ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร อภิปรายญัตติเรื่องการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างและความปลอดภัย โดยเน้นย้ำความสำคัญของการตรวจสอบโครงสร้างอาคารอย่างทั่วถึงเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร นำเสนอกรณีศึกษาแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นและมาตรฐานอาคาร เพื่อเรียกร้องให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อปรับปรุงกฎหมายและยกระดับความปลอดภัยของอาคารในประเทศไทย
เรียนท่านประธานครับ กระผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วันนี้ผมขออภิปรายญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง มาตรฐานความปลอดภัย การเยียวยาผู้ได้รับ ผลกระทบ และการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างอย่างเป็นระบบ ความปลอดภัยในการก่อสร้างอาคารเป็นเรื่องที่สำคัญต่อชีวิตของพ่อแม่พี่น้องประชาชน เป็นเรื่องของความเป็นความตายที่เราจะต้องทำเพื่อป้องกันการเสียชีวิตของประชาชน เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดอย่างแผ่นดินไหว ก่อนอื่นผมต้องขอแสดงความเสียใจ ต่อครอบครัวของผู้สูญเสียและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวทุกท่าน เราทราบกันดีเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้ว วันศุกร์ที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๘ เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงใน ประเทศเมียนมา แม้ห่างจากกรุงเทพมหานครเกินกว่า ๑,๐๐๐ กิโลเมตร แต่แรงสั่นสะเทือน ก็ส่งผลให้เกิดความเสียหายในกรุงเทพฯ อย่างมาก อาคารสูง ๓๐ ชั้นของ สตง. ในย่าน จตุจักรที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างก็พังถล่มลงมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต มีผู้ติดอยู่ในซากตึกมากมาย โครงสร้างต่าง ๆ ของตึกได้รับความเสียหาย มี Crane ถล่มที่บางโพ อาคารที่อยู่อาศัย หลายแห่งก็แตกร้าว เหตุการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของมาตรฐานความ ปลอดภัยของการรับเหมาก่อสร้างในประเทศไทย ณ ปัจจุบันเป็นอย่างมาก และที่สำคัญ ความเปราะบางทางจิตใจของคนไทยต่อความเชื่อมั่นในวงการรับเหมาก่อสร้างของ ประเทศไทยต่อการรับมือกับเหตุการณ์เกี่ยวกับแผ่นดินไหวนี้เปราะบางเป็นอย่างมากครับ ประเทศไทยแม้มีมาตรการด้านกฎหมายและมาตรการความปลอดภัยอาคารเพื่อรองรับ แผ่นดินไหวอยู่บ้างแล้ว มีการออกกฎหมายควบคุมอาคารตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ กำหนดให้อาคาร ในกรุงเทพฯ ต้องออกแบบให้ต้านแรงแผ่นดินไหวให้ได้ตามกฎกระทรวงที่อ้างอิงตามหลัก วิศวกรรมสากล กรมโยธาธิการและผังเมืองก็มีการจัดทำมาตรฐานที่เรียกว่า มยผ. หรือว่า มาตรฐานการออกแบบอาคารต้านการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ Update ปี ๒๕๖๑ และล่าสุดก็ปี ๒๕๖๔ ครับ กำหนดระดับแรงสั่นสะเทือน ที่โครงสร้างของอาคารจะต้องรองรับในการออกแบบสำหรับแต่ละพื้นที่ อย่างไรก็ตาม แม้เราจะมีมาตรฐานบนแผ่นกระดาษที่ทัดเทียมสากล แต่การบังคับใช้จริงยังมีช่องโหว่อย่าง มากมาย ในวันนั้นตัวผมเองก็อยู่ที่สภาน่าจะเหมือนกับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ คน เผชิญตึกสั่น อยู่หลาย ๑๐ วินาที คนที่นั่งอยู่ก็มองหน้ากันว่าจะทำอย่างไรดี หนีออกจากตึกดีไหมถ้ากลัว ตึกถล่ม แต่ถ้าหนีออกจากตึกแล้วมันจะถล่มนี่อย่างไรตอนนั้นก็คงไม่ทัน ก็ได้แต่หลบอยู่ แล้วก็ระวังว่าสิ่งของจะหล่นใส่หัว พอรอแผ่นดินไหวสงบลงแล้วก็ค่อยเดินลงบันได แล้วก็หนี ออกจากอาคารวันนั้น ภาพที่เราเห็นใน TV ใน Social ต่าง ๆ ก็จะเห็นคนวิ่งออกนอกอาคาร ต่าง ๆ ในขณะที่เกิดแผ่นดินไหวเพราะว่ากลัวตึกถล่ม จากประสบการณ์ที่ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ใน