พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หารือประเด็นค่าไฟฟ้าโดยชี้ว่าปัญหาพลังงานสะสมมานานเนื่องจากขาดกฎหมายให้อำนาจและกฎเกณฑ์ที่ขัดขวางการแก้ไข อธิบายปัญหาโครงสร้างกฎหมายพลังงานที่ล้าสมัยและขาดอำนาจของรัฐมนตรี โดยชี้ว่าความขัดแย้งระหว่าง กพช. และ กกพ. รวมถึงสถานะผิดกฎหมายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (EGAT) ที่ต้องได้รับใบอนุญาต เป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขค่าไฟฟ้า อธิบายรายละเอียดโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ ๒,๑๐๐ เมกะวัตต์ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานของตนตั้งแต่ต้น และชี้แจงว่ากำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี โดยระบุถึงความสับสนในอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย กกพ. และการออกกฎเกณฑ์จัดซื้อจัดจ้างที่ไม่สอดคล้องกับระเบียบกลางของหน่วยงานรัฐ อธิบายถึงกระบวนการพิจารณากฎหมายกลาง เช่น กฎหมายป้องกันการสมยอมในการเสนอราคา และชี้แจงว่าหากพบความผิดปกติจะดำเนินการยกเลิกหรือแก้ไขเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย อ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน วันนี้ผมได้รับมอบจาก ท่านนายกรัฐมนตรีให้มาตอบคำถามท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเด็นเรื่องค่าไฟฟ้า ที่ท่านเป็นผู้ที่ห่วงใยเรื่องนี้มาตลอดเช่นเดียวกับทางผมแล้วก็ทางรัฐบาล ผมขออนุญาตเรียน ผ่านท่านประธานด้วยความเคารพว่า ความจริงสิ่งที่ท่านเป็นห่วงไม่ได้ต่างจากสิ่งที่ตัวผมเอง และท่านนายกรัฐมนตรีเป็นห่วงเลย วันหนึ่งถ้าหากว่าท่านได้มาอยู่ตรงนี้แล้วท่านเข้ามาทำ หน้าที่ท่านจะทราบว่ามันไม่ง่ายเหมือนที่เราอยากทำ
ประการแรก ไม่ว่าเราอยู่ในตำแหน่งอะไรมันต้องมีกฎหมายให้อำนาจที่เรา จะทำต่าง ๆ นานาได้ด้วย
ประการที่ ๒ มันก็มีกฎเกณฑ์กติกาที่คนอื่นเขาก็มีอำนาจ ตรงนี้เป็นปัญหา ที่สำคัญเหมือนที่ผมได้เคยพูดทั้งในสภาและนอกสภาว่าปัญหาเรื่องพลังงานมันหมักหมม มานานไม่เคยมีใครมาแก้ปัญหาเลย
ปัญหาสำคัญที่ใหญ่ที่สุดคือปัญหาเรื่องกฎหมายครับ เรามีกฎหมายที่เกี่ยวกับ พลังงานน้อยมาก แล้วก็มีปัญหากฎหมายที่แทบจะไม่ได้ให้อำนาจอะไรรัฐมนตรีเลย ซึ่งเป็น เรื่องน่าแปลกประหลาด เวลานี้อย่างที่ท่านทราบอยู่แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ ไฟฟ้า ถ้าเราไม่นับตัวผลิตไฟฟ้าคือ EGAT ก็จะมีคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ที่ท่านพูดถึงตัวย่อว่า กพช. ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน หน่วยงานที่ ๒ ก็คือ กกพ. หรือคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ตรงนี้ละครับที่เป็นตัวที่ทำให้เกิดปัญหาในปัจจุบัน นโยบายอยู่ที่ กพช. แต่ปฏิบัติไปอยู่ที่ กกพ. แล้วก็มีลักษณะเหมือนเป็นองค์กรอิสระ ความจริงกฎหมายที่ตั้ง กกพ. มามีเจตนารมณ์ในอดีตตอนนั้นเพราะว่าคาดการณ์ว่าจะมีการ แปรรูป กฟผ. แล้วก็อีก ๒ การ คือภูมิภาคกับนครหลวงเป็นเอกชน