จิตติพจน์ วิพากษ์ ก.พ.ร. ไม่เหมาะสม-วิจารณ์ Digital Gov ขาดการเชื่อมโยง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๑ · ๑๐ เมษายน ๒๕๖๘

จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แสดงข้อกังวลต่อความล่าช้าในการพิจารณารายงาน ก.พ.ร. โดยชี้ว่ามาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐปี ๒๕๖๖-๒๕๗๐ ไม่เหมาะสมกับบริบทปัจจุบัน ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กในต่างจังหวัดไม่สามารถบรรจุครูได้ จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ยังวิจารณ์การพัฒนา Digital Government ของไทยที่ขาดการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานและเสนอแนวทางให้ระบบต่างๆ ทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์เพื่อลดความซ้ำซ้อน ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายของประชาชน นอกจากนี้ จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ยังแสดงความยินดีและให้กำลังใจแก่ผู้รับมอบอำนาจ ฝากข้อคิดเรื่องการพัฒนาประเทศไทยสู่รัฐบาลดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพ ลดขนาดระบบราชการ และเน้นการให้บริการประชาชนตามหลักบริหารราชการที่ดี

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ ท่านประธานเกี่ยวกับรายงาน ก.พ.ร. ผมมี Comment ๒ ๓ อย่าง

ประเด็นที่ ๑ ก็คือผมสงสัยว่าทำไมรายงานปี ๒๕๖๕ ถึงเพิ่งเข้ามาให้สภา พิจารณาในปี ๒๕๖๘ การทำรายงานต่าง ๆ การให้สภาพิจารณาถ้ามาโดยทันต่อเหตุการณ์ มันก็จะสามารถถกเถียงหรือปรึกษาหารือกันได้ประโยชน์ แต่ถ้าหากล่าช้าไปเป็นปีประโยชน์ ก็คงไม่ได้เท่าที่ควร ก็ขออนุญาตฝากความกังวลประเด็นที่ ๑ ว่ารายงานต่าง ๆ ของทาง ก.พ.ร. ผมก็อยากจะให้รวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์ เนื่องจาก ก.พ.ร. เป็นหน่วยงานที่สำคัญ แสดงให้เห็นว่าหน่วยงานราชการของไทยมีประสิทธิภาพแค่ไหน ถ้า ก.พ.ร. เองยังไม่สามารถ ส่งรายงานให้ทันต่อเหตุการณ์ ผมคิดว่าก็ไปกำชับดูแลหน่วยงานราชการอื่นก็ไม่เต็มที่ เท่าที่ควร ประเด็นที่ ๑ นะครับ

ประเด็นที่ ๒ เรื่องของมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐที่กำหนดไว้ใน ปี ๒๕๖๖-๒๕๗๐ มาตรการที่กำหนดออกมาอาจจะไม่เหมาะสมเท่าที่ควร ผมและเพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่าน รวมทั้งท่าน สส. วันนิวัติ สมบูรณ์ สส. จังหวัดขอนแก่น ก็ได้รับการร้องเรียนเช่นเดียวกันว่าโรงเรียนในต่างจังหวัด โดยเฉพาะตามชนบทมาตรการ บริหารจัดการกำลังคนภาครัฐของท่านที่กำหนดไว้ทำให้โรงเรียนตามต่างจังหวัดจำนวนมาก โรงเรียนเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่สามารถที่จะบรรจุกำลังคนในเรื่องของครูได้ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นสาเหตุเนื่องจากว่าปัจจุบันนี้เด็กที่เกิดใหม่มีน้อยลง สัดส่วนของคนสูงอายุ กับคนที่อายุน้อยเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐต้องมีความ เหมาะสม อย่างน้อยที่สุดต้องให้บรรจุกำลังคนในเรื่องของครูได้ เพราะว่าเด็กคืออนาคตของ ประเทศไทย ถ้าหากว่าอนาคตของเราไม่ได้รับการดูแลอย่างเพียงพอ แล้วประเทศไทยเราจะ มีอนาคตได้อย่างไร ก็ขออนุญาตฝากท่านเป็นประเด็นที่ ๒ ครับ

