สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๗

ณัฐพงษ์ สุมโนธรรม หารือเรื่องการแก้ไขกฎหมายการประมง พ.ศ. 2558 โดยเน้นแก้ไขในเชิงหลักการ และสนับสนุนให้มีการปลดล็อกกฎหมายเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมการต่อเรือ ซึ่งปัจจุบันกำลังเสื่อมถอย

นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมในฐานะ กรรมาธิการได้มีการสงวนความเห็นไว้ด้วยครับ กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสาคร เขต ๑ พรรคประชาชนครับ ในฐานะกรรมาธิการที่สงวนความเห็นในมาตรา ๑๗/๑ ก่อนอื่น ท่านประธานครับ จังหวัดพื้นที่ของผมก็เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมาย การประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ ค่อนข้างมาก เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ในฐานะ ผู้แทนพื้นที่ติดทะเลไม่ลุกขึ้นอภิปรายก็คงเป็นไปไม่ได้ จริง ๆ ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ในมาตรานี้แม้ว่าผมจะสงวนความเห็นในมาตรานี้ แต่ก็ต้องบอกว่าผมดีใจและยินดีที่วันนี้ กฎหมาย พ.ร.ก. การประมง จะได้รับการแก้ไขเสียที จากที่ฟังทิศทางเพื่อน ๆ สมาชิก เพื่อน ๆ สส. จากทุกพรรคการเมืองอภิปรายก็เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์จริงนะครับ แล้วก็เชื่อว่านี่จะเป็นของขวัญที่ชาวประมงอยากได้มากที่สุดในเทศกาลวันคริสต์มาสหรือ วันปีใหม่นี้นะครับ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๗/๑ ที่ผมต้องสงวนความเห็นเอาไว้ ประเด็นปัญหามันคืออย่างนี้ครับ ตามหลักการต้องยอมรับว่านี่คือกฎหมายประมง อันนี้พูด ไปในเชิงหลักการนะครับ มันไม่ควรจะเอาเรื่องอื่น ๆ มาปนกัน อย่างเรื่องนี้ก็คือไปเกี่ยวข้อง กับเรื่องของเจ้าท่า ไปเกี่ยวข้องในเชิงหลักการ มันดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน แต่จริง ๆ แล้วมันก็เอามายำรวมกันหมด เราก็พยายามจะแกะออกให้มันไม่พันกันนะครับ อันนี้ประเด็นในเชิงหลักการ โอเคเข้าใจได้ครับว่าในเชิงหลักการกฎหมายถ้าเกิดอยากจะแก้ ผมคิดว่าก็ไปแก้ในกฎหมายเรือไทย หรือแม้กระทั่งกำหนดในนโยบายอันนี้ก็ย่อมทำได้ แต่พอมันเอามาพันไว้ในกฎหมายประมงก็อาจจะทำให้มันเป็นปมประเด็นปัญหาอยู่ เหมือนกัน อันนี้ประเด็นในเชิงหลักการ

ประเด็นในเชิงข้อเท็จจริงครับ อุตสาหกรรมการต่อเรือเมื่อสักครู่ต้องขอบคุณ ท่านประธานคณะกรรมาธิการนะครับ ท่านปลอดประสพได้ยกเรื่องอุตสาหกรรมต่อเรือ แต่ท่านพูดที่ปัตตานี ก็อาจจะพูดว่าจริง ๆ ที่สมุทรสาครในพื้นที่ของผมก็เป็นพื้นที่ที่มี ศักยภาพ แล้วก็มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการต่อเรือค่อนข้างมากนะครับ ท่านประธาน ทราบไหมครับว่าก่อนหน้านี้ตอนที่กฎหมาย พ.ร.ก. การประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ ยังไม่ได้ออกมา เราสามารถต่อเรือประมงนอกน่านน้ำไทยลำละประมาณ ๖๐ ๗๐ ล้านบาท ปีหนึ่งประมาณ ๑๐ ลำได้ เราสร้างมูลค่าให้กับพื้นที่ สร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจการจ้างงานมหาศาล อย่างน้อย ๆ ปีละ ๖๐๐ ๗๐๐ ล้านบาท ผมคิดว่าพอออกกฎหมายอันนี้มาปุ๊บสิ่งที่เกิดขึ้นคือ การต่อเรือนี้ก็กลายเป็นศูนย์นะครับ ผมก็เลยคิดว่าจะดีกว่าไหมถ้ากฎหมายเปิดช่องเอาไว้ มีการปลดล็อกแบบที่ท่านวรภพได้อธิบายไปเบื้องต้นเมื่อสักครู่นี้ ผมก็ขออนุญาตสนับสนุน ท่านวรภพไว้ด้วยนะครับว่าเห็นด้วยครับว่ามันควรจะมีการปลดล็อกกฎหมายเอาไว้ เปิดช่อง เอาไว้ เพื่อให้อุตสาหกรรมการต่อเรือสามารถทำต่อไปได้ แล้วก็มีช่องในการอำนวยความ สะดวกต่อลูกค้า คำสั่งซื้อต่าง ๆ ก็สามารถสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศได้

ผมเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งครับ จริง ๆ ยกตัวอย่างอีกอันหนึ่งก็ได้ครับว่าประเทศ ที่เมื่อก่อนนี้ที่มีการเข้ามาซื้อขายเรือกับเราคือประเทศบังกลาเทศ เขาก็มี ๒ วิธีด้วยกัน ในการมาซื้อเรือของเราก็คือ ข้อที่ ๑ คือเขาเอาเจ้าหน้าที่มาเลย เอาเจ้าหน้าที่มาตรวจ มาอะไรให้เรียบร้อย แล้วก็ชักเรือธงเป็นบังกลาเทศเลย แต่มันก็มีความยุ่งยากเหมือนกัน เขาก็ไม่นิยมทำกันครับ วิธีที่ ๒ ก็คือตามที่เป็นกฎหมายที่เป็นแบบนี้ครับ เขาก็คือมาต่อเรือ เสร็จแล้ว แล้วก็ชักเป็นเรือไทย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นพอกฎหมายมันปิดช่องแบบนี้มันก็ทำให้อาจจะ ต้องเลี่ยง วิธีเลี่ยงคือการไปต่อเรือเป็นเรือบรรทุกสินค้าแล้วค่อยไปเปลี่ยนเป็นเรือประมง อันนี้ก็จะเกิดความยุ่งยาก สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือกลายเป็นว่าเขาก็จะไม่ได้เลือกที่จะมาต่อที่ ประเทศไทย ก็ทำให้เราสูญเสียโอกาส สูญเสียเศรษฐกิจในการนำเม็ดเงินเข้าประเทศ ก็เลยเป็นเรื่องน่าเสียดายนะครับ ผมก็เลยขออนุญาตสงวนความเห็นในมาตรานี้ไว้ รวมถึง พูดให้ถึงที่สุดนะครับ อันหนึ่งที่เราต้องพูดให้ไม่พันกันว่าการจดทะเบียนเรือกับการต่อเรือ การอนุญาตทำประมงนั้นจริง ๆ มันไม่ควรเอามาพันกัน ก็ควรจะแยกออกไปให้ชัดเจน ก็เลยเป็นที่มาที่อยากจะวิงวอนเพื่อน ๆ สส.จากทุกพรรคการเมืองช่วยกันปลดล็อก เปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมต่อเรือได้สะดวกในการได้ทำเศรษฐกิจเข้าประเทศนะครับ เกิดการจ้างงาน เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ครับ ขอบคุณมากครับ