้าผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีและตามที่ ท่านได้ถามมาว่าจะมีผลเมื่อไร เราคาดว่าเราอยากให้เกิดผลบังคับใช้ภายในเดือนมกราคม ปีหน้านะครับ ผมขออนุญาตไปที่สาระสำคัญเล็กน้อย อาจจะไม่ได้ลงรายละเอียดลึกมากเนื่องจากว่า ขณะนี้เป็นร่างพระราชกำหนดอยู่นะครับ ขอให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อย เสียก่อนนะครับค่อยลงในรายละเอียดเพิ่มเติม สาระสำคัญหลัก ๆ ก็คือเป็นเรื่องของการเพิ่ม ความรับผิดชอบของแบงก์และเครือข่ายมือถือ อันนี้เป็นหลักเป็นข้อสำคัญที่เป็นที่ไปที่มา ของร่างพระราชกำหนดอันนี้ เพิ่มสาระสำคัญอย่างไรครับท่านฐากร ก็คือว่าหากธนาคารก็ดี หรือผู้ประกอบการธุรกิจมือถือก็ดีไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่คณะกรรมการได้กำหนดเอาไว้ จะต้องมีส่วนในการรับผิดชอบ มาตรการมีหลายอย่างมากนะครับผมยกตัวอย่างในเรื่องของ มาตรการบางเรื่องก็คืออย่างเรื่องการส่ง SMS ของค่ายโทรศัพท์มือถือต่าง ๆ จะต้องมีการ Reset ใหม่หรือว่ามีการ Cleansing ใหม่ทั้งหมดนะครับ เพราะว่าวันนี้ SMS ที่ส่งตาม โทรศัพท์มือถือต่าง ๆ จะแนบ Link ไปด้วยและ Link เหล่านั้นก็เป็น App ดูดเงิน ทำการ หลอกลวงพี่น้องประชาชนนะครับ นอกจากนั้นแล้วยังได้มีสาระที่สำคัญหลายอย่างในเรื่อง ของการกำหนดมาตรการในเรื่องของการซื้อสินทรัพย์ดิจิทัล อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งนะครับ เรื่องของการกำหนดหน้าที่ในการรายงานข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางด้าน การเงินบัญชีเงินฝากจะมีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้นนะครับ แล้วก็จะมีการเพิ่มบทกำหนดโทษ สำหรับผู้นำเข้าระบบคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลใด ๆ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ นะครับ นอกจากนั้นแล้วยังเพิ่มโทษ สำหรับผู้กระทำการเก็บรวบรวมหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล นะครับ ประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญที่ผมขออนุญาตได้กราบเรียนก็คือว่า ใน พ.ร.ก. นี้ จะมีเรื่องของการเยียวยาคืนเงินที่เกี่ยวข้องให้กับผู้เสียหายซึ่งเดิมนี้จะใช้เวลาในการคืนเงิน พอสมควรนะครับ คิดว่าพระราชกำหนดอันนี้จะลดระยะเวลาในการเร่งคืนเงินให้กับพี่น้อง ประชาชนที่ได้รับความเสียหายนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตได้เพิ่มเติม ในบางประเด็นนะครับ เนื่องจากท่านฐากรได้สอบถามหลายประเด็นและเป็นคำถามที่มีประโยชน์ อย่างเช่น SIM ๒๐๐,๐๐๐ กว่า SIM นี้เราจะมีการควบคุมอย่างไร ในเรื่องการซื้อขาย SIM จริง ๆ เรามีมาตรการหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ครอบครอง SIM นี้ กสทช. ได้กำหนดว่า ไม่เกิน ๕ SIM กรณีบุคคลธรรมดา แต่มันมีบุคคลตามกฎหมายที่เรียกว่า นิติบุคคล ได้ไปซื้อ SIM อย่างนี้เป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน อันนี้ก็จะต้องได้ดำเนินการตรวจสอบแล้วก็ เรียกมายืนยันตัวตนนะครับ หากไม่สามารถมายืนยันตัวตนได้ก็จะดำเนินการระงับการใช้ ที่ผ่านมาต้องเรียนว่ามีรายงานจำนวนเลขหมายที่ยังไม่มายืนยันตัวตนนี่ก็มากพอสมควรนะครับ ผมยกตัวอย่างนะครับ เลขหมายที่มีการครอบครองตั้งแต่ ๑๐๑ เลขหมายขึ้นไปเรากำหนด ให้มายืนยันตัวตนในวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ หลายเดือนที่ผ่านมา ตัวเลขล่าสุด ณ วันที่ ๑๖ ธันวาคมนี้นะครับ ยังมีจำนวนเลขหมายที่ต้องมายืนยันตัวตนอีกประมาณ ๘๘๙,๐๐๐ ราย นั่นหมายถึงว่าถ้าไม่มายืนยันตัวตนเราก็ต้องระงับการใช้ นอกจากนั้นแล้วกรณีที่มีการ ถือครอง SIM ตั้งแต่ ๖-๑๐๐ เลขหมายนี้ เรากำหนดให้มาในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ตัวเลขล่าสุดเดือนธันวาคมยังมีจำนวนหมายเลขคงเหลือที่ต้องมายืนยันตัวตนอีก ๑,๖๐๐,๐๐๐ หมายเลข ตรงนี้ต้องดำเนินการต่อไป หากพบว่าเป็น SIM ที่ต้องสงสัยในการ กระทำความผิดก็ต้องระงับทั้งหมด เพราะฉะนั้นผมยังมีความมั่นใจว่าร่างพระราชกำหนดนี้ จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ในระดับที่มีประโยชน์และส่งผลอย่างนัยสำคัญต่อพี่น้องประชาชน ที่ถูกภัยออนไลน์หรือแก๊ง Call Center นี้ได้ทำการหลอกลวง ขออนุญาตตอบคำถามแรกครับ ท่านประธาน ขอบคุณมากครับ