นภินทร ศรีสรรพางค์ ระบุข้อมูลการส่งออกทุเรียนปี ๒๕๖๗ และแผนขยายตลาดจีนในภาคใต้ ตะวันตกและตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อรองรับผลผลิตเพิ่มขึ้นในปี ๒๕๖๘ พร้อมทั้งหารือเรื่องการขยายเวลาปิดด่านโม่ฮาน โดยเสนอให้เพิ่มกำลังคนและห้องแล็บตรวจโรค พร้อมยืนยันว่าฝ่ายจีนรับปากจะดำเนินการตามข้อตกลง
เรียนท่านประธาน เรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้มาตอบกระทู้ถามของท่าน ซึ่งต้องขอขอบคุณท่าน ญาณธิชา บัวเผื่อน ท่านสมาชิกสภาผู้แทนจากจังหวัดจันทบุรี เป็นห่วงพี่น้องประชาชน ในเรื่องของปัญหาการส่งออกทุเรียน ซึ่งถือได้ว่าเป็นสินค้าเกษตรที่ส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของ ประเทศ แต่เรียนอย่างนี้ครับว่าในวันนี้เป็นกระทู้ถามสด สิ่งที่ท่านถามส่วนใหญ่ส่วนหนึ่ง ก็อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ อีกส่วนหนึ่งก็อยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในส่วนที่อยู่ กระทรวงพาณิชย์นั้นก็เป็นเรื่องของกรมการค้าต่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าต่างประเทศ กรมการค้าภายใน ซึ่งตัวผมเองนั้นไม่ได้ดูแลกรมเหล่านี้ แต่ถึงอย่างไรครับผมเองนั้นก็ได้รับ มอบหมายจาก ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ลงมาช่วยดูในเรื่องของผลไม้ของ ประเทศไทยในการส่งออก ผมเองจะพูดคุยอธิบายในส่วนของแผนงานต่าง ๆ ที่กระทรวง พาณิชย์นั้นได้ทำ เราทำอย่างไรสำหรับทุเรียนในการส่งออกเพื่อเพิ่มความพร้อมให้กับพี่น้อง เกษตรกร โดยเฉพาะปี ๒๕๖๘ ที่เพิ่มมากขึ้น และในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ท่านถามเกี่ยวกับห้องแล็บนั้นผมเองก็จะพยายามตอบในส่วนที่สามารถจะตอบให้ได้ เรียนอย่างนี้ครับว่า ในปี ๒๕๖๗ เรามีทุเรียนผลิตออกมา ๑.๒๘ ล้านตันด้วยกัน เราบริโภค ในประเทศนั้น ๓๒๐,๐๐๐ ตัน เราส่งออกไป ๙๕๐,๐๐๐ ตัน ในภาพรวมของการส่งออกนั้น ๙๗ เปอร์เซ็นต์ คือ ๙๒๐,๐๐๐ ตันนั้นเราส่งออกไปยังประเทศจีน นี่คือข้อมูลของปี ๒๕๖๗ ซึ่งเมื่อเราวิเคราะห์ข้อมูลของปี ๒๕๖๗ เทียบกับปี ๒๕๖๖ แล้วเราพบว่าการส่งออกไปยัง ประเทศจีนเราลดลง ๑๒๐,๐๐๐ ตัน สาเหตุที่ลดลงเพราะว่าปริมาณทุเรียนของประเทศไทย เราเจอปัญหาปรากฏการณ์เอลนิโญ ซึ่งผลผลิตทุเรียนนั้นลดลง แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การส่งออกของเรานั้นผ่านทางประเทศลาวและประเทศเวียดนามไปยังด่านโหย่วอี้กวนแล้วก็ ผิงเสียง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ติดกับเวียดนาม ประเทศเวียดนามนั้นในปี ๒๕๖๗ ได้รับอนุญาตให้ส่ง ทุเรียนสดเข้าสู่ประเทศจีนได้ทำให้เวียดนามนั้นแชร์ตลาดของประเทศไทยไป และทำให้การ ส่งออกของไทยนั้นลดลง ๑๒๐,๐๐๐ ตัน แต่ถึงอย่างไรก็ตามแต่ในปี ๒๕๖๗ นั้นผลผลิต ทุเรียนเราไม่มากนัก ไม่มีผลกระทบ ในขณะเดียวกันเราได้ราคาสูงขึ้น เราได้วิเคราะห์ต่อว่า ในปี ๒๕๖๘ ทุเรียนของประเทศไทยถ้าไม่เจอปรากฏการณ์เอลนิโญ ฝนตกดี พื้นที่ในการ เพาะปลูกเราทราบเพิ่มขึ้นมา ๑๑ เปอร์เซ็นต์ อีกประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ด้วยกัน เป็น ๑,๒๐๐,๐๐๐ ไร่ ผลผลิตทุเรียนของประเทศไทยในปี ๒๕๖๘ นั้นเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้นิ่งนอนใจ เราได้วิเคราะห์ตลาด เรามองว่าการบริโภคในประเทศไทย ในปีที่แล้ว ๓๒๐,๐๐๐ ตัน บริโภคเพิ่มอย่างไรก็ไม่เกิน ๔๐๐,๐๐๐ ตัน เรามีทุเรียนที่เพิ่มขึ้น คาดว่าไม่น้อยกว่า ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ ตัน ที่ต้องทำตลาดเพิ่มขึ้น เราได้วิเคราะห์ตลาด ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตลาดอินเดียซึ่งกีดกัน ปกป้องเกษตรกรของเขายังไม่ให้ประเทศไทย ได้นำเข้าทุเรียน เราเพิ่งนำเข้าลำไยได้เมื่อต้นปีนี้ ส่วนประเทศในอาเซียนส่วนใหญ่ก็มีทุเรียน และส่งออกทั้งสิ้น เหลือเพียงประเทศจีนเท่านั้นเอง แต่การส่งออกไปยังประเทศจีนผ่านด่าน โหย่วอี้กวน ผิงเสียงก็ดีในพรมแดนที่ติดกับเวียดนามเพื่อเข้าสู่จีนทางด้านทิศตะวันออก และเหนือซึ่งถือว่าเป็นมณฑลที่ติดชายทะเล เป็นมณฑลที่มีพลเมืองอยู่มากและมีฐานะ เรามีคู่แข่ง เราเพิ่มการตลาดอีกได้ไม่มากนัก เพราะฉะนั้นกระทรวงพาณิชย์ได้วางแผนว่า เราจะบุกตลาดทุเรียนประเทศจีนในมณฑลทางภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็ภาค ตะวันตก โดยผ่านด่านที่เชียงรายคือด้านเชียงของเข้าสู่ด่านโม่ฮานไปสิบสองปันนา ไปคุนหมิง ไปหนานซา มณฑลหูหนาน แล้วก็ขึ้นสู่ฉงชิ่ง กระทรวงพาณิชย์ได้จัดนิทรรศการต่าง ๆ แม้กระทั่ง Business Matching จับคู่เจรจาการค้า ซึ่งก็ได้ผลครับ ผมเองในวันที่ ๒๖ มีนาคม หลังจากประชุมอภิปรายไม่ไว้วางใจ้แล้ว วันที่ ๒๖ มีนาคม ผมเดินทางไปประเทศจีนถึง วันที่ ๓๑ มีนาคม ไปดูเรื่องการตลาดของมณฑลในภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาค ตะวันตกของประเทศจีน พบกับผู้ประกอบการ ผู้ค้า พบกับผู้บริหารมณฑลต่าง ๆ สิ่งแรก ที่เราพบและพูดคุยก็คือว่าผู้ประกอบการผู้ค้าในมณฑลจีนเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นคุนหมิงก็ดี หนานซาก็ดี มณฑลยูนนาน และมณฑลหูหนาน แล้วก็ฉงชิ่ง พร้อมที่จะรับตลาดทุเรียน เพิ่มขึ้น