ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ เสนอญัตติให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย การก่อสร้าง และการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างอย่างเป็นระบบ โดยระบุสาเหตุหลักมาจากปัญหาคุณภาพงาน ความล่าช้าในการดำเนินงาน กระบวนการคัดเลือกผู้รับจ้างที่ไม่โปร่งใส และอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ระบุประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง โดยเน้นย้ำถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพและความล่าช้า เช่น การออกแบบ การเลือกวัสดุ วิธีการก่อสร้าง รูปแบบสัญญา และการบริหารงาน รวมถึงปัญหาบุคลากรขาดการพัฒนาองค์ความรู้และการจัดทำงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนกระทบต่อประสิทธิภาพและระยะเวลาในการก่อสร้าง ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ หารือเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยในโครงการก่อสร้าง ทั้งสิทธิคนงานและประชาชน รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการจราจร โดยเสนอให้ปรับปรุงกฎหมาย เพิ่มการใช้เทคโนโลยีตรวจสอบโครงสร้าง และเรียกร้องความชัดเจนในการบังคับใช้ระเบียบเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
ขอบคุณท่านประธานครับ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ก็ขอเสนอ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับ มาตรฐานการก่อสร้าง มาตรฐานความปลอดภัย การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ และการ พัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างอย่างเป็นระบบ ท่านประธานครับ ต้องบอก อย่างนี้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโครงการก่อสร้างทั้งภาครัฐแล้วก็ภาคเอกชนกำลังประสบ ปัญหาด้านมาตรฐานการก่อสร้างและเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในหลากหลายด้วยกัน โดยสาเหตุหลาย ๆ อย่างก็มาจากเรื่องของการควบคุมมาตรฐานคุณภาพงาน เรื่องของ การดำเนินการก่อสร้างให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาของสัญญา เรื่องของปัญหาการสร้าง กระบวนการคัดเลือกผู้รับจ้างหรือ TOR ที่อาจจะมีความไม่โปร่งใสหรือเรื่องของกระบวนการ ที่ไม่สามารถที่จะป้องกันอุบัติเหตุจากการก่อสร้างได้ รวมถึงการกำกับความปลอดภัยภายใน Site งานเอง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงได้มีการยื่นญัตติตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ แล้วก็ขอบคุณ ทางสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ที่มีโอกาสให้เราได้มาพิจารณาศึกษากัน ก็ต้องบอกอย่างนี้ว่า ญัตตินี้ผมขออนุญาตแบ่งประเด็นรายละเอียดออกเป็น ๕ ประเด็น โดยพยายามจะไม่ให้ซ้ำ กับการอภิปรายในครั้งที่แล้ว
ประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องของการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง ต้องบอก อย่างนี้ว่ามาตรฐานการก่อสร้างมันก็จะครอบคลุมในเรื่องของทั้งคุณภาพ ทั้งเรื่องของความ ล่าช้าก็ดี เรื่องของความปลอดภัยก็ดี ต้องบอกว่ามีหลายปัจจัยที่มีส่งผลกระทบต่อมาตรฐาน การก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออกแบบ การเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง วิธีการก่อสร้าง เรื่องของรูปแบบสัญญาหรือ Contract Procurement เรื่องของการบริหารสัญญา เรื่องของ การคัดเลือกผู้รับจ้าง การควบคุมงาน การแก้ไขแบบอุปสรรคหน้างาน ก็มีหลากหลาย รวมถึงการบริหาร Site งาน ปัญหาพื้นที่ Site งานที่มีความจำกัด หรือแม้กระทั่งเรื่องของ เวลาการทำงานหรือการบังคับการทำงานในเวลากลางคืนเท่านั้น รวมไปถึงเรื่องของการ ตรวจรับงานก็ดี แม้กระทั่งปัญหาเรื่องของบุคลากรขาดความรู้ความสามารถ บางคน อาจจะเก่ง แต่ว่าขาดการพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องในเรื่องของ Continuing Professional Development หรือแม้กระทั่งเรื่องของปัญหาการจัดทำงบประมาณของ หน่วยงานภาครัฐที่ไม่สอดคล้องทำไปพร้อมกันก็ทำไม่ได้ เกิดปัญหาเรื่องของการก่อสร้าง ซ้ำซาก เดี๋ยวขุด เดี๋ยวสร้าง เดี๋ยวทุบอีกแล้ว หรือแม้กระทั่งเรื่องของการรับงานเกินตัวของ ผู้รับจ้าง หรือแม้กระทั่งเรื่องของการบริหาร Cash Flow ของตัวเองก็ดี หรือการปล่อยให้มี การฟันราคามากเกินไปหรือว่าการที่เรามุ่งเน้นในเรื่องของการหาราคาที่ต่ำที่สุดในเรื่องของ การประมูล รวมถึงการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย สิ่งเหล่านี้ก็สามารถที่จะกระทบกับมาตรฐาน การก่อสร้างคุณภาพงานหรือรวมถึงระยะเวลาในการก่อสร้างได้ทั้งสิ้น ซึ่งผมก็มั่นใจว่าเพื่อน สมาชิกหลายคนก็ควรจะมีการพูดถึงเรื่องนี้
ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัยของ Site งานก่อสร้าง และผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน ในส่วนของความปลอดภัยของคนงานใน Site งาน ปัจจุบันนี้แม้ว่าเราจะมีเรื่องของ พ.ร.บ. ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔ แต่ก็ยังขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้ เดี๋ยวขอสไลด์เพิ่มเติม ด้วยครับ และในส่วนของมาตรฐานความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนที่สัญจรรอบ ๆ Site งาน บริษัทรับเหมาไทยปัจจุบันนี้ก็ต้องบอกว่าทำงานได้ค่อนข้างไร้มาตรฐานทีเดียวครับ มีคนได้รับบาดเจ็บจากการเดินผ่าน Site งาน ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นแค่ ฟุตบาทหรือจะเป็นการก่อสร้างถนน การก่อสร้างสะพานทางเท้า เรื่องของท่อระบายน้ำก็ดี ไม่ว่าจะเป็นผู้รับเหมารายเล็กหรือรายใหญ่ก็แทบไม่มีใครสนใจเรื่องของ Safety ของพี่น้อง ประชาชน รวมถึงสิทธิของผู้ใช้ทางเท้าเลยแม้แต่น้อย ไม่มีการปิดกั้น ไม่มีทางกั้นใด ๆ ไม่มีป้าย ไม่มีทรายต่าง ๆ เกิดขึ้น เมื่อเราเทียบกับในต่างประเทศอย่างในประเทศอังกฤษเอง