คือไปแปรรูปเหมือน ปตท. ก็จะทำให้ผู้ผลิตไฟฟ้าในประเทศเป็นเอกชนหมด จึงมีการออกกฎหมาย กกพ. ขึ้นมา ถ้าท่านไปดูในบทเฉพาะกาลท่านจะเห็น เขาบอกว่า กฟผ. ก็ดี กฟภ. แล้วก็ กฟน. จะต้อง ได้รับใบอนุญาต มันเป็นไปได้อย่างไรครับ ท่านลองนึกดู หน่วยงานของรัฐได้รับอนุญาตโดย พระราชบัญญัติอยู่แล้วให้ประกอบกิจการไฟฟ้าให้ประชาชน จะต้องไปขออนุญาตทำไมครับ เพราะเขามีความเข้าใจตอนนั้นว่าจะแปรรูปอย่างไร ตรงนี้ละครับที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา แล้วกฎหมายนี้ก็ใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ จนมาปี ๒๕๖๘ ๑๘ ปี ขณะเดียวกัน กพช. เป็นหน่วยงานนโยบาย ไม่ใช่ปฏิบัติ เวลามีปัญหาอะไร เวลามีเรื่องประมูลไฟฟ้า จะตั้งไฟฟ้า ก็โยนไป กกพ. กกพ. ปฏิบัติเสร็จก็แทบไม่เคยมารายงาน ไม่มีอะไรกำหนดบังคับ อันนี้คือ จุดเริ่มต้นของปัญหาท่านต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน ถ้าเราจะช่วยกันแก้ปัญหาเรื่องค่าไฟฟ้า หรือค่าพลังงานตรงในส่วนนี้ที่เกี่ยวข้อง มันไม่ใช่มาแก้แค่ประมูลงาน หรือแก้ตรงส่วนอื่น มันต้องแก้ทั้งระบบ คือต้องแก้ตั้งแต่กฎหมายที่เป็นตัวกำหนด แล้วก็กำกับการทำงานของทุก หน่วยงาน ทั้งหมดนี้ก็น่าแปลกนะครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในฐานะที่อยู่กระทรวงพลังงาน ไม่มีอำนาจอะไรเลย ในกฎหมายใด ๆ เลย มันประหลาดไหม มีอำนาจอยู่อย่างเดียวตาม กฎหมายที่เกี่ยวกับไฟฟ้าคืออยู่ในอำนาจของกฎหมายการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ซึ่งยกร่าง ประกาศใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๑๑ มีอำนาจอยู่ตามมาตรา ๓๙ มาตราเดียวครับ แล้ววันนี้จาก บทเฉพาะกาลที่ผมเรียนท่านในกฎหมาย กกพ. ก็ทำให้ EGAT หรือการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ต้องกลายเป็นผู้รับอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้า มันอะไรครับหน่วยงานของรัฐแท้ ๆ อันนี้คือปัญหาที่รัฐบาลกำลังหาทางแก้ปัญหาในเรื่องข้อกฎหมาย เรื่องพวกนี้อยู่ ผมก็กำลัง ดำเนินการอยู่ ก็กราบเรียนให้ท่านทราบผ่านท่านประธานในส่วนนี้ไป
สืบเนื่องจากที่ท่านพูดตรงนี้ละครับมาต่อที่ท่านบอกว่า โครงการที่มีการเปิด ประมูลไป ๒ รอบ รอบแรก ๕,๒๐๓ เมกกะวัตต์ อันนั้นเป็นโครงการเก่าตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ แล้วก็ต่อเนื่องมา ๒,๑๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ใน ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ อันนี้มีนาคม ๒๕๖๖ ทั้ง ๒ โครงการนี้ ไม่ว่าจะเป็นท่านนายกรัฐมนตรีปัจจุบันหรือผมไม่ได้ไปเกี่ยวข้องตั้งแต่ ตอนต้นเลย แต่ผมกับท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลคงปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว ไม่ต้องทำอะไรไม่ได้ ประเด็นปัญหาเหมือนที่ท่านบอก เมื่อตอนปลายปีเราก็พูดกันมาแล้ว แล้วผมก็บอกแล้วผมกำลังดำเนินการ เพราะผมไม่เคยทราบประเด็นเรื่อง ๒,๑๐๐ เมกะวัตต์ เขาไม่ได้มาแจ้ง มันเกิดก่อนผมมา ผมมาทราบ ๑,๕๐๐ เมกะวัตต์ ๑,๕๐๐ เมกะวัตต์ คือ ๒,๑๐๐ บวก ๑,๕๐๐ เป็น ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ หลังจากนั้นท่านนายกรัฐมนตรีได้มีการ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการของ กพช. ขึ้นมา มอบให้ผมเป็นประธานเพื่อตรวจสอบเรื่อง ๒,๑๐๐ เมกะวัตต์ และจากตรงนั้นทุกอย่างเราก็ต้องหารือกับสำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาบอกว่ากรณี ๒,๑๐๐ เมกะวัตต์นี้ยังไม่ได้ทำ อะไรเลย ก็คือทาง กกพ. เขาประกาศออกมาก็จริง แต่ยังไม่ได้ทำอะไร เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ จะไม่มีผลกระทบ ถ้าหากว่าชะลอไปก่อนได้เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ตรงนี้เราถึงได้มีการตั้ง คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีให้เวลา ๖๐ วัน ตั้งแต่วันตั้งคือวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน ผมและ คณะก็มีการตรวจสอบเรื่องนี้มาตลอด แล้วก็ยืนยันกับท่านว่าผมไม่เอาด้วยหรอกครับอะไรที่ ไม่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ผมพบและคณะกรรมการพบในขณะนี้ก็คือว่าความสับสนในเรื่องกฎหมาย และอำนาจหน้าที่ ใน พ.ร.บ. กกพ. ที่เอามาประกวดราคา เอามากำหนดอะไรนี่ ผมก็มี ข้อสงสัย กรรมการก็สงสัยเหมือนท่าน อย่าว่าแต่ท่านเลย วันนี้คณะเราที่ได้รับแต่งตั้งจาก ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะ กพช. ยังไม่ทราบรายละเอียดเลยครับ เพราะเขาจะไม่ให้ เห็นไหมครับ แต่เราก็ไม่สนใจหรอกครับ ไม่ให้ก็ถือว่าชี้แจงไม่ได้ แต่ว่ายิ่งไปกว่านั้นครับ ในกฎหมาย กกพ. ไปกำหนดบอกว่าให้มีระเบียบว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างไฟฟ้าเป็นการเฉพาะ ซึ่งส่วนตัวผมเองและคณะกรรมการหลายท่านก็เห็นว่ามันก็เหมือนกับหน่วยงานหลาย ๆ หน่วยงาน เช่น แม้แต่ EGAT ก็มีเขาเรียกอะไรครับ ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างของตัวเองไม่จำเป็น ถ้าบอกหน่วยงานไหนของรัฐไม่มีก็ใช้ของกระทรวงการคลังก็คือกรมบัญชีกลาง แต่หน่วยงานรัฐ บางแห่งก็สามารถมีของตัวเองได้ เช่น ที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ EGAT ก็มีของตัวเอง ในส่วนของ กรุงเทพมหานครเป็นต้นก็มีของตัวเองด้วย แต่ว่าคำว่ามีของตัวเองในทางกฎหมายในความ เข้าใจของผมและอีกหลายท่านมันหมายถึงมีระเบียบว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างกลางของ หน่วยงาน แต่ว่าจะต้องจัดซื้อจัดจ้างเป็นกรณี ๆ ไปก็เพิ่มเติมในส่วนไหนเข้าไปเป็น การเฉพาะ แต่ทีนี่ไม่ใช่ครับ เขาบอกว่าเขามีอำนาจที่จะออกกฎเกณฑ์กติกาเป็นครั้ง ๆ ไม่มี เป็นระเบียบกลาง ครั้งนี้จะทำแบบนี้ ครั้งโน้นจะทำแบบนั้น ไม่ตรงกันสักครั้ง ผมก็ไม่ เคยเจอ ตอนนี้กำลังพิจารณาว่าอย่างนี้ถูกต้องหรือเปล่า