ประเด็นที่ ๓ ในเรื่องของ Digital Government เท่าที่ผมติดตามสถานการณ์ มาโดยตลอดก็ค่อนข้างกังวลครับ เนื่องจากที่ผ่านมาเวลาที่หน่วยราชการเวลาพัฒนาในเรื่อง ของดิจิทัลมักจะต่างคนต่างพิจารณา พอพัฒนาไปแล้วก็จะมีปัญหาว่าแต่ละระบบไม่สามารถ ที่จะต่อกันเป็นระบบเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์ พอไม่สามารถต่อกันเป็นระบบอย่างสมบูรณ์ เวลาจะเอาข้อมูลต่าง ๆ มาใช้ร่วมกันมันก็มีปัญหา มันก็เป็นอุปสรรคที่สำคัญ ถ้าหากว่าท่าน ได้มีโอกาสไปศึกษา ผมคิดว่าท่านก็คงมีโอกาสไปอยู่แล้ว ก็คือประเทศสิงคโปร์ก็ทำได้ดี Digital Government ของเขา Smart City สิงคโปร์ก็ทำได้ดีนะครับ แต่ละกระทรวง แต่ละหน่วยงานสามารถต่อกันได้แบบไร้รอยต่อ แต่ของประเทศไทยของเราแต่ละกระทรวง ต่างคนต่างพัฒนาไป แพลตฟอร์มก็ต่อกันไม่ค่อยได้ แล้วหลาย ๆ เรื่องก็ทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร แม้แต่ในเรื่องของ Digital ID ครับ Digital ID เป็นเรื่องที่สำคัญ ในยุโรปตั้งแต่กลางปีที่แล้ว ก็มีการใช้ Digital ID ตลอดทั้งยุโรปแล้วสามารถที่จะใช้ได้ในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการที่ ชาวเยอรมันไปฝรั่งเศสสามารถใช้ Digital ID ที่เป็น Digital Wallet ID สามารถที่จะไปใช้ เป็นใบขับขี่ในต่างประเทศในยุโรปทั้ง ๒๗ ประเทศได้ แต่ของประเทศไทยผมเข้าใจว่าแม้แต่ การใช้ระหว่างกระทรวงก็ยังทำไม่ค่อยได้ ก็เป็นประเด็นที่ผมอยากจะฝากไปด้วยความกังวล ว่าการพัฒนาเป็นเรื่องดี แต่ว่าการพัฒนาระบบต่าง ๆ เมื่อไหน ๆ ท่านก็มีโอกาสวางแผนแล้ว ถ้าท่านจะวางแผนให้แต่ละหน่วยงานสามารถต่อกันได้อย่างสมบูรณ์ แล้ว Digital ID ที่ทำขึ้น ถ้าหากว่าสามารถต่อเข้ากับระบบ Digital Wallet ที่รัฐบาลกำลังพัฒนาอยู่ก็จะเป็น ประโยชน์ แล้วถ้าหากว่าสามารถต่อเข้ากับระบบประวัติการศึกษา ประวัติการทำงานต่าง ๆ เวลาที่ประชาชนจะไปสมัครงานก็จะมีประวัติในเรื่องเกี่ยวกับที่อยู่ เรื่องทะเบียนบ้าน เรื่องประวัติการศึกษา ประวัติการทำงานข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ เวลาไปสมัครงาน ไม่ว่าจะเป็น หน่วยราชการหรือจะเป็นของเอกชนก็สามารถที่จะส่งข้อมูลให้กับผู้ที่สมควรจะได้รับ ข้อมูลได้ โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาไปถ่ายเอกสาร ไปประทับตรารับรอง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะ ประหยัดเวลา แล้วก็ประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนและหน่วยงานของรัฐ ไม่เช่นนั้น เวลาที่จะไปตั้งบริษัท เวลาที่ไปกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ก็ต้องเอาบัตรประชาชน เอาทะเบียนบ้าน จดทะเบียนเสร็จจะไปตั้งโรงงานก็ต้องไปถ่ายสำเนาเอกสารไปกระทรวงอุตสาหกรรมอีก มันก็ซ้ำซ้อนกันไปเรื่อย ก็อยากฝากท่านว่าถ้าหากวางแผนขอให้วางแผนทั้งระบบให้เห็น ในภาพรวม แล้วก็สามารถใช้งานได้จริง แล้วไม่เกิดปัญหาว่าระบบหนึ่งไปทางหนึ่ง อีกระบบ หนึ่งไปอีกทางหนึ่ง เสร็จแล้วก็ต่อกันไม่ได้ สุดท้ายเวลาที่จะทำเป็น Digital Government ก็ต้องมีการรื้อระบบกันใหม่ ทำให้เสียค่าใช้จ่ายแล้วก็เสียเวลาของประเทศไทย

สุดท้ายนี้ผมทราบว่าภารกิจของท่านก็คงมีมาก ก็ขอเป็นกำลังใจว่าภารกิจ ของท่านมีความสำคัญต่อประเทศไทย ก็ขอให้ภารกิจของท่านสามารถทำได้บรรลุผลทำให้ ประเทศไทยเป็น Digital Government ในเร็ววัน ทำให้ประเทศไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ระบบราชการของเรามีขนาดเล็กลง แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำอย่างไรจะให้ ประชาชนได้รับการบริการตามหลักบริหารราชการบ้านเมืองที่ดี ก็ขออนุญาตฝากเป็นความ กังวลไว้ครับ ขอบพระคุณครับ