ที่ผมเอาภาพมาเทียบเคียง ก็จะเห็นว่าในประเทศอังกฤษเองก็มีการให้ความสำคัญกับเรื่อง ของความปลอดภัยและสิทธิในการเดินเท้าของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งเรื่อง ของการก่อสร้างอาคารที่อยู่ติดกับฟุตบาทก็จะมีการทำนั่งร้านอย่างดีในแบบที่อยู่ในภาพนี้ ต้องบอกอย่างนี้ว่านอกจากเรื่องของความปลอดภัยแล้ว อีกส่วนหนึ่งก็คือเราแทบไม่ได้ให้ ความสำคัญกับเรื่องของผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนเลย ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการ ก่อสร้างทั้งเรื่องของมลพิษ เรื่องของฝุ่น เรื่องของเสียง เรื่องของถนนที่เสียหายจากรถบรรทุก จากการก่อสร้าง เรื่องของการจัดการปัญหา Traffic การจราจรก็ดี หรือแม้กระทั่งเรื่องของ แรงสั่นสะเทือนที่อาจจะกระทบต่อโครงสร้างของบ้านข้าง ๆ ของพี่น้องประชาชนที่อยู่ รอบ ๆ ข้าง Site งานก่อสร้าง ทำให้เกิดบ้านร้าว บ้านทรุด กำแพงร้าว ต่าง ๆ เราก็แทบไม่มี การสนใจใด ๆ ทั้งสิ้น รวมถึงกระทั่งที่ผ่านมาเมื่อมีการเกิดอุบัติเหตุแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เราขาดในเรื่องของการตรวจสอบและการถอดบทเรียนอย่างจริงจังครับว่ามันเกิดจากอะไร ต้องมีการปรับปรุงมาตรฐานอย่างไร เพื่อที่จะป้องกันปัญหาในอนาคตได้ หรือแม้กระทั่ง ในเรื่องของการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้ อย่างล่าสุดเรื่องของตึกถล่มที่ สตง. เราก็ควร ที่จะเริ่มพิจารณาได้แล้วหรือไม่ว่าเราจะมีการพิจารณาเรื่องของการใช้ Structural Health Monitoring หรือว่า SHM ในเรื่องของการตรวจวัดเรื่องของแรงสั่นสะเทือนต่าง ๆ ที่มา กระทบต่อโครงสร้างของอาคารได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้ในอาคารสูงหรืออาคาร ขนาดใหญ่ หรือการบังคับติด CCTV ที่จะใช้ในการตรวจจับภาพ Site งานทุกช่วงขณะที่มี การก่อสร้างตลอดเวลาไว้เลย เอาไว้เป็น Record ไว้ว่าถ้าเกิดมีเหตุการณ์อุบัติเหตุเกิดขึ้น แล้วนี่อย่างน้อยเรายังมี Record ไว้ในเรื่องของการตรวจสอบ รวมถึงการทำ Accident Investigation โดย Third Party ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง แม้กระทั่งเรื่องของการทำ Project Evaluation Report ซึ่งทุกครั้งพอมีโครงการเสร็จแล้ว เราควรให้ Stakeholder แต่ละเจ้า มา Feedback รวมกันว่าการทำงานของแต่ละ Stakeholder นี้เป็นอย่างไรนะครับ อย่าง Stakeholder ที่เห็นในภาพก็เป็น Stakeholder หลาย ๆ เจ้าที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับ โครงการก่อสร้างทั้งนั้นเลย ต้องบอกอย่างนี้ล่าสุดทาง ครม. ก็ได้มีการออกร่างเรื่องของการ ทำ Blacklist ขึ้นมาในการลดชั้นของผู้รับเหมา ก็ต้องบอกว่าฟังแล้วดูดีแต่ถ้าเกิดเราดูใน รายละเอียดแล้วก็อาจจะพบว่านี่อาจจะเป็นการเปิดช่องว่างให้เจ้าหน้าที่ในการใช้ดุลยพินิจ และเกิดการเรียกเก็บใต้โต๊ะหรือไม่ ซึ่งทาง ครม. เองก็ต้องไปหารายละเอียดที่มันมี Detail