บางรายนั้นบอกเลยครับว่าปีที่แล้วนำเข้ามา ๑๐๐ ตู้ ปีนี้ขอ ๕๐๐ ตู้ บางรายเคย ค้าอยู่ ๘๐๐ ตู้ ปีนี้ขอ ๑,๒๐๐ ตู้ บางรายบอกรับไม่อั้น ทุกคนพร้อมเพิ่มหมด เพราะฉะนั้น ปริมาณทุเรียนที่เพิ่มขึ้นประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ตันนั้น เชื่อว่าสามารถระบายไปสู่ตลาดจีน ในภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคตะวันตกได้หมด ไม่มีปัญหาทุเรียนตกค้างใน ประเทศไทย แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเป็นห่วงผู้ประกอบการค้าได้พูดคุยกับผู้นำเข้าจากประเทศไทยสู่ประเทศจีน ให้เซ็นสัญญาในการส่งออกทุเรียนตาม Order ที่เขาต้องการ ปรากฏว่าผู้ส่งออกนั้นไม่กล้า เซ็นสัญญาเหล่านั้น เพราะเขาไม่มีความมั่นใจว่าเขาสามารถส่งทุเรียนไปได้ตามกำหนดแล้วมี คุณภาพที่ดีหรือไม่ ตามที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไว้ว่ามาตรการของประเทศจีนในปีนี้ต่างกับปี อื่น ๆ เขามีมาตรการที่เพิ่มเข้มข้นขึ้น ก็คือทุกตู้ของผลไม้ทุเรียนจะต้องมีห้องแล็บตรวจ รับรองซึ่งห้องแล็บนั้นจะต้องมีการรับรองจากรัฐบาลจีน คือ GACC ของประเทศจีนรับรอง ห้องแล็บต้องตรวจทุกตู้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ว่าไม่มีสาร BY2 ไม่มีสารแคดเมียม และเมื่อถึงด่าน ก็จะตรวจ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ทุกตู้ ซึ่งในอดีตนั้นตรวจเพียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ ผู้ที่ส่งออกไปยังประเทศจีนนั้นเกรงว่าเมื่อทุเรียนเราออกมากขึ้นการตรวจของห้องแล็บ ประเทศไทยก็ดีเพียงพอหรือไม่ การติดขัดที่ห้องแล็บของประเทศจีนและด่านที่จีนทำให้ รถนั้นติดสะสมและใช้เวลา และทุเรียนเมื่อเข้าสู่ตลาดของประเทศจีนนั้นจะสูญเสียทำให้ ราคาตกต่ำแล้วไม่สามารถขายได้ นี่คือปัญหาที่ผมพบแล้วก็เจรจาอยู่ที่ประเทศจีน
สิ่งแรกที่ผมเจรจาก็คือที่ด่านโม่ฮานที่สิบสองปันนาบอกเขาว่าขอให้เขาขยาย เวลาในการปิดด่าน จากการปิดด่านเวลา ๑๗.๓๐ นาฬิกา เป็นเวลา ๒๐.๓๐ นาฬิกา เพิ่มขึ้นมา ๓ ชั่วโมง เพิ่มคนในการเปิดด่าน และเพิ่มห้องแล็บในการตรวจเมื่อท่านต้องการ ตรวจ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มห้องแล็บจาก ๓ ห้องแล็บเป็น ๕ ห้องแล็บ นี่คือสิ่งแรกที่เจรจา ซึ่งผู้บริหารมณฑลยูนนานก็ดี ผู้บริหารด่านโม่ฮานก็ดี รับปากว่าจะดำเนินการให้ตามที่ ร้องขอทุกประการ นี่คือสิ่งแรกที่พูดคุยถึง