ประเด็นต่อไปที่เรากำลังพิจารณาก็เช่นเดียวกันว่านอกจากคุณจะดูเรื่อง ตรงนี้แล้วจะต้องดูกฎหมายอื่นประกอบด้วยนะ ไม่ใช่ดูแค่ตรงนี้ ซึ่งเป็นกฎหมายกลาง เช่น กฎหมายป้องกันการสมยอมในการเสนอราคา ถ้าหากว่ามีลักษณะเป็นอย่างนี้ก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าพบสิ่งผิดปกติต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะเป็นเหตุให้เราดำเนินการยกเลิกหรือ ดำเนินการอย่างอื่นให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป
กลับมาในส่วนที่เป็น ๕,๒๐๓ เมกะวัตต์ ในส่วนที่เป็น ๕,๒๐๓ เมกะวัตต์ มันต่างกัน ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ ที่ท่านกล่าวถึงนี้พอดำเนินการจริงมาที่ ๔,๘๕๒ เมกะวัตต์ ที่ขาดหายไปอยู่ ๕๐๐ กว่าเมกะวัตต์ เพราะมีประเด็นเรื่องเป็นชีวมวลไม่มีคนเข้ามา ประกวดราคา แล้วก็อีกนิดหน่อยก็เป็นเรื่องของพื้นที่ไม่มีความพร้อม ใน ๔,๘๕๒ เมกะวัตต์ รวมทั้งสิ้น ๑๗๕ โครงการหรือราย ๑๗๕ โครงการนี้แบ่งเป็นของ กฟผ. ๙๔ โครงการ ๙๔ โครงการ เซ็นสัญญาไปแล้ว ๘๓ โครงการ เพราะเรื่องมันตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ มีการฟ้องร้อง อย่างที่ท่านพูดจริง แต่หลังจากนั้นก็มีคำกลับคำวินิจฉัยของศาลปกครองชั้นต้นโดย ศาลปกครองสูงสุด ก็เลยมีการทำสัญญากันไปแล้ว เหลืออยู่ประมาณ ๑๙ ราย ตรง ๑๙ ราย นี้ละครับที่ท่านพูดถึง ผมเองก็เป็นกังวล แต่ว่าเมื่อหารือกฤษฎีกาเขาบอกว่ามันต่างกับกรณี ๒,๑๐๐ เมกะวัตต์ เพราะกรณี ๒,๑๐๐ เมกะวัตต์ มันไม่มีรายไหนทำสัญญาเลยนะครับ กรณี ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ ทำสัญญาไปแล้วในส่วนของ กฟผ. ๘๔ โครงการ จะทำให้เกิดปัญหา ถ้าหากว่าไปสั่งเบรกแบบเดียวกับ ๒,๑๐๐ เมกะวัตต์ แต่ถ้าหากว่าตรวจพบขึ้นมาเมื่อไร อย่าว่าแต่ ๑๙ โครงการหลัง ถ้าตรวจพบขึ้นมาก็ต้องหาช่องที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย ต่อไปว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร แต่ว่าในส่วนที่เหลือผมได้แจ้งไปทาง กฟผ. แล้วว่า สัญญาต่าง ๆ ที่จะต้องเซ็นต่อไปนี้ถ้าตรวจพบต้องมีเงื่อนไขในสัญญา เพราะถ้าหากว่า ตรวจพบว่าโครงการไหนไม่ชอบด้วยกฎระเบียบหรือกฎหมาย กฟผ. ต้องมีสิทธิยกเลิกได้ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าในส่วน ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ที่ท่านพูดถึง ซึ่งในความเป็นจริงคือ ๔,๘๕๒ เมกะวัตต์ เราตรวจพบ ในส่วนที่ผ่านไปแล้วก็ต้องหาช่องกฎหมายที่ดำเนินการต่อไป ในส่วนที่เหลือนี้จะต้องมีเงื่อนไขให้เราสามารถบอกเลิกสัญญาได้ ซึ่งการดำเนินการในส่วน ของ ๒,๑๐๐ เมกะวัตต์ กับ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ แตกต่างกันเนื่องจากข้อเท็จจริงแล้วก็เงื่อนไข ต่างกัน ก็เรียนให้ท่านทราบ แต่ว่าเป้าหมายก็ตรงกันคือว่าเราจะไม่ปล่อยให้อะไรที่มัน ผิดพลาดเดินหน้าต่อไป ถ้าทำอะไรได้จะต้องทำหมดทุกอย่างตามเงื่อนไขและอำนาจตาม กฎหมายที่เรามีในกฎหมายแบบปัจจุบัน แต่กฎหมายเหล่านี้ผมเคยกราบเรียนผ่านท่าน ประธานไปยังท่านสมาชิกที่ถามมาอยู่แล้วว่ากำลังดำเนินการอยู่แล้วที่จะปรับปรุงตรงส่วนนี้ และผมกำลังดำเนินการอยู่ แต่เรียนให้ทราบว่าส่วนหนึ่งปัญหามันมาจากเรื่องแบบนี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