มากกว่านี้ในการบังคับใช้ระเบียบ ท่านประธานครับ ก็หวังว่ามี Stakeholder ที่อยู่ใน โครงการก่อสร้างจำนวนมาก เยอะมาก แล้วก็อย่างโครงการก่อสร้างของภาครัฐเองหลาย ๆ โครงการก็มีการจ้างผู้ควบคุมงาน อย่างโครงการที่พังหลาย ๆ อันที่เราเห็นอยู่ อย่างเช่น โครงการพระราม ๒ ถนนพระราม ๒ หรือทางด่วนพระราม ๓ ก็ดี ตึก สตง. ก็ดี เหล่านี้มีการ จ้างคนควบคุมงานทั้งสิ้น แต่ทุกวันนี้เราแทบไม่ได้มีการถามถึงเลยว่าคนควบคุมงานเหล่านั้น ทำอะไรอยู่ ตอนเกิดเหตุคนควบคุมงานอยู่ใน Site งานหรือไม่ เพราะแทบทุกอุบัติเหตุ ที่ผ่านมาคนควบคุมงานไม่ได้อยู่ใน Site งานเลยครับ ไม่ใช่ว่าผมอยากให้คนควบคุมงานเกิด Accident แต่ต้องบอกอย่างนี้เพราะว่าคนควบคุมงานก็น่าจะต้องเป็นคนที่อยู่ในระหว่างที่มี การก่อสร้าง แต่เขาเหล่านั้นหายไปไหน เขาเคยมีการบังคับการ Scan นิ้ว ให้คนควบคุมงาน ต้องมีการ Scan นิ้วเข้าออกหรือไม่ แม้แต่ผู้ว่าจ้างอย่างที่เป็นภาครัฐเองก็ต้องบอกว่าเราก็ ใช่ว่าเราทำถูกเสมอไป อย่างเช่น โครงการรถไฟฟ้าก็ดี หรือโครงการพระราม ๒ ก็ดี ต้องบอก อย่างนี้ว่าในสัญญาก่อสร้างโดยทั่วไปแล้วมันจะไม่มีเขียนหรอกครับว่าบังคับให้ทำงานเฉพาะ เวลากลางคืน แต่ถึงเวลาจริงของภาครัฐก็ไปบีบผู้รับจ้างบอกว่าต้องทำเวลากลางคืนเท่านั้น ถึงเวลาสุดท้าย ความเสี่ยงในการก่อสร้างก็มีมากขึ้น หรือแม้กระทั่งการไปบีบพื้นที่ บางโครงการบอกว่าห้าม ปิดถนนเลย ช่วงกลางวันห้ามปิดเลย แล้วคุณก็ไปบีบให้เขาทำงานเวลากลางวันได้ด้วย ทำกลางคืนได้ด้วย แต่กลางวันปิดถนนไม่ได้ โอกาสในการเกิด Accident มันก็มีครับ ซึ่งในต่างชาติเขาก็ไม่มีใครทำอะไรกันแบบนี้
ประเด็นที่ ๓ เรื่องของมาตรการการเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต จากการก่อสร้าง ต้องบอกอย่างนี้ว่าผู้เสียชีวิตจากการก่อสร้างไม่ได้มีแค่พี่น้องแรงงานเท่านั้น แต่มีพี่น้องประชาชนที่อาจจะเดินทางผ่าน เป็นผู้ใช้ผ่านทางแล้วโดนลูกหลงกับเหตุการณ์ การก่อสร้างนี้ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาก็ต้องบอกว่าเราปล่อยให้ครอบครัวผู้เสียหายต้องไปตกลงกับ ผู้รับเหมาหรือผู้ที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตไปตกลงกันเอง ซึ่งการชดเชยที่ผ่านมาก็อาจจะไม่ สมเหตุสมผล เพราะว่ามันไม่มีมาตรฐานขั้นต่ำว่าควรได้เท่าไร อย่างไร แต่ผู้รับเหมาก็มีการ ไปบีบผู้ฟ้องครอบครัวของผู้ประสบภัยว่าถ้าไม่เอาตามนี้ก็ไปฟ้องเอาใช้ระยะเวลานานนะ ทำให้หลาย ๆ คนก็ต้องกล้ำกลืนในการที่จะยอมรับเงินเยียวยาที่อาจจะไม่มีความเหมาะสม
ประเด็นที่ ๔ เรื่องของกระบวนการการคัดเลือกผู้รับจ้าง ต้องบอกว่าการจะ ได้ผู้รับจ้างที่มีประสิทธิภาพหรือไม่นั้นสารตั้งต้นหลัก ๆ ก็คือเรื่องของกระบวนการการ คัดเลือก ต้องบอกอย่างนี้ว่าใคร ๆ ก็ตั้งบริษัทรับเหมาก่อสร้างได้ครับ เพราะว่าธุรกิจนี้ไม่มี Barrier to Entry ไม่ต้องมี License ไม่ต้องมีการขึ้นทะเบียน ไม่ต้องมีวิศวะ ไม่ต้องมี สถาปัตย์ ไม่ต้องมีคนงานใด ๆ ไม่ต้องมีผู้บริหารก็ไม่ต้องมีประวัติการทำงานในด้านของการ ก่อสร้างมาก่อน ใครอยากทำงานก่อสร้างก็ไปจดบริษัทกันได้หมด ที่สำคัญคือไทยเองไม่มี หน่วยงานเฉพาะในการที่จะทำหน้าที่กำกับดูแลควบคุมเก็บข้อมูลผู้ประกอบในอุตสาหกรรม การก่อสร้างเลย ไม่มีการเก็บข้อมูลประวัติต่าง ๆ การทำงานว่าบริษัทก่อสร้าง หรือรวมถึง ของบริษัทควบคุมงาน บริษัทออกแบบ บุคลากร เราไม่รู้ว่าบริษัทไหนกำลังทำงาน Project อะไร ทำกับใคร ที่ไหน คู่ค้าของคุณเป็นใคร นายจ้างของคุณคือใคร มีวิศวกร มีสถาปัตย์ มี Project Manager มี Construction Manager เป็นใครบ้าง อย่างไรนะครับ แต่ละบริษัท แต่ละคนมีความชำนาญหรือเก่งด้านไหนมาก่อน เราไม่มีเรื่องของระบบ Feedback การทำงานจากผู้ว่าจ้างว่าหลังจากจ้างคนเหล่านี้ไปแล้วเกิดปัญหาอะไรเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ผลกระทบก็เลยจะเกิดกับภาคเอกชนรายย่อยค่อนข้างมาก เพราะว่าภาคเอกชนเหล่านั้น อาจจะไม่มีศักยภาพในการที่จะกำกับควบคุมในการตรวจสอบผู้ดำเนินการก่อสร้างก่อนหน้านี้ ก็ทำให้เกิดปัญหาเกิดขึ้น เช่น เกิดการทิ้งงาน เกิดการโกงนายจ้างบ้าง อะไรบ้างเกิดขึ้น หรือการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานเกิดขึ้น อีกส่วนต้องบอกอย่างนี้ว่าบริษัทก่อสร้างที่เป็น Nominee โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Nominee จากประเทศจีนก็ต้องพูดตรง ๆ ว่ามีการเข้ามารับ งานของภาครัฐมากยิ่งขึ้น มีการจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทก่อสร้างมากยิ่งขึ้น เข้ามาถือหุ้น ในบริษัทก่อสร้างของเมืองไทยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากก็ต้องบอกตามตรงว่าก็คือตลาด อสังหาริมทรัพย์ของประเทศจีนมีปัญหาเกิดขึ้น ก็มีความต้องการที่จะออกมาหาสตางค์ นอกประเทศ ตรงนี้ก็มีการเน้นไปที่โฟกัสเรื่องของการรับงานประเภทของอาคาร แล้วก็อาศัย ต้นทุน โดยเฉพาะยิ่งเรื่องของต้นทุนเหล็กที่อาจจะได้ราคาพิเศษจากบริษัทจีนด้วยกันเอง ทำให้สามารถที่จะเข้าถึงการฟันราคางานได้ต่ำกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการประเภท อาคาร เป็นต้น หรือบางทีบริษัทจีนเองก็มีการยืมมือบริษัทรายใหญ่ของไทย เรียกได้ว่า เป็นบันไดทางผ่านในการที่จะขอมา JV ร่วมกัน ทำ Joint Venture ร่วมกัน เพื่อที่จะทำ โครงการขนาดใหญ่ที่ตัวบริษัทจีนเองนั้นอาจจะยังไม่ได้มีประสบการณ์ในการทำงานมาก่อน ซึ่งบริษัทไทยก็อาจจะเห็นแก่ผลประโยชน์บางอย่างก็เลยยอมที่จะ JV ร่วมกัน บางทีให้ JV สัดส่วนทีหนึ่ง ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ๔๙ เปอร์เซ็นต์เลย ทั้งที่บริษัทรายเล็กของจีนอาจจะยังไม่มี ศักยภาพเพียงพอที่จะทำงานได้ถึงครึ่งหนึ่งของโครงการนั้น ๆ แต่ก็กลับปล่อยให้มีการ JV ร่วมกัน แล้วพอบริษัทของจีนมีผลงานเรียบร้อยแล้วก็สามารถที่จะเข้าไปประมูลงานของ ภาครัฐอื่น ๆ ได้มากขึ้น เข้าไปไล่ฟันโครงการของภาครัฐได้มากขึ้น ซึ่งการฟันราคาที่ต่ำ เกินไปนั้นก็อาจจะเป็นสารตั้งต้นส่วนหนึ่งที่ได้ทำลายเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัย มาตรฐานการก่อสร้างของภาครัฐลงไป เพราะฉะนั้นต้องบอกว่าการที่เราปล่อยให้มีการ JV อย่างไม่เหมาะสมก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาได้
