ญาณธิชา บัวเผื่อน ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่มอบหมายให้ตอบกระทู้ถาม และชี้แจงปัญหาวิกฤตส่งออกทุเรียนไทยไปจีน เนื่องจากมาตรการตรวจเข้มสารแคดเมียมและสาร BY2 ของจีน ทำให้ต้องเร่งแก้ไขเรื่องแล็บและการขนส่งเพื่อป้องกันความเสียหายของผลผลิต ญาณธิชา บัวเผื่อน ระบุสถิติผลผลิตทุเรียนภาคตะวันออกปี ๒๕๖๘ และชี้ให้เห็นความไม่เพียงพอของระบบตรวจรับรอง ทำให้เสี่ยงต่อการสูญเสียผลผลิตหากไม่มีแล็บเพิ่ม ญาณธิชา บัวเผื่อน อภิปรายปัญหาทุเรียนอ่อนและการลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมเสนอให้กรมวิชาการเกษตรเข้มงวดและขอให้รัฐบาลเจรจาจีนเพื่อปรับมาตรฐานการตรวจสาร BY2 โดยชี้ว่าการสั่งระงับแล็บไทยเมื่อพบที่ด่านจีนไม่สมเหตุสมผล
เรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ญาณธิชา บัวเผื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๓ พรรคประชาชน ก่อนอื่น ดิฉันต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่มอบหมายให้ท่านนภินทรมาตอบกระทู้ถามของ ดิฉัน เพราะมันหมายถึงความใส่ใจในปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวสวนทุเรียน ทั้งประเทศ ท่านประธานคะ ในช่วงแรกดิฉันจะขอพูดถึงปัญหาในภาพรวมก่อนเพื่อให้เข้าใจ ปัญหาได้ตรงกัน ซึ่งอาจจะใช้เวลานิดหน่อยค่ะ แต่ว่าในช่วงคำถามจะไม่ได้มีการอธิบายอะไร เพิ่มเติมมากและจะสามารถควบคุมเวลาในส่วนของดิฉันได้แน่นอนค่ะ ตอนนี้การส่งออก ทุเรียนไทยไปยังประเทศจีนกำลังเผชิญวิกฤติหนัก สืบเนื่องจากวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๘ ที่ผ่านมาจีนได้เพิ่มมาตรการการตรวจเข้มการนำเข้าทุเรียนจากไทย โดยทุเรียนที่ส่งออกไป จะต้องมีใบรับรองผลการตรวจวิเคราะห์สารแคดเมียมและสาร BY2 ทุกตู้นะคะ หากไม่มี ใบรับรองก็จะไม่สามารถส่งออกได้ และหากพบสารปนเปื้อนก็จะระงับการนำเข้าทันที ซึ่งในตอนนั้นประเทศไทยยังไม่เคยมีการตรวจวิเคราะห์สารนี้มาก่อน และประกอบกับ ในช่วงนั้นเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวของทุเรียนในภาคใต้ ดิฉันคิดว่าหากไม่รีบแก้ไขเรื่องนี้ต้อง กระทบกับการส่งออกทุเรียนของภาคตะวันออกและทุเรียนทั้งประเทศไทยแน่นอนค่ะ ดังนั้น ในวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา ดิฉันจึงได้ตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นการเตือนให้รับทราบถึงปัญหาล่วงหน้าว่าจะเกิดปัญหาและจะ เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง ทั้งในเรื่องแล็บจะพอตรวจหรือไม่ ระยะเวลาในการตรวจจะเป็น อย่างไร รวมไปถึงหากต้องรอผลแล็บทั้งจากไทยและจีนโดยใช้ระยะเวลาการขนส่งที่ยาวนาน จะทำให้ทุเรียนแตก เสียหาย คุณภาพไม่ดี เมื่อไปถึงมือผู้บริโภคก็จะไม่อร่อย และยังจะทำให้ เกิดปัญหาการขาดแคลนตู้ Container ตามมาด้วย ซึ่งในครั้งนั้นซึ่งผ่านมาแล้ว ๔ เดือน ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กรุณามาตอบกระทู้ถามของดิฉัน และได้ให้ความมั่นใจว่าเราจะมีแล็บเพียงพอที่จะสามารถตรวจทุเรียนได้ทันแน่นอนนะคะ โดยในตอนนั้นจะมีแล็บทั้งหมด ๖ แล็บ สามารถรองรับการตรวจทุเรียนได้วันละ ๖๐๐ ตู้ และมีแล็บที่รอจีนอนุมัติเพิ่มอีก ๕ แล็บ ดูในสไลด์นะคะ
ต่อมาในวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรได้แถลงข่าวว่า จะมีแล็บเพิ่มอีก ๒ แล็บ รวมเป็น ๘ แล็บ สามารถรองรับการตรวจได้วันละ ๒,๐๐๐ ตัวอย่าง ต่อวัน ดังนั้นขอให้มั่นใจว่าไทยจะมีแล็บในการตรวจรับรองเพียงพอแน่นอน