สิ่งที่ ๒ ที่พูดคุยก็คือว่าตามที่ท่านได้ซักถามว่าทุเรียนนั้นเราไม่ได้บริโภค เปลือกเรากินเนื้อข้างใน ขอให้เข้มในการตรวจสาร BY2 ที่เนื้อได้หรือไม่ GACC คือศุลกากรจีน เขาตอบว่า การรักษาคุณภาพสู่อนามัยของพี่น้องประชาชนนั้น การปอกเปลือกทุเรียน เมื่อมีสาร BY2 อยู่ และเมื่อปอกแล้วใช้มือข้างเดียวกันนั้นจับเนื้อ เนื้อที่ติดสาร BY2 ก็จะเข้า สู่เนื้อด้วย เพราะฉะนั้นมาตรฐานของประเทศจีนนั้นไม่ต้องการมีแม้กระทั่งเปลือกนะครับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราต้องยอมรับว่ามาตรฐานของประเทศจีนเขาให้ความห่วงใยผู้บริโภค เขาสร้าง มาตรฐานแบบนี้ เราจะให้เขาลดมาตรฐาน ลดความห่วงใยในส่วนของสุขอนามัยของพี่น้อง ประชาชนประเทศจีนนั้นเราคงพูดได้ไม่ถนัดนัก แต่เราก็ได้พูดคุย แต่รัฐบาลจีน GACC ของจีนเขาก็ยืนยันครับว่าเขาต้องตรวจที่เปลือกไม่ให้มีสาร BY2 ด้วย สิ่งหนึ่งที่ผมเองนั้น ได้พยายามพูดคุย ก็คือผลการตรวจสาร BY2 และสารแคดเมียมในปลายเดือนตั้งแต่ กลางเดือนมีนาคมไปถึงปลายเดือนมีนาคมเมื่อผมไป ผลการตรวจพบสาร BY2 นั้นน้อย และเป็นที่พอใจของ GACC ของประเทศจีน ผมได้พูดคุยกับ GACC ทั้งที่ด่านโม่ฮาน ทั้งที่มณฑลยูนนาน แล้วก็หูหนาน บอกให้เขาช่วยทำความเห็นไปสู่ GACC คือศุลกากรจีน ที่ปักกิ่งซึ่งถือว่าเป็นรัฐบาลกลางที่มีอำนาจในการสั่งลดการตรวจผ่อนปรนในการตรวจ ให้เหลือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เช่นในอดีตจะได้ไม่มีปัญหาการติดที่ด่าน ซึ่งปรากฏว่าศุลกากร ทุกเมือง ทุกมณฑล เขามีความเห็นสอดคล้องและจะทำหนังสือความเห็นนั้นส่งไปให้ ศุลกากรจีนในการลดการตรวจจาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ดังเช่น ในอดีต นี่คือสิ่งที่ผมเองนั้นได้ประสานไว้และกลับมาวันที่ ๓๑ มีนาคม ในเมื่อกลับมาแล้ว เราพบว่ามีการตรวจพบสาร BY2 เพิ่มขึ้นในการส่งไปยังประเทศจีน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมก็ยังไม่มี ความมั่นใจว่าสิ่งที่ศุลกากรจีนในมณฑลต่าง ๆ ทำความเห็นไปสู่รัฐบาลกลางเพื่อผ่อนปรน จะมีการลดให้เราหรือไม่เหลือเพียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์
ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผมเองนั้นก็เป็นห่วงในเรื่องนี้ ผมเองได้พูดคุย กับผู้ประกอบการซึ่งผมเองนั้นอยู่ในวงการของการรู้จักผู้ประกอบการค้าส่งออกทุเรียนเป็น จำนวนมาก ผมทราบดีครับว่าเกษตรกรนั้นไม่ใช้สาร BY2 อย่างแน่นอน เพราะสาร BY2 นั้น เป็นสารจุ่มให้ผิวนั้นสวย ไม่ใช่ปุ๋ย ไม่ใช่ยาปราบศัตรูพืช เพราะฉะนั้นเกิดขึ้นที่เกษตรกร เป็นไปไม่ได้ เกิดขึ้นได้ที่เดียวคือที่ล้งที่เก็บ ซึ่งที่ล้งต่าง ๆ และที่ผลิตในการที่จะส่งออกนั้น เขาก็ Big Cleaning อย่างดี และยืนยันว่าผู้ประกอบการทุกรายไม่จุ่มสาร BY2 เพราะเมื่อจีน