อีกปัญหาร้ายแรงของไทยก็คือเรื่องของผู้ประกอบการไทยที่ Tag Teem ผมใช้คำว่า Tag Teem เลยนะครับ Tag Teem กับหน่วยงานภาครัฐ คนในหน่วยงาน ภาครัฐในการไปกำหนด TOR กีดกันการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการมูลค่าสูง รวมถึง โครงการเมกะโปรเจกต์ ซึ่งเป้าหมาย TOR ของหน่วยงานภาครัฐเองจริง ๆ แล้วหลายครั้ง ไม่ได้เน้นการหาผู้รับจ้างที่มีศักยภาพ แต่เน้นไปที่การหาผู้รับจ้างที่มีธงว่าตัวเองอยากจะ ได้ใคร แล้วก็ Design TOR ให้เหมาะกับผู้รับจ้างแบบนั้น ทำให้เราเห็นหลาย ๆ ครั้งว่า งบประมาณส่วนใหญ่อาจจะมีการกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มบริษัทก่อสร้างเพียงไม่กี่รายที่เป็น บริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่ของเมืองไทย เป็นบริษัทก่อสร้างระดับมหาชน ถ้าเกิดเราไปดูใน Market Chare งบประมาณของภาครัฐส่วนใหญ่ก็จะกระจุกตัวอยู่ในบริษัทกลุ่มนี้มาก เป็นพิเศษ อีกส่วนหนึ่งก็ต้องบอกว่ามีวิธีการอีกวิธีการหนึ่งก็คือเรื่องของการล็อกงานโยธา ให้กลุ่มทุนใหญ่ผ่านการพ่วงสัญญาโยธากับสัญญาสัมปทานแบบ PPP ทั้งหลาย พูดง่าย ๆ ก็คือเอาตัวโยธาไปรวมกับสัญญา PPP ใครได้สัญญาไปคุณก็มีสิทธิในการที่จะเลือกผู้รับจ้าง ด้านโยธาของตัวคุณเองให้เรียบร้อย เพราะฉะนั้นก็เป็นการ Design แบบใหม่ที่ทำให้ไม่ต้อง เอางานโยธานี้ออกมาทำการประมูลงาน ก็อาจจะมีเห็นอยู่ทั่ว ๆ ไป อย่างเช่น เรื่องของ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าก็ดี หรือโครงการทางด่วนของภาครัฐเองก็ดี
ประเด็นที่ ๕ เรื่องของการผลักดันอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้าง รวมถึงการ ยกระดับศักยภาพ ประเด็นนี้ต้องบอกว่าเป็นประเด็นที่สำคัญในเชิงของโครงสร้างภาพใหญ่ ของอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่จะส่งผลต่อมาตรฐานการก่อสร้าง มาตรฐานความ ปลอดภัย รวมถึงความยั่งยืนของตัวอุตสาหกรรมในระยะยาวด้วย ต้องบอกอย่างนี้ว่าภาครัฐเอง ก็ควรมีบทบาทในการที่จะยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมการก่อสร้าง เพราะว่า ภาครัฐเองเราคือผู้ลงทุนด้านการก่อสร้างที่เรียกได้ว่าใหญ่ที่สุดในประเทศ เพราะเรามี งบประมาณมากที่สุด และงบประมาณของเราส่วนใหญ่ก็ใช้ไปในเรื่องของการก่อสร้างมาก เป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นการลงทุนของภาครัฐสามารถกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมได้เลยว่า ต่อไปจะมีผู้รับจ้าง มีผู้รับเหมาหน้าตาแบบไหนออกมา มีเน้นในเรื่องของอาคาร เน้นในเรื่อง ของงานสาธารณูปโภค เน้นในเรื่องของสะพาน หรือถนน หรือทางด่วนด้านไหนมาก