ประเทศญี่ปุ่นผ่านแผ่นดินไหวที่แรงกว่านี้มานับครั้งไม่ถ้วน ถ้าแผ่นดินไหวที่แรงระดับนั้น ที่เราเจอกันนี่มันปกติมากแทบจะไม่เกิดอะไรเลยครับ ถ้านั่งประชุมอยู่ก็จะนั่งประชุมกัน ต่อไปได้เลย เพราะทุกคนเชื่อมั่นว่าตึกของเขาไม่พังแน่นอน แต่คนไทยเราไม่มีความเชื่อมั่น แบบนั้นเลย หน่วยงานภาครัฐของไทยยังไม่มีระบบการตรวจสอบความแข็งแรงของ โครงสร้างตึกในเชิงลึกอย่างทั่วถึง เจ้าหน้าที่ของรัฐก็มีข้อจำกัดทางด้านบุคลากรและความ เชี่ยวชาญทำให้ไม่สามารถตรวจสอบทุกอาคารที่ก่อสร้างได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน อันนี้ก็เป็น ช่องโหว่สำคัญที่เราต้องแก้ไข การตรวจสอบความปลอดภัยก็มักจะทำได้เพียงแค่การ สุ่มตรวจเป็นบางโครงการเท่านั้นเอง ส่งผลให้โครงการจำนวนมากที่ดำเนินการโดยขาดการ กำกับดูแลอย่างเข้มงวดเพียงพอ อย่างเช่น มีให้เราเห็นตัวอย่างก็คือตึก สตง. ที่พังถล่มลงมา มันจุดประเด็นคำถามต่อสังคมว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร แต่ไม่ว่าจะเกิดจากความบกพร่อง ในการออกแบบ ความบกพร่องในการก่อสร้าง หรือความบกพร่องในการควบคุมงาน หรือการตรวจสอบ หรือแม้แต่วัสดุ อันนี้มันสะท้อนปัญหาในการบังคับใช้มาตรฐานความ ปลอดภัยในการก่อสร้างอาคารที่ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตอยู่กับอาคารเหล่านั้น ผมนึกภาพไม่ออกเลยครับ ถ้าเจ้าหน้าที่ของ สตง. ได้ทำงานที่ตึกนั้นแล้ว แล้วมันเกิด เหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ประเทศของเราจะเกิดอะไรขึ้น เราจะขาดคนที่มาตรวจสอบการเงินของ ทั้งประเทศเลยนะครับ
ทีนี้ขอพามาดูกรณีศึกษาของประเทศญี่ปุ่นแล้วก็มาตรฐานของประเทศญี่ปุ่น ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีพัฒนาการและบังคับใช้มาตรฐานต่อต้านแผ่นดินไหวเข้มงวดมากที่สุด แห่งหนึ่งของโลก เพราะเขาเริ่มมาประมาณ ๑๐๐ ปีแล้ว เริ่มมาในปี ๒๔๖๖ ๑๐๒ ปีที่แล้ว ที่โตเกียว เพราะว่ามันเกิดแผ่นดินไหวที่สร้างความเสียหายมหาศาล ญี่ปุ่นเขาก็เลยได้ออก กฎหมายชื่อว่า Building Standards Act แล้วก็พัฒนามาตรฐานการก่อสร้างขึ้นมาเข้มงวด อย่างเป็นระบบ หลักการสำคัญของเขามีอยู่อย่างเดียวคือไม่ว่าแผ่นดินไหวจะรุนแรงเพียงใด อาคารทุกหลังต้องไม่พังถล่ม แม้ว่าจะได้รับความเสียหายบ้างก็ตาม นับตั้งแต่ปี ๒๕๒๔ เป็นต้นมา ญี่ปุ่นได้กำหนดให้อาคารทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักที่อยู่อาศัยต้องออกแบบ ให้มีความปลอดภัย ทำให้ไม่พัง มนุษย์อยู่ได้และไม่ถูกอาคารพังถล่มลงมาทับตาย ผลลัพธ์นี้ ทำให้เวลาเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปีคริสต์ศักราช ๑๙๙๕ ที่โกเบก็ได้มีการสำรวจอาคาร พบว่าก่อนหน้าอาคารที่มีการก่อสร้างตามมาตรฐานเก่าจะมีการถล่มลงมาถึง ๗๖ เปอร์เซ็นต์ แต่อาคารที่ก่อสร้างตามมาตรฐานใหม่มีการถล่มในการเกิดแผ่นดินไหวในโกเบเพียงแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะฉะนั้นก็เป็นตัวที่บอกว่ามาตรฐานเหล่านี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ เพราะฉะนั้นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในอาคารใน ประเทศไทยเราจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายและมาตรฐานการออกแบบอาคารให้ทัดเทียม กับมาตรฐานสากล และต้องควบคุม ต้องทบทวน โดยเฉพาะในการตรวจสอบ เราต้อง ตั้งเป้าหมายว่าอาคารต้องไม่มีการพังถล่ม ไม่ว่าจะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาดไหนนะครับ
ขอสรุปเหตุการณ์ล่าสุดนี้มันทำให้เราเห็นจุดบกพร่อง เห็นความเปราะบาง ในกระบวนการในอุตสาหกรรม ในมาตรฐานในการทำงาน ในการตรวจสอบของวงการ ก่อสร้าง ดังนั้นผมจึงขอสนับสนุนให้ทางสภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อป้องกันความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินของพ่อแม่ พี่น้องประชาชนครับ ขอบคุณครับ