มาดูปริมาณผลผลิตทุเรียนภาคตะวันออกในปี ๒๕๖๘ กันก่อน อันนี้ไม่รวม ภาคใต้ มีผลผลิตรวมอยู่ที่ ๘๗๑,๐๐๐ ตัน แบ่งออกเป็นช่วงเดือนเมษายน ๒๗๓,๐๐๐ ตัน คิดเป็น ๓๑ เปอร์เซ็นต์ เดือนพฤษภาคม ๓๖๖,๐๐๐ ตัน คิดเป็น ๔๒ เปอร์เซ็นต์นะคะ และเดือนมิถุนายน ๑๗๐,๐๐๐ ตัน คิดเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ในช่วงที่ทุเรียนออกเยอะ ๆ ที่ภาคตะวันออกจะมีทุเรียนออกถึง ๑,๐๐๐ ตู้ แล้วปัจจุบันนี้เราตรวจได้แค่ ๕๖๐ ตู้ ก็ไม่ทัน แน่นอน ไม่พอแน่นอน หายนะไหมค่ะทีนี้ ลองมาดูวันนี้สถิติการส่งออกทุเรียนล่าสุด ณ วันที่ ๘ เมษายน ๑๓๓ ตู้ และจะเริ่มไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยทุเรียน Lot ใหญ่ของภาค ตะวันออกจะเริ่มออกสู่ตลาดหลังสงกรานต์ที่จะถึงนี้ก็คือวันที่ ๒๐ เมษายนนี้ คาดการณ์ว่า หากไม่มีแล็บเพิ่มจะดึงระยะเวลาการตรวจไปได้ถึงปลายเมษายน หลังจากปลายเมษายน ก็จะตรวจไม่ทันแล้ว และถ้าหากสถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิมแล็บที่ขอขึ้นทะเบียนไว้ ๕ แล็บ ยังไม่ได้รับการอนุมัติ แล็บที่ขออุทธรณ์ไป ๒ แล็บก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติ และสุดท้ายแล้ว หากมีแล็บปิดเพิ่มอีกคราวนี้ล้งก็จะหยุดซื้อแน่นอน แล้วชาวสวนจะเอาทุเรียนไปขายที่ไหน ทำมาทั้งปีลงทุนไปกันหลายแสนบาท หลายล้านบาทจะให้เอามาเททิ้งที่ทำเนียบก็คงไม่ไหว
ความเดือดร้อนในครั้งนี้ทำให้ในวันอังคารที่ ๘ เมษายนที่ผ่านมา ชาวสวน ทุเรียนจังหวัดจันทบุรีล้งและผู้ประกอบการส่งออกได้รวมตัวกันที่หน้าศาลากลางจังหวัด จันทบุรีเพื่อยื่นข้อห่วงกังวลนี้และยื่นข้อเสนอแนะผ่านท่านผู้ว่าราชการจังหวัดมายังท่าน นายกรัฐมนตรี โดยมีข้อห่วงกังวลในประเด็นเรื่องของการขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด และกรมวิชาการเกษตร ช่วยตรวจเข้มในส่วนของทุเรียนอ่อน และการลักลอบนำทุเรียนจาก ประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาสวมสิทธิเป็นทุเรียนไทย เพราะทั้ง ๒ เรื่องนี้ก็จะยิ่งซ้ำเติมให้ปัญหา การส่งออกของไทยหนักขึ้น และมีข้อเสนอไปยังท่านนายกรัฐมนตรีขอให้ช่วยไปเจรจากับ ประเทศจีนเรื่องแล็บ และขอให้มีการตรวจสาร BY2 แยกออกเป็น ๒ ค่า ๑. ก็คือว่าขอให้ ตรวจในเนื้อแบบ Not Detect อันนี้เรารับได้ค่ะ แต่การตรวจที่เปลือกขอให้กำหนดค่า มาตรฐานขั้นต่ำที่รับได้ก็คือประมาณ ๑๐ ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม หรือ ๑๐ PPB เนื่องจาก ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีเปลือกหนาและไม่ได้รับประทานเปลือกนะคะ
ดิฉันขอเข้าสู่คำถามแรกเลยแล้วกันค่ะ เมื่อจีนตรวจเจอสาร BY2 ที่หน้าด่าน ก็จะสั่งระงับแล็บของไทย ทำให้แล็บถูกปิดไปเรื่อย ๆ และมีการคาดการณ์กันว่าในช่วงที่ ทุเรียนส่งออกเยอะ ๆ จีนก็อาจจะตรวจเจอสาร BY2 ที่หน้าด่านเพิ่มมากขึ้น เวลาที่แล็บไทย และจีนสุ่มเก็บทุเรียนตัวอย่างไปตรวจ มันก็จะเป็นคนละลูกกัน เมื่อหน้าด่านที่จีนเก็บ สุ่มตรวจแล้วเจอสาร BY2 ก็จะมาสั่งระงับแล็บไทย จึงดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไร และแล็บเรา เป็นแล็บที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ได้รับมาตรฐาน ISO 17025 ถ้าหากถูกสั่งระงับไป เรื่อย ๆ แบบนี้ แถมที่ขอขึ้นทะเบียนใหม่ ๕ แล็บกับอุทธรณ์ไป ๒ แล็บยังไม่ได้รับการรับรอง ท่านมีแนวทางการแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร อันนี้เป็นคำถามแรกค่ะ