เป็นพิเศษ ก็ขึ้นอยู่ที่งบประมาณของภาครัฐที่มีการผลักดันออกไป แต่ต้องบอกอย่างนี้ว่า ภาครัฐเองนี่ยังขาดการวางยุทธศาสตร์ การวางกรอบการลงทุนต่าง ๆ เพราะต้องบอกว่า มีหลายนวัตกรรมด้านการก่อสร้างที่ไม่ได้มีการพูดถึงเลย อย่างเช่น อันแรกก็คือเรื่อง ของ BIM หรือว่าเรื่องของ Building Information Modelling ที่ประเทศไทยยังไม่ได้ให้ ความสำคัญ แต่ทั่วโลกให้ความสำคัญมาแล้วกว่า ๒๐ ปีเต็ม ๆ เรื่องที่ ๒ เรื่องของแนวคิด การใช้ Escrow Account หรือว่าบริการบัญชีรับฝากและจ่ายเงินแบบมีเงื่อนไข ซึ่งจะทำ หน้าที่ในการจ่ายเงินแทนนายจ้างกรณีที่งานเสร็จแล้ว ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นการแก้ปัญหา ด้านการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการโกงผู้รับจ้างที่เป็นโกง Subcontractor ก็ดี หรือการ จ่ายเงินล่าช้ากับ Supplier ก็ดี แล้วทำให้พวกเขาได้รับผลกระทบด้านของ Credit Term ก็ดี ถ้าเรามีการใช้ Escrow Account ในการเป็นตัวกลางในการจ่าย เมื่อคุณส่งงานทำงาน เสร็จปุ๊บ Escrow Account ก็จะมีหน้าที่จ่ายเงินให้เลย โดยที่ว่านายจ้างจะไม่มีสิทธิมายึกยัก ดึงดันต่อ ทำให้ตรงนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเรื่องของปัญหาด้านการเงินให้กับผู้ที่ รับจ้างที่เป็น Subcontract ได้อย่างดี
อีกส่วนหนึ่งเรื่องของการใช้ Augmented Reality หรือ AR ในการเข้ามา พัฒนาทำให้เราเห็นภาพ Visual Live ภาพโครงการก่อสร้างให้มันเสมือนจริงมากยิ่งขึ้น การก่อสร้างก็จะแม่นยำ ถูกต้อง แล้วคนที่มาอาจจะไม่ได้มีความเชี่ยวชาญชำนาญมากนัก แต่อย่างน้อยเมื่อเห็นภาพที่ชัดเจนก็สามารถทำงานได้อย่างง่ายดาย รวมถึงแม้กระทั่งการใช้ Drone เข้ามาในการช่วยดูงานให้มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงเรื่องของการประกันอุตสาหกรรม เช่น เครื่องจักร หรือวัสดุสีเขียวใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ ที่สำคัญเรายังขาดในเรื่องของกระบวนการ สร้างและกระบวนการรับฟังความคิดเห็นปัญหาต่าง ๆ ของผู้ประกอบการ และหลาย ๆ Stakeholder ที่ผมเคยได้กล่าวมา เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่มันจะต้องมีเจ้าภาพ ในเรื่องนี้ในการผลักดันอุตสาหกรรมการก่อสร้างอย่างเป็นระบบ เพราะอุตสาหกรรมการ ก่อสร้างเป็นกลไกสำคัญและเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมถึงกระทั่งในการรองรับเรื่องของการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตด้วยนะครับ ท่านประธาน
ก็ด้วยสาเหตุนี้จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงขอเสนอญัตติให้สภา ผู้แทนราษฎรแห่งนี้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐาน การก่อสร้าง มาตรฐานความปลอดภัย การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการพัฒนา ศักยภาพอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างอย่างเป็นระบบ ขอบคุณท่านประธานครับ