ตรวจ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้วเขาไม่กล้า แต่สาร BY2 ยังพบได้อย่างไรนี่คือปัญหาใหญ่ที่เรา ต้องหาให้เจอ ผมเองได้พูดคุยกับผู้ประกอบการ บอกคุณไปตรวจดินรอบล้งสิ เมื่อคุณ Big Cleaning และสาร BY2 อาจจะหล่นไหลไปอยู่ที่ดินแล้วคนงานที่เหยียบดินเหล่านั้น เข้ามาสู่ล้งแล้ววางทุเรียนอาจจะมีสาร BY2 ติดไปได้ หรือพื้นปูนในอดีตในปีที่แล้วท่านใช้ สาร BY2 อยู่อาจจะซึมลึกอยู่ในพื้นปูน เจาะพื้นปูนไปดู เพราะค่ามาตรฐาน ๒ ไมโครกรัม สาร BY2 มีได้ ๒ ไมโครกรัมต่อ ๑ กิโลกรัม และตรวจภาชนะต่าง ๆ โดยเฉพาะลัง
พี่น้องครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติด้วยครับ ผมเรียนอย่างนี้ว่าผลการ ตรวจดินในล้งต่าง ๆ ไม่พบสาร BY2 เลย ผลการตรวจพื้นปูนไม่พบสาร BY2 ผลการตรวจ กล่องกระดาษที่ใส่ทุเรียนไปยังประเทศจีน ส่งไปตรวจเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ผลการตรวจมา วันที่ ๘ เมษายน ผมเพิ่งทราบเมื่อคืนนี้จากผู้ประกอบการพบสาร BY2 ที่กล่องกระดาษ มีค่าสูงถึง ๑๒๖.๗๕ ไมโครกรัมต่อ ๑ กิโลกรัม นี่คือสาเหตุลึก ๆ นี่คือสาเหตุใหญ่ที่เราพบ สาร BY2 อยู่ที่กล่องกระดาษครับ อยู่ที่กล่องที่บรรจุทุเรียน ผมได้แจ้งให้กับผู้ประกอบการ คุณต้องรีบแจ้งสิ่งนี้ให้กับกรมวิชาการเกษตร แจ้งสิ่งนี้ให้กับกระทรวงอุตสาหกรรมและรีบ แก้ไขโดยด่วน และเมื่อแก้ไขแล้วกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องประสานศุลกากรจีน เพื่อลดการผ่อนปรนในการตรวจจาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ให้ได้ เพื่อให้การส่งออกนั้นไม่ติดขัดก็กราบเรียนอย่างนี้
ส่วนประเด็นที่ท่านถามว่าห้องแล็บนั้นเพียงพอหรือไม่ ผมเรียนอย่างนี้ว่า เมื่อวันที่ ๗ มีการประชุม ครม. ท่านรัฐมนตรีนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้บอกในที่ประชุม ครม. ว่าได้นัดประชุมในวันพรุ่งนี้กับศุลกากรจีน ในประเด็นที่ ห้องแล็บเมื่อตรวจพบแล้ว ของเราตรวจไม่พบ ประเทศจีนตรวจพบ และประเทศจีนนั้น สั่งยกเลิกห้องแล็บของประเทศไทยในการตรวจ ซึ่งการตรวจนั้นเป็นการหยิบสุ่ม ซึ่งประเทศไทย ก็มีมาตรฐาน ขอให้อย่าเพิ่งระงับ แล้วก็เพิ่มห้องแล็บอีก ๕ ห้องแล็บ ซึ่งจะมีการพูดคุยกัน ในวันที่ ๑๑ ท่านก็คงต้องติดตามผลจากการประชุมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็น หน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยตรงในการที่จะดูแลเรื่องของมาตรฐานในการส่ง ผมเองนั้นดูแลเรื่องของการตลาด เรายืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์ทำอย่างดีที่สุด